กองบรรณาธิการ HD
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HD
พญ.วรรณวนัช เสถียรธรรมมณี
ตรวจสอบความถูกต้องโดย
พญ.วรรณวนัช เสถียรธรรมมณี

ใช้ชีวิตอย่างไรให้หัวใจแข็งแรง

รวมเคล็ดลับการใช้ชีวิตให้ห่างไกลจากโรคหัวใจ
เผยแพร่ครั้งแรก 21 ม.ค. 2017 อัปเดตล่าสุด 17 พ.ย. 2020 ตรวจสอบความถูกต้อง 18 ก.พ. 2020 เวลาอ่านประมาณ 6 นาที
ใช้ชีวิตอย่างไรให้หัวใจแข็งแรง

เรื่องควรรู้

ขยาย

ปิด

  • โรคหัวใจแม้จะเป็นภัยเงียบคร่าชีวิตผู้คนเป็นอันดับต้นๆ ของโลก และก่อให้เกิดโรค ภาวะแทรกซ้อนมากมาย แต่โรคหัวใจก็สามารถป้องกันได้
  • ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของผู้คนปัจจุบัน เช่น ความเร่งรีบ ความเครียด  พฤติกรรมการรับประทานอาหาร เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคหัวใจและโรคร้ายแรงต่างๆ
  • การออกกำลังกายอย่างเหมาะสมและสม่ำเสมอ การผ่อนคลายความเครียด งดสูบบุหรี่ และหมั่นตรวจสุขภาพเป็นประจำ 
  • ลดการรับประทานอาหารของมัน ของทอด ไขมันสูง ไขมันอิ่มตัว น้ำตาลสูง โซเดียมสูง และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ รับประทานให้ครบทุกมื้อ
  • ดูแลหัวใจของคุณและคนที่รักตั้งแต่วันนี้ ถ้าไม่อยากให้โรคหัวใจมาเยือน (ดูแพ็กเกจตรวจหัวใจได้ที่นี่

โรคหัวใจถือเป็นโรคร้ายที่คร่าชีวิตผู้คนเป็นอันดับต้นๆ ของโลก อีกทั้งยังเป็นบ่อเกิดของโรคและภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย 

ปัจจุบันแม้เทคโนโลยีและวิทยาการทางการแพทย์จะพัฒนาเพื่อรักษาโรคทางหัวใจต่างๆ ได้ครอบคลุมมากขึ้น แต่ด้วยไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของผู้คนในปัจจุบันที่อยู่กับความเร่งรีบ ความเครียด ติดหวาน ไม่ออกกำลังกาย นอนดึกฯลฯ

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ปรึกษาเภสัช สั่งยา ฟรีค่าส่งทั่วประเทศ*

แชทกับเภสัชกรฟรี! 9 โมงเช้าถึงเที่ยงคืน พร้อมรับส่วนลดค่ายา 5% HDmall ออกค่าส่งให้สูงสุด 40 บาท

Phrama incontentads

สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่เป็นบ่อเกิดทำให้เกิดโรคร้ายต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง รวมถึงโรคหัวใจด้วย

ดังนั้นเพื่อลดความเสี่ยงการเป็นโรคหัวใจให้น้อยลงจึงควรรู้จักการดูแลตนเองอย่างเหมาะสม 

ปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตประจำวัน

1. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

การออกกำลังจะช่วยเพิ่มสมรรถภาพในการทำงานของหัวใจ อีกทั้งยังช่วยลดไขมันคอเลสเตอรอลที่สะสมในหลอดเลือดด้วย ไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายหักโหม หรือเข้าฟิตเนส เล่นโยคะร้อนให้เสียเงินและเหนื่อยเกินเหตุ 

แต่สามารถออกกำลังกายในรูปแบบของการวิ่ง เดินเร็ว ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ เต้นแอโรบิค กระโดดเชือกในระดับปานกลาง หรือราววันละ 30 นาที เพียงเท่านี้ก็ถือว่า เป็นการช่วยเผาผลาญพลังงาน และทำให้หัวใจแข็งแรงขึ้นได้แล้ว

2. ไม่เครียดจนเกินไป

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ปรึกษาเภสัช สั่งยา ฟรีค่าส่งทั่วประเทศ*

แชทกับเภสัชกรฟรี! 9 โมงเช้าถึงเที่ยงคืน พร้อมรับส่วนลดค่ายา 5% HDmall ออกค่าส่งให้สูงสุด 40 บาท

Phrama incontentads

คุณอาจไม่ทราบว่า ความเครียดที่สะสมอยู่มีส่วนในการเพิ่มระดับความดันโลหิตและคอเลสเตอรอลในหลอดเลือด จนส่งผลให้หลอดเลือดมีการอุดตันและทำให้เป็นโรคหัวใจได้

อีกทั้งภาวะความเครียดที่เกิดขึ้นยังอาจนำไปสู่พฤติกรรมอื่นๆ ที่จะนำความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจมาสู่คุณ เช่น การดื่มสุรา การเสพยาเสพติด สูบบุหรี่ การรับประทานของหวานมากเกินไป 

ไม่เพียงเท่านั้น ภาวะทางจิตใจ เช่น ภาวะซึมเศร้า ภาวะเก็บกดด้านอารมณ์ ยังเป็นปัจจัยที่นำไปสู่การเกิดโรคหัวใจได้อีกด้วย

การพักผ่อนไม่เพียงพอเป็นอีกความเสี่ยงหนึ่งที่นำไปสู่โรคหัวใจและความดันโลหิตสูงได้ เพราะผู้ที่พักผ่อนไม่เพียงพอจะมีแคลเซียมเกาะอยู่ในหลอดเลือดหัวใจมากขึ้นและทำให้ระบบร่างกายรวนได้ 

ดังนั้นคุณจึงควรแบ่งเวลาพักผ่อนให้เพียงพอ หาวิธีคลายเครียดและหลีกเลี่ยงภาวะซึมเศร้า เช่น ไปเจอเพื่อนฝูง ฟังเพลงที่ชอบ ดูหนัง หรือช้อปปิ้ง ไปเที่ยว 

3. งดสูบบุหรี่

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ปรึกษาเภสัช สั่งยา ฟรีค่าส่งทั่วประเทศ*

แชทกับเภสัชกรฟรี! 9 โมงเช้าถึงเที่ยงคืน พร้อมรับส่วนลดค่ายา 5% HDmall ออกค่าส่งให้สูงสุด 40 บาท

Phrama incontentads

แม้บุหรี่จะเป็นทางออกในการระบายความเครียดได้ดีสำหรับใครหลายคน แต่คุณรู้หรือไม่ว่า ในบุหรี่ 1 มวนนั้นมีสารพิษที่ก่อให้เกิดโรคร้ายมากมายกว่า 4,000 ชนิด 

โรคร้ายที่เป็นผลจากการสูบบุหรี่ เช่น โรคมะเร็งปอด โรคหลอดลมอักเสบ โรคถุงลมโป่งพอง โรคหัวใจขาดเลือด โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ความดันโลหิตสูง 

อีกทั้งผู้ติดบุหรี่ยังมีโอกาสที่หลอดเลือดจะเสื่อมและตีบตันได้มากกว่าผู้สูบบุหรี่ (แต่ไม่ติด) 10-15 เท่า และมีโอกาสเป็นโรคหัวใจขาดเลือดมากกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ถึง 2.4 เท่า

ดังนั้นการเลิกสูบบุหรี่จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดเพื่อป้องกันการเกิดโรคหัวใจ และลดโอกาสในการเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ที่อาจลุกลามนำไปสู่โรคร้ายแรงในอนาคต

4. หมั่นตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ

การตรวจสุขภาพประจำปีเป็นอีกสิ่งที่หลายคนมักมองข้าม จะไปพบแพทย์ก็ต่อเมื่อตนเองมีอาการผิดปกติเกิดขึ้นเท่านั้น ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว การตรวจสุขภาพมีประโยชน์มากมาย

การตรวจสุขภาพช่วยให้คุณสามารถรับรู้ถึงภาวะความผิดปกติภายในของร่างกายที่อาจยังไม่แสดงออกมาได้ ความเสี่ยงในการเกิดโรค และทำให้สามารถหารักษา ควบคุมโรค หรือป้องกันได้ทันเวลา

อาการของโรคทางหัวใจหลายๆ โรคมักจะยังไม่แสดงออกจนกระทั่งโรคได้ลุกลามไปถึงระดับร้ายแรงแล้ว หรือบางครั้งอาจเป็นการแสดงออกในรูปแบบของอาการผิดปกติเพียงเล็กน้อยที่อาจมองข้ามไป

ดังนั้นการตรวจสุขภาพเพื่อตรวจสอบความแข็งแรงหัวใจและอวัยวะส่วนอื่นๆ จะช่วยให้สามารถป้องกันความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจได้ 

อ่านเพิ่มเติม: ใช้ชีวิตประจำวันแบบไหนจึงจะห่างไกลโรคหัวใจ

ปรับด้านการรับประทานอาหาร

1. ลดการรับประทานอาหารประเภทที่มีไขมันและคอเลสเตอรอลสูง

หากคุณรับประทานอาหารที่มีไขมัน น้ำตาล และคอเลสเตอรอลมากเกินไป ไขมันจะไปเกาะอยู่ตามผนังของหลอดเลือดส่งผลให้หลอดเลือดเกิดการอุดตัน นำไปสู่ภาวะหัวใจวาย หรือโรคหลอดเลือดสมองตีบได้ 

ประเภทของอาหารที่ควรหลีกเลี่ยงแจกแจงได้ดังต่อไปนี้

  • อาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง เช่น ไข่แดง นมสดรสหวาน ไอศกรีม ชีส เครื่องในสัตว์ เนื้อสัตว์ติดมัน อาหารทะเล (ยกเว้นเนื้อปลา)
  • อาหารที่มีไขมันชนิดอิ่มตัว เช่น ไส้กรอก กุนเชียง เส้นก๋วยเตี๋ยว มันฝรั่งทอดกรอบ เนื้อสัตว์ส่วนที่มีไขมัน หรือหนัง น้ำมันหมู น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว
  • อาหารที่มีไขมันทรานส์สูง ไขมันชนิดนี้คิดค้นขึ้นมาเพื่อให้อาหารมีรสอร่อยมากขึ้น ลดกลิ่นเหม็นหืน และมีอายุอยู่ได้นานขึ้น มักพบในพาย โดนัททอด คุกกี้ นักเก็ต แฮมเบอร์เกอร์ ป๊อบคอร์น

2. ลดการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และมีน้ำตาลสูง

การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่เพียงแต่จะส่งผลกระทบต่อระบบการทำงานของหัวใจเท่านั้น แต่ยังรวมถึงอวัยวะอื่นๆ เช่น ตับ ลำไส้ กระเพาะอาหาร หรือสมอง ด้วย 

อีกทั้งผู้ที่ดื่มสุราส่วนมากมักจะมีระดับความดันโลหิตสูงกว่าผู้ไม่ดื่มอยู่หลายเท่า 

การบริโภคแอลกอฮอล์ในปริมาณมากเป็นเวลานาน จะส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจลดลง เพราะเมื่อดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้าไป หัวใจจะสูบฉีดเลือดที่แรงขึ้นกว่าปกติ 

เมื่อดื่มอยู่เรื่อยๆ ระยะเวลาผ่านไปไม่นาน กล้ามเนื้อหัวใจก็จะเสื่อมสภาพลง 

หากใครที่ต้องการรักษาหัวใจให้แข็งแรง ควรเลิกดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ในปริมาณที่เหมาะสมต่อวัน หรือเลิกดื่ม 

นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง เช่น น้ำอัดลม น้ำหวาน น้ำผลไม้แปรรูป การไม่เติมน้ำตาลในเครื่องดื่มและอาหาร เช่น ชา กาแฟ น้ำเต้าหู้  ก๋วยเตี๋ยว ผัดไทย เพื่อลดการเกิดไขมันสะสมและการอุดตันในหลอดเลือด

3. รับประทานอาหารที่มีวิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidants)

การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ย่อมมีส่วนช่วยให้อวัยวะภายในร่างกายแข็งแรงขึ้นได้ โดยเฉพาะอาหารประเภทผักและผลไม้ ซึ่งมีวิตามินและสารอาหารที่จำเป็นในการป้องกันและดูแลร่างกายให้ห่างไกลจากโรคหัวใจได้ 

วิตามินและสารอาหารสำคัญ ได้แก่ 

  • วิตามินเอ โดดเด่นในเรื่องช่วยการมองเห็นและทำให้ผิวกระจ่างใสดูดียิ่งขึ้น นอกจากนี้วิตามินเอยังมี “สารไลโคปีน (Lycopene)” และสารต้านอนุมูลอิสระ มีคุณสมบัติช่วยรักษาความเสื่อมสภาพของเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย และป้องกันการเกิดโรคร้ายรวมถึงโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ วิตามินเอพบได้ในผักผลไม้ที่มีสีส้ม หรือสีเหลือง เช่น มะเขือเทศ แครอท มะละกอ มะม่วง ผักบุ้ง บล๊อกโคลี่ ผักโขม ส้ม แคนตาลูป เสาวรส
  • วิตามินบี 3 หรือ “ไนอะซิน (Niacin)” มีคุณสมบัติช่วยลดไขมัน คอเลสเตอรอลและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ถือเป็นวิตามินอีกชนิดที่นิยมรับประทานเพื่อป้องกันโรคหัวใจ วิตามินบี 3 พบได้ใน ไข่ ปลา เนื้อไก่ ปลาทูน่า เนื้อหมู ลูกพรุน อะโวคาโด มันฝรั่ง ถั่วลิสง
  • วิตามินบี 9 หรือ "โฟเลต (Folate)" หรือ "กรดโฟลิก" มีคุณสมบัติช่วยลดคอเลสเตอรอลและไขมันในเลือด รวมถึงช่วยลดความดันโลหิตให้อยู่ในระดับปกติ วิตามินบี 9 พบได้ในพืชผักใบเขียวเกือบทุกชนิด 
  • วิตามินอี เป็นอีกวิตามินที่เต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระซึ่งช่วยต่อต้านการเกิดโรคหัวใจได้ ทั้งยังช่วยป้องกันการอุดตันของเม็ดเลือด และยังช่วยกำจัดไขมันไม่ดี (LDL) ออกไป วิตามินอีพบได้ในอัลมอนด์ กีวี ราสเบอร์รี่ มะม่วง 
  • ชาเขียว มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระประสิทธิภาพสูงอยู่ชนิดหนึ่งเรียกว่า "คาเทชิน (Catechin)" ซึ่งมีส่วนช่วยลดไขมันไม่ดีในหลอดเลือด ลดการแข็งตัวอย่างผิดปกติของลิ่มเลือด ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคโรคหัวใจและสมองลงได้
  • โอเมก้า-3 (Omega-3) เป็นสารอาหารประเภทไขมันดี (HDL) ช่วยลดอัตราเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจได้ เนื่องจากเป็นการลดระดับไขมันที่เกาะตามผนังของหลอดเลือดซึ่งช่วยให้หัวใจไม่ทำงานหนักจนเกินไป โอเมก้า-3 พบได้ในไขมันจากปลาทะเลน้ำลึก เช่น ปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน ปลาทู สาหร่ายทะเล เมล็ดลินิน
  • สารฟลาโวนอยด์ (Flavonoid) เป็นสารที่พบได้ในผักผลไม้และเมล็ดธัญพืช เช่น ใบชา หัวหอม แอปเปิล องุ่น เมล็ดถั่วเหลือง ถั่วฝักยาว  สารฟลาโวนอยด์มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพกว่าวิตามินอี หรือวิตามินซีถึง 50 เท่า จึงช่วยในการป้องกันการอุดตันของเส้นเลือด และลดโอกาสเสี่ยงในการเกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดได้
  • อาหารที่มีใยอาหาร (Dietary Fiber) เพราะจะช่วยลดระดับน้ำตาลและคอเลสเตอรอลในเลือด รวมถึงช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานดีขึ้น อาหารที่ใยอาหารสูง เช่น ถั่วเมล็ดแห้ง ธัญพืช แป้งที่ไม่ผ่านการขัดสี วอลนัท เม็ดมะม่วงหิมพานต์

4. จำกัดการรับประทานโซเดียม

การรับประทานเกลือ หรืออาหารรสเค็มจัดบ่อยๆ จะทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น และเป็นปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจได้ 

ดังนั้นจึงควรจำกัดการรับประทานโซเดียมไม่ให้เกิน 6 กรัมต่อวัน และอย่ารับประทานอาหารรสจัด หรือเค็มจัดบ่อยๆ รวมถึงอย่าปรุงเติมรสชาติอาหารมากเกินไป

5. รับประทานอาหารให้ครบทุกมื้อ

การอดอาหาร หรือรับประทานอาหารมากเกินไปเป็นต้นเหตุที่นำไปสู่โรคเบาหวานและโรคหัวใจได้ คุณจึงควรรับประทานอาหารให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่เพียงพอ โดยเฉพาะมื้อเช้าที่หลายๆ คนมักมองข้าม 

การรับประทานอาหารครบทุกมื้อจะช่วยรักษาระดับอินซูลินและน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับที่สมดุล และเป็นการลดโอกาสในการเกิดไขมันอุดตันในหลอดเลือด

6. ปรุงอาหารโดยหลีกเลี่ยงการใช้น้ำมันที่เป็นไขมันไม่ดี

การเลือกวัตถุดิบในการใช้ปรุงอาหารมีส่วนช่วยในการป้องกันโรคหัวใจได้เช่นกัน คุณควรหลีกเลี่ยงการใช้น้ำมันที่เป็นไขมันไม่ดี ทำให้เกิดคอเลสเตอรอลในเลือดสูง เช่น น้ำมันมะพร้าว น้ำมันหมู น้ำมันถั่วเหลือง เนย มันหมู 

ส่วนน้ำมันสำหรับปรุงอาหารที่เป็นไขมันดี หรือมีกรดไขมันไม่อิ่มตัว และมีสารต้านอนุมูลอิสระที่เหมาะสำหรับการปรุงอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ได้แก่ 

หรืออาจเปลี่ยนวิธีปรุงอาหารเป็นแบบนึ่ง ต้ม ย่าง ผัด หรืออบแทนการทอด

อ่านเพิ่มเติม: รวมวิธีการรับประทานอาหารให้ห่างไกลโรคหัวใจ

วิธีดูแลตนเองเพื่อป้องกันโรคหัวใจไม่ได้แตกต่างไปจากการดูแลตนเองเพื่อป้องกันโรคอย่างอื่นมากนัก นั่นก็คือ การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและพักผ่อนให้เพียงพอ 

เพราะหลักสำคัญของการป้องกันโรคหัวใจคือ การทำให้หัวใจแข็งแรง ทำงานได้ดี หรือทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตไหลลื่นไม่ติดขัด 

รวมบทความที่เกี่ยวข้องกับอาหารกับโรคหัวใจและวิธีดูแลหัวใจ

ดูแพ็กเกจตรวจสุขภาพหัวใจและสมรรถภาพหัวใจ เปรียบเทียบราคา โปรโมชั่นล่าสุดจากโรงพยาบาลและคลินิกชั้นนำได้ที่นี่ หรือไม่พลาดทุกการอัปเดตแพ็กเกจต่างๆ เมื่อกดเป็นเพื่อนทางไลน์ @hdcoth และกดดาวน์โหลดแอป iOS และ Android


7 แหล่งข้อมูล
กองบรรณาธิการ HD มุ่งมั่นตั้งใจให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง โดยทำงานร่วมกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงเลือกใช้ข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือจากสถาบันต่างๆ คุณสามารถอ่านหลักการทำงานของกองบรรณาธิการ HD ได้ที่นี่
Heart foundation, Keep your heart healthy (https://www.heartfoundation.org.au/your-heart/keep-your-heart-healthy), 17 December 2562.
Farrokh Sohrabi, MD, 8 Lifestyle Changes to Protect Your Heart (https://www.everydayhealth.com/hs/heart-disease-risk/lifestyle-changes-protect-heart/), 17 December 2562.

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HD พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ผู้เขียนและผู้รีวิวบทความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่นำเสนอแต่อย่างใด เว้นแต่จะระบุในเนื้อหา การแนะนำสินค้าและบริการแสดงขึ้นอัตโนมัติจากระบบของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าบทความนี้มีประโยชน์มากแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ตั้งกระทู้ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลส่วนตัวของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวิดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รอยโรค (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่ดูไฟล์ได้
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เข้าถึงได้

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
บทความต่อไป
ไขมันอิ่มตัวคืออะไร?
ไขมันอิ่มตัวคืออะไร?

ไขมันจะเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการทำงานของร่างกาย แต่การรับประทานไขมันอิ่มตัวมากเกินไปอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

อ่านเพิ่ม
งานวิจัยบอกว่าเกลือที่มากขึ้นอาจจะดีกว่า
งานวิจัยบอกว่าเกลือที่มากขึ้นอาจจะดีกว่า

เกลือที่มากขึ้นดีต่อสุขภาพหรือไม่?

อ่านเพิ่ม