ประโยชน์ของเม็ดมะม่วงหิมพานต์ต่อสุขภาพ

ดีต่อใจ ดีต่อตา ควบคุมน้ำตาลและน้ำหนักได้ แถมยังชะลอวัยด้วย
เผยแพร่ครั้งแรก 16 ต.ค. 2018 อัปเดตล่าสุด 4 ส.ค. 2020 ตรวจสอบความถูกต้อง 19 เม.ย. 2019 เวลาอ่านประมาณ 4 นาที
ประโยชน์ของเม็ดมะม่วงหิมพานต์ต่อสุขภาพ

เรื่องควรรู้

ขยาย

ปิด

  • เม็ดมะม่วงหิมพานต์ อุดมไปด้วยไขมันดี วิตามิน แร่ธาตุ และสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ล้วนมีประโยชน์ต่อร่างกาย
  • เม็ดมะม่วงหิมพานต์ 100 กรัม ให้พลัง 553 กิโลแคลอรี่ และมีไขมันถึง 43.85 กรัม
  • การรับประทานเม็ดมะม่วงหิมพานต์เป็นประจำวันละ 1 กำมือ จะช่วยลดระดับไขมันเลว และคอเลสเตอรอลในเลือด ช่วยชะลอวัย ป้องกันโรคเบาหวาน ควบคุมน้ำหนักตัว และมีส่วนช่วยในการมองเห็น
  • บุคคลที่ต้องระมัดระวังการบริโภคเม็ดมะม่วงหิมพานต์ ได้แก่ หญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร ผู้มีอาการแพ้ถั่ว ผู้ป่วยโรคเบาหวาน และผู้ที่เข้ารับการผ่าตัด
  • ถั่ว เป็นหนึ่งในอาหารที่เป็นสาเหตุหลักของโรคแพ้อาหาร หากรับประทานแล้วเกิดอาการผื่นคัน หายใจลำบาก แน่นหน้าอก ลมพิษ หรือกลืนลำบาก นั่นหมายถึงอาการแพ้รุนแรง ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที (ดูแพ็กเกจตรวจภูมิแพ้อาหารได้ที่นี่)

เม็ดมะม่วงหิมพานต์ คือถั่วชนิดหนึ่งที่มีรสชาติหวาน มัน และยังเป็นแหล่งของวิตามิน และเกลือแร่

ผู้คนนิยมนำเม็ดมะม่วงหิมพานต์ดิบที่ไม่ผสมเกลือไปประกอบอาหารแบบวีแกน หรืออาหารอินเดีย และก็มีอีกหลายคนที่นิยมรับประทานเม็ดมะม่วงหิมพานต์คั่วผสมเกลือเป็นของกินเล่น

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจ DNA วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 5605 บาท ลดสูงสุด 3895 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

Ads h 53

รู้จักกับเม็ดมะม่วงหิมพานต์

เม็ดมะม่วงหิมพานต์เป็นหนึ่งในถั่วที่มีเส้นใยอาหารต่ำ แต่อุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ และสารต้านอนุมูลอิสระ

ประกอบด้วยวิตามินอี วิตามินเค วิตามินบี 6 ทองแดง ฟอสฟอรัส สังกะสี แมกนีเซียม เหล็ก และซีลีเนียม ซึ่งล้วนแต่สำคัญต่อการทำงานของร่างกาย

เม็ดมะม่วงหิมพานต์ให้พลังงานเท่าไหร่?

เม็ดมะม่วงหิมพานต์เป็นแหล่งพลังงานสูง ในขนาด 100 กรัม ประกอบด้วย พลังงาน 553 กิโลแคลอรี่ มีไขมัน 43.85 กรัม 

ถือแม้เม็ดมะม่วงหิมพานต์จะมีปริมาณไขมันมาก แต่ก็เป็นไขมันดี หากรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะจะให้ประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย เช่น ลดระดับไขมันเลว และคอเลสเตอรอลในเลือด มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยในการชะลอวัย 

ประโยชน์ของเม็ดมะม่วงหิมพานต์

1. ระบบไหลเวียนเลือดและหัวใจ 

งานวิจัยพบว่า การรับประทานถั่ว เช่น เม็ดมะม่วงหิมพานต์ สามารถลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ ซึ่งอาจเกิดผ่านการลดความดันโลหิตและระดับคอเลสเตอรอลชนิดที่ไม่ดี

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจ DNA วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 5605 บาท ลดสูงสุด 3895 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

Ads h 53

ถั่วนั้นเป็นอาหารที่ไม่มีคอเลสเตอรอลตามธรรมชาติ และมีไขมันชนิดที่ดีต่อหัวใจ เส้นใยอาหาร และโปรตีน นอกจากนั้นยังมีอาร์จินีน (Arginine) ซึ่งช่วยป้องกันเยื่อบุด้านในของผนังเส้นเลือดแดงด้วย 

วิตามินและแร่ธาตุอื่นๆ ที่พบในถั่ว เช่น โพแทสเซียม วิตามินอี วิตามินบี 6 และกรดโฟลิกนั้นก็สามารถช่วยป้องกันโรคหัวใจได้เช่นกัน อีกทั้งยังสามารถช่วยบำรุงเลือดได้ 

ทองแดง และเหล็กในเม็ดมะม่วงหิมพานต์นั้นทำงานร่วมกันในการช่วยให้ร่างกายสร้าง และใช้งานเม็ดเลือดแดง ซึ่งจะช่วยให้เส้นเลือด เส้นประสาท ระบบภูมิคุ้มกัน และกระดูก แข็งแรง ทำงานเป็นปกติ

2. การมองเห็น 

เราอาจจะเคยได้ยินว่า แครอทนั้นดีต่อดวงตา แต่อาจจะแปลกใจที่พบว่า เม็ดมะม่วงหิมพานต์ก็เช่นกัน

โดยในเม็ดมะม่วงหิมพานต์นี้มีลูเทอิน (lutein) และซีแซนทีน (Zeaxanthin) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ หากรับประทานสม่ำเสมอในปริมาณที่สูง สารเหล่านี้จะช่วยป้องกันการทำลายดวงตาจากแสง (ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการตาบอดในผู้สูงอายุ) และอาจจะช่วยลดโอกาสในการเกิดโรคต้อกระจกได้

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจ DNA วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 5605 บาท ลดสูงสุด 3895 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

Ads h 53

3. การควบคุมน้ำหนัก 

งานวิจัยหนึ่งพบว่า การรับประทานถั่ว 1 กำมือต่อวัน สามารถช่วยต่อสู่กับโรคหัวใจและหลอดเลือด เบาหวาน และมะเร็งได้

การเปลี่ยนจากการรับประทานไขมันจากสัตว์ และโปรตีน มาเป็นไขมันชนิดที่ไม่อิ่มตัวที่พบในเม็ดมะม่วงหิมพานต์นั้นเป็นวิธีที่ดีในการควบคุมน้ำหนัก ลดไขมันและคอเลสเตอรอลที่อยู่ภายในร่างกาย

4. ต้านโรคเบาหวาน 

สารสกัดจากเม็ดมะม่วงหิมพานต์มีประสิทธิภาพในการต้านโรคเบาหวาน

โดยสามารถกระตุ้นให้เกิดการลำเลียงน้ำตาลเข้าสู่เซลล์กล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น มีผลควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และป้องกันภาวะดื้อต่ออินซูลิน (Insulin Resistance)

5. ชะลอวัย 

ยอดมะม่วงหิมพานต์มีประสิทธิภาพในการต้านสารอนุมูลอิสระสูงมาก มีค่า ORAC (Oxygen Radical Absorbance Capacity) เป็นค่าความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระของอาหาร สูงถึง 7,278 ไมโครโมลทีอี

จึงช่วยปกป้องเซลล์จากการถูกทำลาย และชะลอความเสื่อมของอวัยวะต่างๆ ซึ่งเป็นสาเหตุของความแก่ได้

การบริโภคเม็ดมะม่วงหิมพานต์อย่างปลอดภัย

เม็ดมะม่วงหิมพานต์มีสารอาหารหลายชนิด แต่ก็ควรบริโภคในปริมาณที่เหมาะสม และระมัดระวังในการบริโภคสารปรุงแต่งที่เพิ่มลงไปในผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดด้วย เช่น เกลือ เนย หรือน้ำตาล 

นอกจากนี้การสัมผัสกับเม็ดมะม่วงหิมพานต์ที่ไม่ผ่านความร้อน หรือการปรุงสุกมาก่อน ยังอาจก่อให้เกิดอาการระคายเคืองต่อผิวหนังได้ 

ดังนั้นควรปรึกษาแพทย์ หรือผู้เชี่ยวชาญก่อนรับประทานอาหาร อาหารเสริม หรือสารใดๆ จากเม็ดมะม่วงหิมพานต์เสมอ เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค 

และยังสามารถรับประทานก่อนอาหารไม่เกินครั้งละ 10 เม็ดเพื่อช่วยให้อิ่มง่ายขึ้น หรือรับประทานเป็นขนมได้ประมาณสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เพื่อลดการรับประทานขนมอื่นๆ ที่มีส่วนผสมไขมัน นม เนย น้ำตาล แป้งที่เยอะเกินไป

ใครบ้างที่ต้องระมัดระวังการบริโภคเม็ดมะม่วงหิมพานต์

ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ ควรเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษในการบริโภคเม็ดมะม่วงหิมพานต์ โดยเฉพาะบุคคลในกลุ่มต่อไปนี้

1. หญิงตั้งครรภ์ หรืออยู่ระหว่างให้นมบุตร 

การรับประทานเม็ดมะม่วงหิมพานต์จากอาหารมีความปลอดภัย แต่ไม่ควรรับประทานในปริมาณมากเพื่อหวังผลทางการรักษาโรค เนื่องจากไม่มีข้อมูลด้านความปลอดภัยที่เพียงพอ

2. ผู้ที่แพ้ถั่ว หรือสารเพคติน (Pectin) 

ผู้ที่แพ้เพคตินซึ่งเป็นสารที่อยู่ในพืช รวมทั้งถั่วและเมล็ดพืชบางชนิด เช่น พิสตาชิโอ อัลมอนด์ ฮาเซลนัท ถั่วลิสง  อาจแพ้เม็ดมะม่วงหิมพานต์ได้เช่นกัน

ดังนั้นผู้ที่มีประวัติอาการแพ้ดังกล่าวควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานเสมอ

3. ผู้ป่วยเบาหวาน 

เม็ดมะม่วงหิมพานต์อาจส่งผลให้ระดับน้ำตาลเพิ่มสูงขึ้น ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่รับประทานเม็ดมะม่วงหิมพานต์ควรหมั่นตรวจระดับน้ำตาลในเลือดเป็นประจำ และแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนบริโภคเสมอ เนื่องจากผู้ป่วยอาจต้องปรับเปลี่ยนการใช้ยารักษา

4. ผู้ที่เข้ารับการผ่าตัด
เนื่องจากเม็ดมะม่วงหิมพานต์อาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ 

ดังนั้นผู้ที่ต้องเข้ารับการผ่าตัดควรหยุดรับประทานเม็ดมะม่วงหิมพานต์อย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนวันผ่าตัด

การรับประทานเม็ดมะม่วงหิมพานต์นั้นเชื่อมโยงกับการป้องกันมะเร็ง ช่วยเรื่องสุขภาพของหัวใจ การคุมน้ำหนัก และสามารถนำมารับประทานแทนไขมัน และโปรตีนจากสัตว์ได้ดี นอกจากนั้นยังมีรสชาติดี เหมาะเป็นของกินเล่น

อย่างไรก็ตาม เม็ดมะม่วงหิมพานต์เป็นหนึ่งในอาหารที่เป็นสาเหตุหลักของโรคแพ้อาหาร หากรับประทานแล้วเกิดอาการผื่นคัน หายใจลำบาก แน่นหน้าอก ลมพิษ หรือกลืนลำบาก นั่นหมายถึงอาการแพ้รุนแรง ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที

ดูแพ็กเกจตรวจภูมิแพ้อาหาร เปรียบเทียบราคา โปรโมชั่นล่าสุดจากโรงพยาบาลและคลินิกชั้นนำได้ที่นี่ หรือไม่พลาดทุกการอัปเดตแพ็กเกจเหล่านี้ เมื่อกดเป็นเพื่อนทางไลน์ @hdcoth และกดดาวน์โหลดแอป iOS และ Android


1 แหล่งข้อมูล
กองบรรณาธิการ HD มุ่งมั่นตั้งใจให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง โดยทำงานร่วมกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงเลือกใช้ข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือจากสถาบันต่างๆ คุณสามารถอ่านหลักการทำงานของกองบรรณาธิการ HD ได้ที่นี่
รศ.พญ.ปรียานุช แย้มวงษ์ (มหาวิทยาลัยมหิดล), สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HD พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ผู้เขียนและผู้รีวิวบทความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่นำเสนอแต่อย่างใด เว้นแต่จะระบุในเนื้อหา การแนะนำสินค้าและบริการแสดงขึ้นอัตโนมัติจากระบบของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าบทความนี้มีประโยชน์มากแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ตั้งกระทู้ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลส่วนตัวของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวิดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รอยโรค (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่ดูไฟล์ได้
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เข้าถึงได้

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
บทความต่อไป