กองบรรณาธิการ HD
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HD

โรคไตเรื้อรัง

เผยแพร่ครั้งแรก 12 ก.ย. 2018 อัปเดตล่าสุด 17 พ.ย. 2020 เวลาอ่านประมาณ 20 นาที
โรคไตเรื้อรัง

โรคไตเรื้อรัง (Chronic kidney disease – CKD) คือภาวะที่ไตไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเป็นระยะยาว CKD มักจะไม่ก่อให้เกิดอาการใด ๆ จนกว่าจะถึงระยะที่ลุกลามไปมากแล้ว โดยมักจะสังเกตพบระยะแรก ๆ ได้จากการทดสอบปัสสาวะหรือเลือด

อาการทั่วไปของโรคไตมีดังนี้: เหน็ดเหนื่อย ข้อมือ เท้า หรือมือบวม (เนื่องจากการบวมน้ำ) หายใจลำบาก คลื่นไส้ มีเลือดปนปัสสาวะ

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจไต ฟอกไต รักษาโรคไต วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 750 บาท ลดสูงสุด 3%

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

Ads h 51

โรคไตเรื้อรังสามารถถูกวินิจฉัยได้จากการตรวจเลือดหรือตรวจปัสสาวะ

หากคุณมีความเสี่ยงต่อ CKD สูง แพทย์อาจแนะนำให้คุณเข้ารับการตรวจคัดกรองเป็นรายปี โดยการตรวจคัดกรองมักจะแนะนำแก่คนที่: มีความดันโลหิตสูง เป็นเบาหวาน มีประวัติครอบครัวเป็นโรค CKD

เหตุใดจึงเกิดโรคไตเรื้อรังขึ้น?

ไตคืออวัยวะรูปร่างเหมือนเม็ดถั่วสองชิ้นที่มีขนาดเท่ากำปั้น ไตอยู่ใต้กระดูกซี่โครงของร่างกายทั้งสองข้าง โดยหน้าที่หลักของไตคือการกรองของเสียที่เลือดผลิตออกมาและเปลี่ยนของเสียเหล่านั้นให้กลายเป็นปัสสาวะ ไตยังมีหน้าที่: ช่วยคงระดับความดันเลือด คงค่าระดับสารเคมีในร่างกายและช่วยให้หัวใจกับกล้ามเนื้อทำงานได้อย่างปรกติ ผลิตวิตามิน D ที่ช่วยให้กระดูกแข็งแรง ผลิตสาร erythropoietin ที่ช่วยกระตุ้นการผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดง

ใครสามารถเป็นโรคไตเรื้อรังได้บ้าง?

CKD มักเกี่ยวพันกับอายุที่มากขึ้น ยิ่งคุณมีอายุที่มากขึ้นก็จะมีความเสี่ยงต่อโรคไตมากขึ้น

คาดกันว่ามีผู้ชายหนึ่งในห้าคน และผู้หญิงหนึ่งในสี่คนที่มีอายุระหว่าง 65 กับ 74 ปีจะกลายเป็น CKD สักระยะ

CKD จะเกิดบ่อยที่สุดกับคนที่มีพื้นเพจากเอเชียใต้ (อินเดีย บังคลาเทศ ศรีลังกา และปากีสถาน) กับคนผิวดำ เหตุผลก็เพราะว่าชาวเอเชียมีอัตราการเป็นโรคเบาหวานกับความดันโลหิตสูงกว่าคนชนชาติอื่นนั่นเอง

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจไต ฟอกไต รักษาโรคไต วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 750 บาท ลดสูงสุด 3%

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

Ads h 51

การป้องกันโรคไตเรื้อรัง

วิธีที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิด CKD ขึ้นคือการจัดการภาวะต้นเหตุของโรคนี้ อย่างเช่นเบาหวานและความดันโลหิตสูง

การเปลี่ยนแปลงวิถีการใช้ชีวิตก็สามารถลดความเสี่ยงต่อโรค CKD ได้ เช่น: การทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ การเลี่ยงดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป การออกกำลังกายเป็นประจำ เลี่ยงการใช้ยาที่อาจสร้างความเสียหายแก่ไต

อาการของโรคไตเรื้อรัง

ผู้ป่วย CKD ส่วนมากจะไม่มีอาการใด ๆ เพราะว่าร่างกายสามารถทนต่อความบกพร่องของประสิทธิภาพการทำงานของไตได้

อีกนัยหนึ่งคือพวกเราเกิดมาพร้อมกับไตที่สามารถทำงานได้มากเกินความจำเป็นอยู่แล้ว แม้ว่าร่างกายจะเหลือไตที่ทำงานได้ดีเพียงข้างเดียวก็เพียงพอต่อการใช้ชีวิตแล้ว ด้วยเหตุนี้ทำให้ผู้คนมากมายสามารถรับการปลูกถ่ายไตที่มาจากผู้มีชีวิตได้

การเปลี่ยนแปลงการทำงานของไตมักจะตรวจเจอจากการตรวจเลือดหรือตรวจปัสสาวะทั่วไป หากคุณถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคไต แพทย์จะคอยสอดส่องการทำงานของไตคุณอย่างใกล้ชิดด้วยการตรวจเลือดและปัสสาวะเป็นประจำ อีกทั้งจะดำเนินการรักษาที่ช่วยควบคุมอาการให้มีน้อยที่สุด

หากไตของคุณยังคงสูญเสียการทำงานลงไปเรื่อย ๆ จนเข้าสู่ภาวะไตล้มเหลว (ERF) อาการต่าง ๆ จะเริ่มปรากฏออกมา ดังนี้: น้ำหนักลดและความอยากอาหารลดลง ข้อเท้า มือ หรือเท้าบวม หายใจติดขัด มีเลือดหรือโปรตีนปนปัสสาวะออกมา (โปรตีนในปัสสาวะมักตรวจพบจากการตรวจปัสสาวะ) ความอยากปัสสาวะบ่อยขึ้น โดยเฉพาะในช่วงกลางคืน นอนไม่หลับ คันผิวหนัง ปวดกล้ามเนื้อ ความดันโลหิตสูง คลื่นไส้ (ผู้ชาย) เสื่อมสมรรถนะทางเพศ (ไม่สามารถคงสภาพหรือไม่อาจทำให้อวัยวะเพศแข็งตัวได้)

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจไต ฟอกไต รักษาโรคไต วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 750 บาท ลดสูงสุด 3%

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

Ads h 51

อาการเหล่านี้เป็นอาการทั่วไป และสามารถเกิดได้จากหลายโรคภัย โดยอาการข้างต้นหลายอย่างสามารถเลี่ยงได้หากเริ่มการรักษาเร็วในขณะที่โรคยังคงอยู่ในระยะต้น ๆ หรือก่อนที่จะมีอาการอื่น ๆ ตามมา

หากคุณมีความกังวลกับอาการข้างต้น ควรทำการนัดพบแพทย์ในทันที

สาเหตุของโรคไตเรื้อรัง

โรคไตมักเกิดมาจากภาวะอื่น ๆ ที่สร้างภาระให้แก่ไต อย่างความดันโลหิตสูงและเบาหวาน หลักฐานมากมายบ่งชี้ว่าภาวะความดันโลหิตสูงเป็นต้นตอหลักของโรคไตโดยปรากฏเป็นสาเหตุมากกว่าหนึ่งในสี่ของผู้ป่วยที่พบทั้งหมด ส่วนเบาหวานก็เป็นสาเหตุการเกิดโรคไตของผู้ป่วยประมาณหนึ่งในสี่ของผู้ป่วยทั้งหมด

ภาวะความดันโลหิตสูง

ความดันโลหิตคือหน่วยวัดความดันที่หัวใจของคุณมีกับเส้นเลือดแดง หากมีแรงดันมากเกินไปจะส่งผลเสียต่ออวัยวะภายในร่างกายจนทำให้เกิดโรคต่าง ๆ อย่างโรคหัวใจ เส้นเลือดสมองตีบ หรือทำให้การทำงานของไตแย่ลงได้

สาเหตุการเกิดโรคความดันโลหิตสูงในผู้ป่วย 90% จะไม่พบสาเหตุที่แท้จริง กระนั้นก็เชื่อกันว่ามีความเกี่ยวโยงบางอย่างระหว่างภาวะนี้กับสุขภาพโดยรวม อาหารการกิน และวิธีการใช้ชีวิตของผู้ป่วย

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูงมีดังนี้: อายุ (ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นเมื่อคุณแก่ตัวลง) ประวัติครอบครัวที่มีต่อโรคความดันโลหิตสูง พื้นเพเชื้อชาติ (มาจากแอฟริกา-แคริปเปียน หรือเอเชียใต้) ภาวะอ้วน การไม่ออกกำลังกาย การสูบบุหรี่ การบริโภคแอลกอฮอล์มากเกินไป การบริโภคเกลือจากอาหารมากเกินไป การทานอาหารไขมันสูง ความเครียด

ภาวะความดันโลหิตสูงสามารถสร้างความเสียหายแก่ไตได้ด้วยการสร้างภาระให้แก่หลอดเลือดขนาดเล็กของไตมากเกินไปจนขัดขวางกระบวนการกรองของเสียของไตไป

โรคเบาหวาน

เบาหวานคือภาวะที่ร่างกายแทบจะไม่สามารถผลิตหรือไม่สามารถผลิตอินซูลินได้เลย (เบาหวานประเภทที่ 1) หรือไม่สามารถใช้งานอินซูลินได้อย่างมีประสิทธิภาพอีก (เบาหวานประเภทที่ 2)

อินซูลิน (Insulin)ใช้ในการควบคุมระดับกลูโคส (น้ำตาล) ในเลือดไม่ให้มากหรือน้อยเกินไประหว่างการรับประทานอาหารและระหว่างมื้ออาหาร

หากทำการควบคุมภาวะเบาหวานได้ไม่ดีจะทำให้กลูโคสสะสมในเลือดมากเกินไปจนสร้างความเสียหายแก่ตัวกรองขนาดจิ๋วภายในไต ซึ่งจะส่งผลต่อความสามารถในการกรองของเสียของไต

คาดกันว่ามีผู้ป่วยเบาหวานประเภทหนึ่ง 20-40% ที่ประสบกับโรคไตก่อนที่จะมีอายุ 50 ปี และมีผู้ป่วยเบาหวานประเภทสองอีก 30% ที่เริ่มแสดงสัญญาณของความเสียหายที่ไต

สัญญาณแรกของโรคไตจากเบาหวานคือการมีโปรตีนอยู่ในปัสสาวะปริมาณต่ำ ดังนั้นแพทย์จึงขอให้คุณรับการตรวจปัสสาวะรายปีเพื่อมองหาสัญญาณของโรคไตและเพื่อจัดการรักษาให้ทันท่วงที

ผู้ป่วยเบาหวานทุกคนควรเข้ารับการตรวจไตทุกปี หากตรวจพบความบกพร่องของไตเร็วจะทำให้ผู้ป่วยกับแพทย์สามารถจัดการกับความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ อย่างปัญหาเรื่องตาและการเสื่อมสมรรถนะทางเพศได้เร็วขึ้นเท่านั้น

สาเหตุอื่น ๆ

แม้จะพบได้ไม่บ่อยเท่าภาวะข้างต้น แต่ก็มีภาวะสุขภาพอื่น ๆ มากมายที่เป็นสาเหตุของโรค CKD ดังนี้: ไตอักเสบ (glomerulonephritis) กรวยไตอักเสบ (pyelonephritis) โรคถุงน้ำในไต (polycystic kidney disease) (ภาวะทางพันธุกรรมที่ซึ่งไตทั้งองข้างมีขนาดใหญ่กว่าปกติเนื่องจากมีก้อนซิสต์โตขึ้น) การเติบโตของไตที่ผิดปรกติตั้งแต่ก่อนกำเนิด (ขณะพัฒนาตัวในครรภ์) โรคพุ่มพวง (systemic lupus erythematosus) (ภาวะที่ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันเข้าโจมตีไตราวกับเป็นสิ่งแปลกปลอม) การใช้ยาบางประเภทระยะยาว เช่นลิเทียมและยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAID) รวมไปถึงแอสไพรินและอิบูโพรเฟน การอุดตันต่าง ๆ เช่นภาวะนิ่วในไตหรือโรคต่อมลูกหมาก

การวินิจฉัยโรคไตเรื้อรัง

โรคไตเรื้อรัง (CKD) มักจะวินิจฉัยได้จากการตรวจเลือดและปัสสาวะ

การตรวจคัดกรอง

หากคุณอยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อ CKD คุณควรได้รับการตรวจคัดกรองโรคนี้เป็นประจำ สำหรับผู้ที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงก็ไม่จำเป็นต้องเข้ารับการตรวจหา CKD

สำหรับคนกลุ่มดังต่อไปนี้ควรทำการตรวจคัดกรองประจำปี: ผู้ที่มีปัญหาความดันโลหิตสูง ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ที่มีการบาดเจ็บเฉียบพลันที่ไตจากการใช้ยาอย่างเช่นลิเทียมหรือ NSAID เช่นอิบูโพรเฟน โรคนิ่วไต หรือต่อมลูกหมากโต ผู้ที่ป่วยเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด (ภาวะที่ส่งผลต่อหัวใจ เส้นเลือดแดงและดำ เช่นโรคหลอดเลือดหัวใจ หรือหัวใจล้มเหลว) ผู้ที่มาจากครอบครัวที่เคยมีสมาชิกในครอบครัวเป็นโรค CKD ระยะห้า หรือเป็นโรคไตทางพันธุกรรม ผู้ที่ป่วยเป็นโรคที่ส่งผลต่ออวัยวะร่างกายหลายส่วนที่อาจส่งผลต่อไจด้วย เช่นโรคพุ่มพวง ผู้ที่มีเลือด (haematuria) หรือโปรตีนปนปัสสาวะ (proteinuria) โดยที่ไม่ทราบสาเหตุ

บ่อยครั้งที่การวินิจฉัยโรคไตเกิดขึ้นเนื่องจากผลการตรวจเลือดหรือปัสสาวะที่บ่งชี้ว่าไตทำงานผิดปกติ หากเกิดกรณีนี้มักจะมีการทดสอบขึ้นเพื่อยืนยันการวินิจฉัย

อัตราการกรองของไต

วิธีประเมินการทำงานของไตคือการคำนวณอัตราการกรองของไต (Glomerular filtration rate - GFR) โดย GFR คือการวัดค่าว่าไตของคุณสามารถกำจัดของเสียจากเลือดได้กี่มิลลิลิตร (ml) ภายในหนึ่งนาที (ml/min) ไตที่สุขภาพดีจะสามารถกรองของเสียได้มากกว่า 90 ml/min

การวัด GFR โดยตรงทำได้ยาก ดังนั้นการคำนวณจึงต้องใช้สูตร ผลลัพธ์ที่ได้จะเรียกว่า estimated GFR หรือeGFR การคำนวณ eGFR จะเกี่ยวข้องกับการนำตัวอย่างเลือดและวัดระดับของเสียที่เรียกว่า creatinine ไปเทียบกับอายุ เพศ และเชื้อชาติของคุณ ผลลัพธ์ที่ได้จะคล้ายกับค่าอัตราการทำงานตามปรกติของไต ยกตัวอย่างเช่น eGFR ที่ได้ 50 ml/min จะเท่ากับการทำงานของไต 50%

ส่วนการทดสอบต่อไปนี้มีเพื่อตรวจหาภาวะโปรตีนปนปัสสาวะ: การตรวจปัสสาวะ: มีเพื่อมองหาเลือดหรือโปรตีนในปัสสาวะของคุณ การตรวจ albumin กับ creatinine: เป็นการตรวจปัสสาวะอีกประเภทที่ใช้เทียบปริมาณของอัลบูมิน (albumin) กับครีอะตินิน (creatinine) ในปัสสาวะของคุณ สัดส่วนของทั้งสองจะใช้ในการคำนวณ eGFR อีกที

ระยะของโรคไตเรื้อรัง

จะมีระบบหกระยะ (six-stage system) ที่ใช้ระดับ eGFR ที่คำนวณได้ในการบรรยายถึงการลุกลามของ CKD ยิ่งอยู่ในระยะที่สูงจะยิ่งสื่อถึง CKD ที่มีความรุนแรงมาก โดยระยะทั้งหกมีดังต่อไปนี้:

ระยะที่หนึ่ง (G1): eGFR ปกติ (มากกว่า 90 ขึ้นไป) แต่การทดสอบอื่น ๆ แสดงให้เห็นว่ามีความเสียหายที่ไต

ระยะที่สอง (G2): eGFR มีค่าลดลงเล็กน้อย (60-89) แต่ยังคงนับว่าอยู่ในระยะการทำงานตามปรกติของผู้ใหญ่อายุน้อย

หากคุณเริ่มมี CKD ระยะที่หนึ่งหรือสอง แพทย์จะแนะนำให้คุณทำการตรวจ eGFR รายปีเพื่อสอดส่องการลุกลามของโรคอย่างระมัดระวัง

ระยะที่สามแบ่งออกเป็นสองกลุ่มคือ ระยะที่ 3a (G3a) กับ 3b (G3b) ระยะที่ G3a จะมีค่า eGFR ลดลง (45-59) และจัดว่าการทำงานของไตลดลงอย่างไม่รุนแรงจนถึงปานกลาง และควรได้รับการสอดส่องรายปี ส่วนระยะ 3b (G3b) จะมีลดลงค่อนข้างมาก (30-44) และนับว่าการทำงานของไตลดลงปานกลางถึงรุนแรง และควรได้รับการตรวจไตทุก ๆ หกเดือน

ระยะที่สี่ (G4): eGFR ลดลงอย่างรุนแรง (15-29) เมื่อมาถึงระยะนี้คุณอาจประสบกับอาการจากโรค CKD บ้างแล้ว ควรมีการทดสอบเพิ่มเติมขึ้นทุก ๆ หกเดือน

ระยะที่ห้า (G5): ไตจะสูญเสียการทำงานแทบจะทั้งหมด (eGFR ต่ำกว่า 15) และนับว่าเริ่มเข้าสู่ภาวะไตล้มเหลว ควรมีการทดสอบเพิ่มเติมทุก ๆ สามเดือน

กระนั้น GFR สามารถขึ้น ๆ ลง ๆ ได้ ดังนั้นการทดสอบความผิดปรกติเพียงหนึ่งครั้งอาจไม่สามารถสรุปได้ว่าคุณเป็น CKD จริง ๆ การวินิจฉัย CKD มักจะยืนยันได้เมื่อมีการทดสอบ eGFR หลาย ๆ ครั้งจนได้ค่า eGFR ที่มีค่าต่ำกว่าปกติภายในช่วงสามเดือนที่สอดคล้องกัน

การทดสอบอื่น ๆ

มีการทดสอบมากมายที่สามารถใช้เพื่อประเมินระดับความเสียหายของไตคุณได้ ดังนี้:

การสแกนไต อย่างเช่นอัลตราซาวด์ การถ่ายภาพสะท้อนแม่เหล็กไฟฟ้า (magnetic resonance imaging - MRI) หรือการสแกนคอมพิวเตอร์ (CT) มีไว้เพื่อหาว่ามีการอุดตันที่ผิดปรกติของการไหลปัสสาวะของคุณหรือไม่ ในกรณีที่เป็นโรคไตระยะลุกลามนั้นไตจะหดตัวลงและมีขนาดที่ไม่เท่ากัน

การตัดชิ้นเนื้อไตตรวจ: จะมีการนำเนื้อเยื่อไตขนาดเล็กไปตรวจหาความเสียหายด้วยกล้องจุลทรรศน์

การรักษาโรคไตเรื้อรัง

ขณะนี้ยังไม่มีวิธีรักษาโรคไตเรื้อรัง มีเพียงการรักษาชะลอหรือหยุดการลุกลาม และป้องกันการเกิดภาวะร้ายแรงอื่น ๆ เท่านั้น

ผู้ป่วย CKD จะมีความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจวายสูงขึ้นเพราะว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับระบบไหลเวียนโลหิต

สำหรับผู้ส่วนส่วนน้อย CKD อาจทำให้เกิดภาวะไตวาย (established renal Failure - ERF) หรือนับเป็นระยะสุดท้ายของโรคไต ในสถานการณ์นี้จะทำให้การทำงานของไตหยุดลง

เพื่อจะช่วยให้ผู้ป่วย ERF รอดชีวิต ต้องมีการรักษาด้วยการใช้ไตเทียมอย่างการฟอกไต หรือการปลูกถ่ายไต

การที่คุณรับทราบว่าตนเองเป็นโรคไตเรื้อรังนั้นเป็นเรื่องน่ากังวลมาก แต่ก็มีการช่วยเหลือสนับสนุนมากมายที่คุณสามารถมองหาได้เพื่อให้ใช้ชีวิตไปพร้อมกับโรค

การปรับเปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิต

เชื่อกันว่าการปรับเปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิตต่อไปนี้จะช่วยลดความดันโลหิตและควบคุม CKD ได้: หยุดสูบบุหรี่ การทานอาหารที่สมดุล ดีต่อสุขภาพ และไขมันต่ำ จำกัดปริมาณเกลือที่บริโภคเข้าไปให้น้อยกว่า 6 กรัมต่อวัน ไม่ใช้ยาต้านอักเสบที่ไม่มีสเตียรอยด์ (NSAID) จากร้านขายยา อย่างอิบูโพรเฟน เว้นแต่จะได้รับคำแนะนำจากแพทย์เอง ควบคุมปริมาณแอลกอฮอล์ที่บริโภคเข้าไป (ไม่มากไปกว่า 3-4 หน่วยสำหรับผู้ชาย และ 2-3 หน่วยสำหรับผู้หญิง) ลดน้ำหนักหากคุณอ้วนหรือน้ำหนักเกิน ออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน ห้าครั้งต่อสัปดาห์

การใช้ยาสำหรับภาวะความดันโลหิตสูง

หนึ่งในวิธีที่ช่วยลดการลุกลามของความเสียหายที่ไตคือการควบคุมภาวะความดันโลหิตสูง ผู้ป่วย CKD ควรพยายามทำให้ความดันโลหิตของพวกเขาลดลงต่ำกว่า 140/90mmHg ให้ได้ แต่หากคุณเป็นเบาหวานร่วมด้วยควรตั้งเป้าหมายให้ลดลงต่ำกว่า 130/80mmHg ให้ได้

มียาที่สามารถใช้เพื่อลดความดันโลหิตมากมาย โดยยาที่เรียกว่า angiotensin converting enzyme (ACE) inhibitors จะเป็นยาที่ใช้ควบคุมความดันโลหิตของผู้ป่วย CKD มากที่สุด

เช่นเดียวกับการลดความดันโลหิตทั่วร่างกายและลดภาระของเส้นเลือดต่าง ๆ ACE inhibitors ยังช่วยป้องกันไตของคุณได้อีกด้วย โดยยากลุ่ม ACE inhibitors มีดังนี้: ramipril  enalapril  lisinopril  perindopril

ผลข้างเคียงจาก ACE inhibitors มีดังนี้: ไอแห้ง วิงเวียน เหน็ดเหนื่อยหรืออ่อนแรง ปวดศีรษะ

หากคุณประสบกับผลข้างเคียงส่วนมากของ ACE inhibitors มาก แพทย์อาจจะเปลี่ยนไปใช้ยาที่เรียกว่า angiotensin-II receptor blocker (ARB) แทน โดยยากลุ่มนี้มีดังต่อไปนี้: candesartan eprosartan irbesartan azilsartan olmesartan temisartan valsartan losartan

ผลข้างเคียงของ ARB นั้นเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก แต่ก็อาจจะมีอาการวิงเวียนบ้าง

ทั้ง ACE inhibitors กับ ABR อาจทำให้การทำงานของไตของผู้ป่วยบางรายลดลงและเพิ่มระดับโพแทสเซียมในเลือดขึ้น ดังนั้นควรมีการตรวจเลือดหลังเริ่มการรักษาด้วยยาเหล่านี้ และเมื่อมีการเปลี่ยนขนาดยาที่ใช้ หากคุณกำลังใช้ยา ACE inhibitors หรือ ABR และเริ่มมีภาวะไข้/ติดเชื้อ หรือต้องใช้ยาสำหรับภาวะอื่น ๆ คุณต้องสอบถามกับแพทย์ผู้ดูแลว่าต้องทำการหยุดยา ACE inhibitors หรือ ABR ก่อนหรือไม่

การใช้ยาสำหรับลดคอเลสเตอรอล

การศึกษาพบว่าผู้ป่วย CKD จะมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดสูงขึ้น โดยเฉพาะโรคหัวใจกับโรคหลอดเลือดสมอง เนื่องจากความดันโลหิตสูงกับระดับคอเลสเตอรอลในเลือด (atherosclerosis) เป็นปัจจัยเสี่ยง

สแตติน (Statins) เป็นยาประเภทที่ใช้เพื่อลดระดับคอเลสเตอรอล โดยคอเลสเตอรอลทำให้หลอดเลือดแดงตีบจนทำให้เกิดการอุดตันของระบบไหลเวียนเลือดไปยังหัวใจ (ทำให้เกิดภาวะหัวใจวาย) หรือไปยังสมอง (ทำให้เกิดภาวะเส้นเลือดสมองตีบ) สแตตินออกฤทธิ์ด้วยการเข้ายับยั้งผลจากเอนไซม์ในตับ (HMG-CoA reductase) ที่ใช้ในการสร้างคอเลสเตอรอล

สแตตินอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงที่ไม่รุนแรงดังนี้: ท้องผูก ท้องร่วง ปวดศีรษะ ปวดท้อง

บางครั้งสแตตินก็ก่อให้เกิดอาการปวดกล้ามเนื้อ อ่อนแรง และกดเจ็บบ้าง ซึ่งหากคุณประสบกับผลข้างเคียงเหล่านี้ต้องรีบแจ้งแพทย์เพื่อรับการตรวจเลือดหรือเปลี่ยนวิธีรักษาทันที

หากคุณเป็นโรคไต คุณอาจต้องทำการลดระดับการบริโภคของเหลวและเกลือในแต่ละวันลงเนื่องจากไตของคุณไม่อาจกำจัดของเหลวได้ดีกว่าแต่ก่อนนั่นเอง

หากแพทย์ขอให้คุณลดปริมาณของเหลวที่ดื่มลง คุณต้องระมัดระวังทั้งของเหลวในอาหารที่ทานเข้าไป อย่างเช่นซุปและโยเกิร์ต โดยทางแพทย์หรือนักโภชนาการสามารถแนะนำคุณได้

ของเหลวที่มากเกินที่เป็นผลมาจากโรคไตมักจะปรากฏอาการออกมาบนข้อเท้าหรือรอบปอดของคุณ คุณอาจได้รับยาขับปัสสาวะอย่าง furosemide มาเพื่อกำจัดของเหลวส่วนเกินเหล่านั้นออกจากร่างกาย

หากคุณไม่มีภาวะบวมน้ำเกิดขึ้นและแพทย์ไม่ได้แจ้งให้คุณลดระดับการบริโภคของเหลว คุณก็ไม่จำเป็นต้องระมัดระวังใด ๆ ซึ่งหากคุณลดระดับของเหลวที่นำเข้าร่างกายลงจะส่งผลเสียต่อร่างกายแทน

ภาวะโลหิตจาง

ผู้ป่วยที่เป็น CKD ระยะสาม สี่ และห้าจะเริ่มประสบกับภาวะโลหิตจาง ซึ่งเป็นภาวะที่ร่างกายไม่สามารถผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงได้เพียงพอจนทำให้มีอาการดังต่อไปนี้: เหน็ดเหนื่อย อ่อนล้า หายใจลำบาก ใจสั่น

ภาวะโลหิตจางสามารถเกิดขึ้นจากหลาย ๆ ภาวะสุขภาพ และแพทย์จะทำการตรวจสอบหาความเป็นไปได้อื่น ๆ

ผู้ป่วยโรคไตส่วนมากจะได้รับอาหารเสริมธาตุเหล็กมาเนื่องจากธาตุเหล็กเป็นส่วนสำคัญในการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง เพื่อเพิ่มระดับธาตุเหล็กในร่างกาย อาหารเสริมที่ได้อาจเป็นทั้งยาเม็ดหรือการฉีดยาเข้าเส้นเลือด

หากการทำเช่นนั้นยังไม่สามารถจัดการกับภาวะโลหิตจางได้ คุณอาจต้องเริ่มการฉีด erythropoietin ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยให้ร่างกายผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงออกมามากขึ้น โดยการฉีดนี้มักเป็นการฉีดเข้าเส้นเลือดดำ (intravenously) หรือเข้าใต้ผิวหนัง (subcutaneously) ตัวอย่างยาที่ใช้มีทั้ง epoetin alfa, beta and zeta, darbepoetin และ methoxy polyethylene glycol-epoetin beta

การปรับเปลี่ยนสมดุลฟอสเฟต

หากคุณเป็นโรคไตระยะที่สี่หรือห้า คุณสามารถประสบกับภาวะที่ฟอสเฟตสะสมอยู่ในร่างกายเนื่องจากไตไม่สามารถกำจัดธาตุนี้ได้ ฟอสเฟตเป็นแร่ธาตุที่อยู่ในกระดูกของคุณพร้อมกับแคลเซียม ฟอสเฟตถูกนำเข้ามาผ่านการรับประทานอาหาร ซึ่งพบได้ในอาหารที่เป็นผลิตภัณฑ์จากสัตว์ ไตมักจะกรองฟอสเฟตส่วนเกินออกมาได้ และหากมีระดับฟอสเฟตสูงเกินไปจะทำให้ไปรบกวนสมดุลแคลเซียมในร่างกายจนทำให้กระดูกบางและส่งผลต่อเส้นเลือดแดง

แพทย์อาจขอให้คุณจำกัดปริมาณฟอสเฟตในอาหารของคุณ โดยอาหารที่มีฟอสเฟตสูงคืออาหารจำพวกเนื้อแดง ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ ไข่ และปลา แพทย์หรือนักโภชนาการสามารถให้คำแนะนำว่าคุณสามารถรับฟอสเฟตได้มากเท่าใด อย่างไรก็ตามการลดปริมาณอาหารเหล่านี้ลงก็ไม่ใช่ผลดีนอกจากว่าคุณมีระดับฟอสเฟตสูงเกินไป ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก่อนทำการเปลี่ยนอาหารการกินของคุณทุกครั้ง

หากการลดปริมาณฟอสเฟตในอาหารไม่ได้ช่วยลดระดับฟอสเฟตของคุณให้อยู่ในระดับที่พอดี คุณอาจได้รับยาที่เรียกว่า phosphate binders ซึ่งเป็นยาที่ช่วยผูกฟอสเฟตในอาหารภายในกระเพาะและหยุดการดูดซึมแร่ธาตุตัวนี้ของร่างกายลง

Phosphate binders เป็นยาที่ทานก่อนอาหารทันที โดยยากลุ่ม phosphate binders ที่มักใช้กันมากที่สุดคือ calcium carbonate แต่ก็มียาอื่น ๆ มากมายที่มีเหมาะสมไปตามกรณีบุคคล

ผลข้างเคียงของ phosphate binders นั้นพบได้ไม่บ่อยนัก ดังนี้: คลื่นไส้ ปวดท้อง ท้องผูก ท้องร่วง ท้องอืด ผื่นขึ้นผิวหนัง คันผิวหนัง

อาหารเสริมวิตามิน D

ผู้ป่วยโรคไตอาจมีระดับวิตามิน D ที่ต่ำได้ โดยวิตามินเป็นส่วนสำคัญในการดูแลกระดูกให้สุขภาพดี ทั้งนี้เนื่องจากว่าไตเป็นอวัยวะที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของวิตามิน D ที่ได้จากอาหารและแสงอาทิตย์ก่อนจะใช้ในส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย

การรักษาภาวะไตล้มเหลวด้วยการปลูกถ่ายหรือฟอกไต

ผู้ที่ประสบกับภาวะไตล้มเหลวสามารถใช้การรักษาด้วยยาและยังคงมีไตที่ทำงานได้ดีไปตลอดชีวิต

สำหรับผู้ป่วยโรคไตบางรายที่อยู่ในระยะท้าย ๆ ไตสามารถหยุดทำงานและอาจเสี่ยงอันตรายถึงชีวิตได้ ซึ่งจะเรียกภาวะเช่นนี้ว่า established renal failure(ERF)

ภาวะนี้มักไม่ค่อยเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน และจะเป็นอย่างค่อยเป็นค่อยไปจนทำให้สามารถวางแผนรับมือระยะต่อไปของโรคได้ การตัดสินใจว่าคุณควรเข้ารับการฟอกไต รับการปลูกถ่ายไต หรือเข้ารับการดูแลประคับประคองนั้นจะต้องถูกอภิปรายกับทีมรักษาก่อน

การดูแลประคับประคอง

หากคุณตัดสินใจไม่เข้ารับการฟอกไตหรือปลูกถ่ายไตแก้ไขภาวะไตวาย หรือคุณไม่เหมาะสมกับการรักษาทั้งสอง แพทย์จะแนะนำให้คุณรับการดูแลประคับประคองแทน

เป้าหมายของการดูแลลักษณะนี้คือการควบคุมและรักษาภาวะไตล้มเหลวโดยไม่ใช้วิธีฟอกไตหรือปลูกถ่าย โดยการดูแลจะรวมทั้งการดูแลจากแพทย์ จิตแพทย์และผู้เชี่ยวชาญท่านอื่น ๆ ที่ทำงานร่วมกับผู้ป่วยและครอบครัวของผู้ป่วย อย่างการให้คำแนะนำและประโลมจิตใจของทั้งสองฝั่ง รวมไปถึงช่วยวางแผนการใช้ชีวิตของผู้ป่วยจวบจนวาระสุดท้าย

ผู้ป่วยหลายรายเลือกรับการดูแลประคับประคองเนื่องจาก: พวกเขามักจะไม่ได้รับประโยชน์จากการรักษาอื่น ๆ พวกเขาไม่อยากเผชิญกับความลำบากจากการฟอกไต พวกเขาไม่ถูกแนะนำให้เข้ารับการฟอกไตเนื่องจากภาวะสุขภาพร้ายแรงอื่น ๆ ที่อาจทำให้การรักษาส่งผลเสียแทน เคยเข้ารับการฟอกไตและตัดสินใจยุติการรักษานี้ กำลังเข้ารับการฟอกไตแต่กลับมีปัญหาสุขภาพร้ายแรงที่อาจส่งผลเสียต่อการรักษาจนต้องยุติการฟอกไตลง

หากคุณเลือกรับการดูแลประคับประคอง ทีมดูแลของคุณจะยังคงรับหน้าที่ดูแลคุณอยู่ โดยแพทย์และพยาบาลจะคอยดูแลเพื่อ: ให้คุณได้รับยาเพื่อปกป้องการทำงานของไตที่เหลือของคุณให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ ให้คุณได้รับยาที่ใช้รักษาอาการอื่น ๆ ของภาวะไตล้มเหลว เช่นหมดเรี่ยวแรง โลหิตจาง ไม่อยากอาหาร หรือคันผิว ช่วยวางแผนการใช้ชีวิตที่บ้านและการเงิน เพื่อเยียวยาสมาชิกในครอบครัวหลังการเสียชีวิตของผู้ป่วย

การดูแลผู้ป่วยโรคไตที่ดีต้องเป็นอย่างไร?

ตามรายงานนานาชาติ บริการสำหรับผู้ป่วยโรคไตควรจะ:

ระบุตัวผู้ที่มีความเสี่ยงต่อโรคไต โดยเฉพาะผู้ที่มีความดันโลหิตสูงหรือเบาหวาน และรักษาพวกเขาให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อคงสภาพการทำงานของไต

จัดให้ทุกคนสามารถเข้าหาบริการตรวจสอบและช่วยลดความเสี่ยงต่อการทรุดลงของโรค

ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการจัดการควบคุมภาวะ

จัดบริการให้ผู้ป่วยเข้าถึงทีมผู้เชี่ยวชาญด้านโรคไต

จัดให้ผู้ที่ต้องการสามารถเข้ารับบริการปลูกถ่ายหรือฟอกไตได้ตามความต้องการ

ส่งมอบการดูแลประคับประคอง

ต้องมีการตรวจทานแผนการรักษาโรคไตของคุณเป็นประจำ

การป้องกันโรคไต

กรณีโรคไตเรื้อรัง (CKD) ส่วนมากไม่สามารถป้องกันได้อย่างสมบูรณ์ แต่คุณก็สามารถปฏิบัติตามขั้นตอนต่อไปนี้เพื่อลดโอกาสเกิดโรคได้

การควบคุมภาวะ

หากคุณป่วยเป็นโรคเรื้อรังที่สามารถก่อให้เกิดโรคไตได้อย่างเช่นโรคเบาหวาน สิ่งสำคัญคือการบริหารควบคุมภาวะสุขภาพนั้น ๆ ด้วยการปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์และไปพบแพทย์ตามที่ได้รับการนัดหมาย ผู้ป่วยเบาหวานถูกแนะนำให้รับการทดสอบการทำงานของไตทุก ๆ ปี

การสูบบุหรี่

การสูบบุหรี่จะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดและหัวใจขึ้น รวมไปถึงโรคหัวใจวายหรือเส้นเลือดสมองตีบ และยังสามารถเพิ่มโอกาสที่ปัญหาโรคไตที่เป็นอยู่จะทรุดลงอีกเช่นกัน

หากคุณเลิกสูบบุหรี่ สุขภาพโดยรวมของคุณจะดีขึ้นอย่างมากและลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะร้ายแรงต่าง ๆ อย่างมะเร็งปอดและโรคหัวใจได้อีกด้วย

อาหาร

การทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญต่อการป้องกันโรคไตเรื้อรัง นอกจากจะช่วยลดปริมาณคอเลสเตอรอลในเลือดของคุณลงแล้ว การทานอาหารที่ดียังช่วยคงระดับความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดีเช่นกัน การทานอาหารที่ดีและสมดุลนั้นต้องรวมทั้งผัก ผลไม้สด และธัญพืชรวมเข้าไป

ควรจำกัดปริมาณเกลือในอาหารไม่ให้มากกว่า 6 กรัมต่อวัน การบริโภคเกลือมากเกินไปจะเพิ่มความดันโลหิตของคุณ โดยเกลือหนึ่งช้อนชาจะเท่ากับน้ำหนัก 6 กรัมพอดี

เลี่ยงการทานอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง เพราะว่าไขมันประเภทนี้จะเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลของคุณขึ้น อาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูงมีดังนี้: ไส้กรอก เนื้อติดมัน เนย ครีม เนยแข็ง เค้กและขนมบิสเก็ต อาหารที่ประกอบด้วยน้ำมันมะพร้าวหรือน้ำมันปาล์ม

การทานอาหารที่มีไขมันไม่อิ่มตัวสูงจะช่วยลดระดับคอลเลสเตอรอลของคุณได้ อาหารที่มีไขมันไม่อิ่มตัวสูงมีดังนี้: น้ำมันปลา อะโวควาโด ถั่วและเมล็ดพืช น้ำมันเมล็ดทานตะวัน น้ำมันมะกอก

แอลกอฮอล์

การดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณสูงเกินไปจะเพิ่มระดับความดันโลหิตขึ้นพร้อมกับระดับคอเลสเตอรอลในเลือด ดังนั้นควรดื่มแอลกอฮอล์ตามปริมาณจำกัดเพื่อเลี่ยงความเสี่ยงต่อภาวะความดันโลหิตสูงและ CKD

ปริมาณแอลกอฮอล์ที่แนะนำมีดังนี้: 3-4 หน่วยต่อวันสำหรับผู้ชาย 2-3 หน่วยต่อวันสำหรับผู้หญิง

การออกกำลังกาย

การออกกำลังกายเป็นประจำจะช่วยลดความดันโลหิตและความเสี่ยงต่อการเกิด CKD ได้

แนะนำว่าควรออกกำลังกายแอโรบิคความเข้มข้นปานกลางเป็นเวลาอย่างน้อย 150 นาที (2 ชั่วโมงกับอีก 30 นาที) อย่างการปั่นจักรยานหรือเดินเร็วทุกสัปดาห์

ยาแก้ปวด

โรคไตสามารถเกิดขึ้นมาจากการใช้ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAID) ผิดวิธีได้ (เช่นการทานยามากเกินไป) อย่างเช่นยาแอสไพริน และอิบูโพรเฟน

หากคุณต้องทานยาแก้ปวด พยายามปฏิบัติตามคำแนะนำของยาเพื่อเลี่ยงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับไตของคุณ

การใช้ชีวิตร่วมกับโรคไตเรื้อรัง

ความสัมพันธ์และความช่วยเหลือ

เมื่อกล่าวถึงภาวะอย่างโรคไต การจัดการกับภาวะนี้เป็นเรื่องที่หนักหนามากสำหรับคุณ ครอบครัวของคุณ และเพื่อนของคุณ

การเรียนรู้เกี่ยวกับโรคไตสามารถช่วยคุณได้เพราะว่าจะทำให้คุณและครอบครัวของคุณเข้าใจถึงสิ่งที่ควรจะคาดหวังและมีความมั่นใจในการควบคุมอาการมากขึ้นแทนที่จะรู้สึกว่าชีวิตอยู่ภายใต้การควบคุมของโรคเสียเอง

หากคุณเปิดใจเกี่ยวกับความรู้สึกของคุณและยอมให้คนใกล้ชิดเข้ามามีส่วนร่วมกับสิ่งที่คุณต้องเผชิญจะเป็นสิ่งที่ทำให้คุณสามารถรับมือกับโรคได้ดีขึ้น

การมองหาความช่วยเหลือ

แพทย์หรือพยาบาลสามารถให้คำตอบแก่คุณเกี่ยวกับโรคไตได หรือคุณสามารถมองหาความช่วยเหลือจากผู้ให้คำแนะนำผู้เชี่ยวชาญ นักจิตแพทย์ หรือผู้เชี่ยวชาญท่านอื่น ๆ ทางสายโทรศัพท์ก็ได้ ศัลยแพทย์เองก็สามารถให้ข้อมูลที่คุณต้องการได้

ผู้ป่วยบางคนอาจเลือกที่จะพบปะกับผู้ป่วยโรคไตท่านอื่นตามกลุ่มช่วยเหลือต่าง ๆ ก็สามารถทำได้

เพศสัมพันธ์

ความเครียดเป็นสิ่งที่ส่งผลต่อชีวิตและความสัมพันธ์ทางเพศของคุณอย่างมาก

คู่สมรสบางคู่กลับมาใกล้ชิดกันมากขึ้นหลังมีคนใดคนหนึ่งถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคไต ในขณะที่บางคนรู้สึกได้ว่าบุคคลที่เป็นที่รักกำลังกลัดกลุ้มเพราะอาการป่วยของพวกเขา ทั้งผู้ชายและผู้หญิงอาจมีปัญหาด้านรูปลักษณ์ภายนอกและความมั่นใจในตนเอง ซึ่งทั้งสองประเด็นต่างส่งผลต่อความสัมพันธ์ของคุณในที่สุด

พยายามสื่อสารความรู้สึกของคุณให้คู่สมรสของคุณหากคุณมีปัญหากับเรื่องการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ดีขึ้นตามเวลาการรักษา หรือไปปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญหรือนัืกบำบัดทางเพศ

ผู้ที่เข้ารับการฟอกไตมักประสบกับความยากลำบากในเรื่องเพศ โดยทั้งผู้ชายและผู้หญิงที่ป่วยต่างประสบกับภาวะหมดอารมณ์ทางเพศกันเป็นปกติ มีการรักษาบำบัดมากมายที่สามารถช่วยได้ แต่ก็อาจต้องใช้เวลานานสำหรับคู่สมรสบางคู่

การตั้งครรภ์

ผู้ชายและผู้หญิงที่ป่วยเป็นโรคไตระยะเริ่มต้นต่างก็สามารถมีบุตรได้โดยไม่มีความผิดปรกติใด ๆ ซึ่งหมายความว่าควรใช้วิธีคุมกำเนิดวิธีใดวิธีหนึ่งขณะที่มีเพศสัมพันธ์เว้นแต่ต้องการจะมีบุตร

ผู้ป่วยโรคไตระยะท้าย ๆ อาจส่งผลต่อประจำเดือนของผู้หญิง ซึ่งจะทำให้การตั้งครรภ์ทำได้ยากขึ้น สำหรับผู้ชายที่ป่วยเป็นโรคไตระยะท้าย ๆ อาจมีการผลิตน้ำเชื้อลดลง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะไม่สามารถมีบุตรได้ ดังนั้นทั้งผู้ชายและหญิงที่ป่วยเป็นโรคไตระยะท้าย ๆ และไม่ประสงค์จะมีบุตรควรคุมกำเนิดไว้ก่อนอยู่ดี

วันหยุดและประกัน

หากคุณป่วยเป็นโรคไตไม่รุนแรง หรือเข้ารับการผ่าตัดปลูกถ่าย การไปพักร้อนหรือเดินทางไกลไม่ใช่เรื่องที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

หากคุณต้องเข้ารับการฟอกไต คุณก็สามารถสนุกไปกับวันหยุดพักร้อนได้โดยคุณต้องจัดจองการรักษาก่อนเดินทางทุกครั้ง

หากคุณต้องเข้ารับการฟอกไตและต้องการเดินทางไกล ควรปรึกษาแผนเดินทางกับทีมรักษาให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เนื่องจากการจัดแผนเข้าฟอกไตในต่างถิ่นอาจเป็นเรื่องยากได้

การใช้ยาที่หาซื้อจากร้านขายยา

ยารักษาบางประเภทอาจเป็นอันตรายสำหรับผู้ป่วยโรคไต พยายามตรวจสอบกับแพทย์ก่อนเริ่มใช้ยาที่ซื้อจากร้านขายยาก่อนทุกครั้ง

คุณจะมีความเสี่ยงต่อยาบางประเภทหากว่า: คุณเป็นโรคไตระยะลุกลามมากกว่า 4 หรือ 5 หรือมีการทำงานของไตต่ำกว่า 30% คุณเป็นโรคไตระดับอ่อนถึงปานกลาง (ระยะ 3 ที่มีการทำงานของไตระหว่าง 30-60%) และเป็นผู้สูงอายุที่มีภาวะสุขภาพร้ายแรงอื่น ๆ เช่นโรคหลอดเลือดหัวใจ เป็นต้น

อาการที่ปลอดภัยและไม่ปลอดภัย

คำแนะนำต่อไปนี้คือรายละเอียดการใช้ยาที่ได้จากร้านขายยากับความปลอดภัยของผู้ป่วยโรคไต และสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงต่าง ๆ ข้อมูลต่อไปนี้เป็นเพียงคู่มือเบื้องต้น หากต้องการคำแนะนำที่ละเอียดมากขึ้นควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรผู้เชี่ยวชาญแทน

อาการปวดศีรษะ

ยาพาราเซตตามอลเป็นยาแก้ปวดที่นับว่าปลอดภัยและเป็นตัวเลือกแรกในการรักษาอาการปวดศีรษะ แต่พยายามเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่เป็นยาละลายน้ำเนื่องจากมีโซเดียมค่อนข้างสูง หากการทำงานของไตคุณมีน้อยกว่า 50% พยายามเลี่ยงยาแก้ปวดที่เป็นยาแอสไพริน อิบูโพรเฟน หรือยาที่คล้ายคลึงกันอย่างยาไดโคลฟิแนก ยาเหล่านี้จะไปบั่นทอนการทำงานของไตลงมากกว่าเดิมได้ ขนาดของยาแอสไพรินที่ต่ำที่สุดที่ใช้ในการป้องกันโรคหลอดเลือด (vascular disease) คือ 75-150 mg ต่อวัน คุณควรเลี่ยงการใช้ยาอิบูโพรเฟนหากต้องเข้ารับการรักษาป้องกันการต่อต้านอวัยวะหลังปลูกถ่ายไต

อาการไอและหวัด

มีผลิตภัณฑ์ยาหลายประเภทที่ใช้บรรเทาอาการไอและหวัด แต่ละประเภทก็มีส่วนผสมที่ต่างกันออกไป ดังนั้นจึงควรตรวจสอบฉลากยาก่อนทุกครั้ง ผลิตภัณฑ์บางชนิดจะผสมยาพาราเซตตามอล ซึ่งนับว่าปลอดภัย แต่คุณควรเลี่ยงผลิตภัณฑ์ยาที่มีการผสมแอสไพรินขนาดสูง

ยารักษาหวัดหลายประเภทจะประกอบด้วยยาแก้คัดจมูก หากคุณเป็นโรคความดันโลหิตสูงควรเลี่ยงยาที่มีส่วนผสมนี้ไป วิธีกำจัดเสมหะภายในโพรงจมูกที่ดีที่สุดคือการสูดไอน้ำที่มีส่วนผสมของเมนทอลหรือยูคาลิปตัส สำหรับอาการไอนั้นสามารถใช้วิธีจิบน้ำผึ้งผสมมะนาวเพื่อทำให้คอชุ่มได้

อาการปวดข้อและกล้ามเนื้อ

หากคุณมีอาการปวดข้อและกล้ามเนื้อ วิธีจัดการที่ดีที่สุดคือการใช้ยาภายนอก (บนผิวหนังที่มีอาการ) พยายามเลี่ยงยาทานที่มีส่วนประกอบของอิบูโพรเฟนหรือไดโคลฟิแนกหากว่าการทำงานของไตคุณต่ำกว่า 50% แต่หากเป็นเจลหรือสเปรย์อิบูโพรเฟนนั้นนับว่าปลอดภัยกว่า แต่ก็ไม่ได้ปราศจากความเสี่ยงใด ๆ เนื่องจากขนาดยาชนิดนี้เพียงเล็กน้อยก็สามารถแทรกซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้

ภาวะไตล้มเหลว

ผู้ป่วยโรคไตระยะที่สามประมาณ 1% อาจประสบกับภาวะไตล้มเหลวที่เรียกว่า established renal failure (ERF) ได้ ภาวะไตล้มเหลวจะส่งผลร้ายแรงต่อชีวิตของคุณและคนใกล้ชิดอย่างมาก ทั้งเรื่องอารมณ์ความรู้สึกและทางร่างกาย

ตัวเลือกเมื่อคุณประสบกับภาวะไตล้มเหลว

หากคุณประสบกับภาวะไตล้มเหลว (ERF) คุณสามารถตัดสินใจว่าจะรับการรักษาด้วยการฟอกไตหรือปลูกถ่ายไตก็ได้ตามความเหมาะสม คุณอาจตัดสินใจไม่รับการรักษาทั้งสองและเลือกรับการดูแลประคับประคองก็ได้ ซึ่งตัวเลือกของคุณควรต้องผ่านการตัดสินใจร่วมกันระหว่างตัวคุณและทีมรักษา

สำหรับผู้ที่ต้องการเข้ารับการรักษา ERF กับแพทย์ การปลูกถ่ายไตจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด กระนั้นการปลูกถ่ายก็มักจะเกิดกับผู้ป่วย ERF ประมาณครึ่งหนึ่งเท่านั้นเนื่องจากว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่มีร่างกายที่ไม่พร้อมรับการผ่าตัด

ผู้ป่วยส่วนมากจะค่อย ๆ เริ่มเข้าสู่ภาวะไตล้มเหลวกับภาวะสุขภาพร้ายแรงอื่น ๆ ทีละน้อย และสำหรับผู้ที่สูงอายุแล้ว อาจเลือกไม่รับการฟอกไตแต่รับการดูแลประคับประคองแทน ซึ่งการดูแลนี้ก็สามารถช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไปได้

การปลูกถ่ายไต

หากสามารถทำได้ การปลูกถ่ายไตจะเป็นการรักษา ERF ที่ดีที่สุด โดยไตที่นำมาปลูกถ่ายจะนำมาจากผู้ที่เพิ่งเสียชีวิตหรือผู้บริจาคที่ยังมีชีวิต และมีอัตราการผ่าตัดสำเร็จสูงมาก โดยไตที่ผ่านการปลูกถ่ายประมาณ 90% จะใช้งานได้ดีหลังผ่านไปห้าปี โดยมีรายงานว่าอวัยวะปลูกถ่ายนี้สามารถใช้การได้นานสุดคือประมาณ 20 ปี ส่วนสาเหตุที่ทำให้มีผู้รอรับการปลูกถ่ายจำนวนมากก็คือยังคงขาดแคลนผู้บริจาคไตอยู่นั่นเอง

การปลูกถ่ายไตมากกว่าหนึ่งในสามจะได้รับไตใหม่จากผู้บริจาคที่มีชีวิต อีกทั้งไตที่นำมาจากผู้บริจาคก็สามารถปลูกถ่ายได้ทันทีโดยไม่ต้องรับการฟอกเลือดก่อน

ความเสี่ยงสำคัญที่สุดของหัตถกรรมปลูกถ่ายอวัยวะคือการปฏิเสธอวัยวะใหม่ของร่างกาย ที่ซึ่งระบบภูมิคุ้มกันเข้าโจมตีไตของผู้บริจาคเพราะเข้าใจผิดว่าไตใหม่เป็นสิ่งแปลกปลอม ภาวะนี้สามารถป้องกันได้ด้วยการใช้ยากดภูมิคุ้มกันฤทธิ์แรงที่ต้องใช้อย่างระมัดระวังอย่างที่สุด ยาเหล่านี้มักก่อให้เกิดผลข้างเคียงบ้าง รวมไปถึงเพิ่มความอ่อนไหวต่อการติดเชื้อหรือมะเร็งบางประเภทกับผู้ใช้ยา ด้วยเหตุนี้คนไข้ที่ผ่านการปลูกถ่ายต้องเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายอยู่บ่อยครั้ง

การฟอกไต

การฟอกไตหรือฟอกเลือดสามารถดำเนินการได้ทั้งที่บ้านและที่โรงพยาบาล กระบวนการนี้คือการกรองของเสียจากเลือดและน้ำส่วนเกินออก กระนั้นก็ยังไม่สามารถใช้การได้เทียบเท่ากับไตจริงของมนุษย์ จึงทำให้ผู้ที่ต้องรับการฟอกไตต้องคอยระมัดระวังเรื่องอาหารการกินและการดื่มอย่างมาก อีกทั้งยังอาจต้องทานอาหารเสริมธาตุเหล็ก phosphate binders และยาลดความดันโลหิตพร้อมกัน

การฟอกไตมีอยู่สองประเภทคือการฟอกไตทางช่องท้อง (peritoneal dialysis) และการฟอกด้วยเครื่องไตเทียม (haemodialysis)

การฟอกไตทางช่องท้อง

ร่างกายมนุษย์จะมีเยื่อบุท้องที่เรียกว่า peritoneal membrane ที่ใช้กรองน้ำและของเสียส่วนเกิน หากคุณต้องเข้ารับการฟอกไตทางช่องท้อง จะมีการใช้สายสวนสอดเข้าไปยังช่องท้องของคุณเพื่อดูดน้ำฟอกไตเข้าและออกจากช่องท้อง คุณไม่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษานี้ทางโรงพยาบาล แต่คุณสามารถสละเวลาหนึ่งหรือสองชั่วโมงต่อวันเพื่อทำเช่นนี้เองที่บ้านได้ การรักษานี้สามารถดำเนินการในระหว่างที่คุณนอนหลับได้

การฟอกไตด้วยเครื่องไตเทียม

การฟอกไตด้วยเครื่องไตเทียมเป็นวิธีกำจัดของเสียและน้ำส่วนเกินที่สะสมอยู่ภายในร่างกายจากการที่ไตหยุดทำงานออก เลือดจะถูกนำออกจากร่างกายเพื่อรับการกรองในเครื่องฟอกไตที่สามารถใช้งานแทนไตของจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ กระบวนการทั้งหมดจะใช้เวลาประมาณสี่ชั่วโมงและต้องทำซ้ำ ๆ สามครั้งต่อสัปดาห์ ผู้ป่วยส่วนมากต้องเข้ารับการฟอกไตเช่นนี้ที่โรงพยาบาล แต่บางคนก็สามารถดำเนินการเองที่บ้านก็ได้

การฟอกไตด้วยเครื่องไตเทียมมีความยืดหยุ่นมากกว่า แต่ก็มาพร้อมความรับผิดชอบที่มากขึ้น คุณจำต้องมีที่ว่างในบ้านเพื่อจัดวางเครื่องฟอกไต และส่วนมากจะต้องให้คนใกล้ชิดหรือสมาชิกในครอบครัวช่วยเหลือ ผู้ป่วยบางรายสามารถดำเนินการฟอกไตช่วงระหว่างที่นอนหลับตอนกลางคืนก็ได้ และผู้ป่วยส่วนมากเลือกที่จะฟอกไตทุกวันเพื่อที่จะได้ไม่ต้องจำกัดปริมาณของเหลวที่ดื่มลง

เส้นฟอกเลือดที่มีคุณภาพ

ระหว่างการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม จะมีเลือดปริมาณมากไหลเข้าออกเครื่องจักรจนทำให้ต้องมีวิธีที่จะต่อเส้นเลือดเทียมให้แบกรับปริมาณเลือดขนาดนั้นได้ ด้วยเหตุนี้ผู้ป่วยที่รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมจะต้องผ่านการผ่าตัดขนาดเล็กที่เชื่อมเส้นเลือดแดงเข้ากับหลอดเลือดดำชั้นผิว (superficial vein) หัตถการนี้สามารถดำเนินการเป็นเวลาอย่างน้อยหกสัปดาห์ก่อนเริ่มฟอกไตเพราะว่าต้องใช้เวลากว่าที่เส้นเลือดจะโตพร้อมใช้งาน

บางกรณีแพทย์อาจไม่มีเวลาสร้างเส้นเลือดใหม่ก่อนฟอกเลือด ทำให้ต้องมีวิธีการจัดการชั่วคราว ซึ่งมักจะเป็นการใช้สายสวนพลาสติกสำหรับฟอกเลือดสอดเข้าร่างกายเพื่อทำการถ่ายของเหลวไปก่อน

ประเด็นและปัญหาต่าง ๆ จะถูกอภิปรายกันโดยผู้เชี่ยวชาญในทีมรักษาก่อนตัดสินใจ

 


17 แหล่งข้อมูล
กองบรรณาธิการ HD มุ่งมั่นตั้งใจให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง โดยทำงานร่วมกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงเลือกใช้ข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือจากสถาบันต่างๆ คุณสามารถอ่านหลักการทำงานของกองบรรณาธิการ HD ได้ที่นี่
emedicine.medscape.com, Chronic kidney disease – CKD (https://emedicine.medscape.com/article/238798-overview), Aug 01, 2019
nhs.uk, Chronic kidney disease – CKD (https://www.nhs.uk/conditions/kidney-disease/)

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HD พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ผู้เขียนและผู้รีวิวบทความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่นำเสนอแต่อย่างใด เว้นแต่จะระบุในเนื้อหา การแนะนำสินค้าและบริการแสดงขึ้นอัตโนมัติจากระบบของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าบทความนี้มีประโยชน์มากแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ตั้งกระทู้ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลส่วนตัวของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวิดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รอยโรค (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่ดูไฟล์ได้
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เข้าถึงได้

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
บทความต่อไป
ยา Dopamine (โดปามีน) สามารถใช้รักษาภาวะหัวใจล้มเหลวได้
ยา Dopamine (โดปามีน) สามารถใช้รักษาภาวะหัวใจล้มเหลวได้

ยา Dopamine (โดปามีน) ทำให้หัวใจแข็งแรงขึ้นในขณะที่หัวใจล้มเหลว ช่วยบรรเทาอาการความดันโลหิตได้

อ่านเพิ่ม
รู้จักอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่พบได้บ่อยๆ
รู้จักอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่พบได้บ่อยๆ

หากอยากรู้ว่า อุปกรณ์การแพทย์ชิ้นไหน ทำงานอย่างไร ต้องไม่พลาดบทความนี้

อ่านเพิ่ม
อาหารจากเนื้อสัตว์ ผู้ป่วยโรคไตควรหลีกเลี่ยง
อาหารจากเนื้อสัตว์ ผู้ป่วยโรคไตควรหลีกเลี่ยง

รู้จักโปรตีนที่เหมาะสมกับผู้ป่วยโรคไตคือประเภทมดบ้าง และควรรับประทานอย่างไรให้เหมาะสม

อ่านเพิ่ม