กองบรรณาธิการ HD
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HD
ทีมแพทย์ HD
ตรวจสอบความถูกต้องโดย
ทีมแพทย์ HD

Melatonin (เมลาโทนิน)

เผยแพร่ครั้งแรก 27 ม.ค. 2019 อัปเดตล่าสุด 27 ต.ค. 2020 ตรวจสอบความถูกต้อง 6 มี.ค. 2019 เวลาอ่านประมาณ 11 นาที

เมลาโทนิน (Melatonin) เป็นฮอร์โมนตามธรรมชาติที่อยู่ในร่างกาย สร้างจากต่อมไพเนียลในสมองซึ่งจะส่งผลต่อสภาพทางชีวภาพและการทำงานของอวัยวะต่างๆ มีหน้าที่ควบคุมวงจรการหลับ-ตื่น (Sleep wake cycle) โดยหลั่งออกมามากในตอนกลางคืน และลดลงในตอนกลางวัน

ปริมาณเมลาโทนินในร่างกายขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น เมลาโทนินจะมีปริมาณลดลงเมื่อมีแสงสว่าง หรือหากคุณมีอายุที่มากขึ้น เมลาโทนินในร่างกายก็ลดลง เราจึงพบว่าผู้สูงอายุมักนอนไม่หลับ โดยเฉพาะในผู้ป่วยอัลไซเมอร์ หรือในผู้ที่ใช้ยาลดความดันประเภทเบต้า บล็อกเกอร์ (Beta Blockers) เป็นต้น

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจภูมิแพ้และภาวะแพ้วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 855 บาท ลดสูงสุด 3150 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

Ads h 3

เมลาโทนินในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (หรือเรียกติดปากว่า อาหารเสริม) ในท้องตลาด มักมีระยะเวลาในการออกฤทธิ์สั้น ดูดซึมได้เร็ว ทำให้เมื่อรับประทานจะมีระดับยาสูงสุดในเลือดช่วงเวลา 20 นาที ถึง 2 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับขนาดยา จึงมีการพัฒนาเมลาโทนินในรูปแบบยาเม็ดให้ออกฤทธิ์นานขึ้น

การศึกษาพบว่า ยาเมลาโทนินที่มีการออกฤทธิ์นาน (Prolonged-release melatonin) มีความปลอดภัย ไม่ทำให้เกิดการดื้อยา (Tolerance) พึ่งพายา (Dependence) หลังหยุดใช้ไม่เกิดอาการนอนไม่หลับซ้ำ (Rebound effect) หรืออาการถอนยา (Withdrawal effect) และมีประสิทธิภาพจากในการปรับวงจรการนอนหลับของร่างกาย โดยต้องรับประทานก่อนเข้านอนอย่างน้อย 1-2 ชั่วโมง และอาจใช้เวลาหลายวันถึง 3 เดือนจึงเกิดประสิทธิผล

ปัจจุบันประเทศไทยมีการใช้ยาเมลาโทนินในสถานพยาบาลภายใต้ความดูแลของแพทย์เท่านั้น ยาเมลาโทนินมีชื่อทางการค้าว่าเซอคาดีน (Circadin®) มีปริมาณยาขนาด 2 มิลลิกรัม โดยได้รับอนุมัติจากสหภาพพยุโรปให้มีข้อบ่งใช้ในการรักษาอาการนอนไม่หลับเบื้องต้นในระยะสั้นสำหรับผู้ป่วยอายุ 55 ปีขึ้นไป และสามารถใช้ได้นาน 3 เดือน

นอกจากนี้ เมลาโทนินยังนำมาใช้รักษาภาวะต่างๆ เช่น ทาผิวหนังเพื่อป้องกันการไหม้แดด หรือใช้ทาในปากเพื่อป้องกันแผลในปากจากการบำบัดรังสีหรือเคมี มีการฉีดเมลาโทนินเข้าเส้นเลือดดำหลังคนไข้ประสบกับภาวะหัวใจวาย และเมลาโทนินยังสามารถฉีดเข้ากล้ามเนื้อเพื่อรักษามะเร็งได้

ประโยชน์ของเมลาโทนิน

หน้าที่หลักของเมลาโทนินในร่างกายคือการควบคุมวัฏจักรกลางวันและกลางคืนหรือการตื่นและหลับของมนุษย์ ความมืดจะทำให้ร่างกายผลิตเมลาโทนินมากขึ้นเพื่อส่งสัญญาณให้ร่างกายเตรียมพร้อมที่จะหลับ แสงสว่างจะทำให้ร่างกายผลิตเมลาโทนินน้อยลงและส่งสัญญาณให้ร่างกายตื่นตัว ผู้ที่มีปัญหาการนอนบางรายจะมีระดับเมลาโทนินต่ำ คาดว่าการรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเมลาโทนินอาจช่วยให้ผู้มีปัญหาการนอนสามารถนอนหลับได้ง่ายขึ้น

การใช้เมลาโทนินเกี่ยวกับการนอนไม่หลับ

  • เจ็ตแล็ก (Jet lag) งานวิจัยส่วนมากแสดงให้เห็นว่าเมลาโทนินสามารถจัดการกับอาการบางอย่างจากเจ็ตแล็กได้ เช่น ความตื่นตัว การประสานการทำงานของอวัยวะที่ใช้เคลื่อนไหว เป็นต้น เมลาโทนินยังช่วยลดอาการอื่นๆ อย่างอาการง่วงนอนตอนกลางวันและเหนื่อยล้า อย่างไรก็ตาม เมลาโทนินไม่อาจใช้ร่นระยะเวลาก่อนถึงเวลานอนหลับจริงของผู้ที่ประสบกับปัญหาเจ็ตแล็กได้
  • ภาวะนอนไม่หลับจากการใช้ยาเบต้า บล็อกเกอร์ อย่าง Atenolol และ Propranolol เป็นกลุ่มยาที่อาจลดระดับของเมลาโทนินได้ ซึ่งจะส่งผลต่อการนอนหลับ งานวิจัยพบว่าการรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเมลาโทนินอาจลดปัญหานี้ในกลุ่มผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาเบต้า บล็อกเกอร์
  • ภาวะนอนไม่หลับ (Insomnia) โรคนอนไม่หลับปฐมภูมิ (Primary insomnia) เป็นโรคนอนไม่หลับที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสาเหตุทางการแพทย์หรือสภาพแวดล้อม เมลาโทนินจะร่นระยะเวลาที่ต้องใช้เพื่อนอนหลับ แต่ลดลงเพียงประมาณ 12 นาทีเท่านั้น โดยเมลาโทนินไม่อาจเพิ่มประสิทธิภาพการนอน (Sleep efficiency) หรืออัตราส่วนด้านเวลาที่คนคนหนึ่งใช้นอนหลับจริงๆ บางคนอ้างว่าเมลาโทนินช่วยให้พวกเขานอนหลับได้ดีขึ้น แต่ผลการทดสอบจริงมักจะไม่เป็นไปดังที่กล่าว อีกทั้งมีหลักฐานว่าเมลาโทนินจะออกฤทธิ์ช่วยผู้สูงอายุได้ดีกว่าผู้ที่มีอายุน้อยหรือเด็ก เนื่องจากว่าผู้สูงวัยมักจะมีเมลาโทนินในร่างกายต่ำอยู่แล้ว ส่วนเรื่องของโรคนอนไม่หลับทุติยภูมิ (Secondary insomnia) เป็นโรคนอนไม่หลับที่เกิดจากภาวะอื่น อย่างโรคอัลไซเมอร์ ภาวะซึมเศร้า จิตเภท การพักฟื้นในโรงพยาบาล การบาดเจ็บทางสมอง และ ภาวะเฉียบพลันของผู้ป่วยไอซียู โดยมีการค้นพบที่น่าสนใจอย่างมากว่า เมลาโทนินไม่อาจช่วยลดระยะเวลาช่วงก่อนที่จะหลับสำหรับผู้มีภาวะนอนไม่หลับทุติยภูมิ แต่ช่วยปรับให้คุณภาพในการนอนหลับดีขึ้น
  • ภาวะนอนหลับยาก (Delayed sleep phase syndrome) การรับประทานเมลาโทนินจะช่วยลดระยะเวลาที่ต้องใช้ในการนอนหลับสำหรับคนหนุ่มสาวและเด็กที่มีปัญหาหลับยากได้ โดยมักใช้ร่วมกับการปรับพฤติกรรมการนอน อย่างไรก็ตาม หากหยุดการรักษาไปภายใน 1 ปี ปัญหาการนอนจะกลับมาอีกครั้ง
  • ปัญหาการนอนหลับในผู้ที่วงจรการนอนถูกรบกวน การรับประทานเมลาโทนินช่วยควบคุมช่วงเวลาการนอนหลับและตื่นของผู้มีภาวะผิดปกติในระบบประสาทส่วนกลาง ออทิสซึ่ม และปัญญาอ่อนได้ โดยเมลาโทนินจะร่นระยะเวลาลงที่กลุ่มเด็กปัญญาอ่อนใช้เพื่อหลับ นอกจากนี้ เมลาโทนินยังช่วยปรับคุณภาพในการนอนในระยะหลับลึก (Rapid-eye movement (REM) sleep) ส่วนผู้สูงอายุที่มีปัญหาวงจรการนอนถูกรบกวนและภาวะสมองเสื่อม เมลาโทนินจะช่วยลดจำนวนครั้งที่ตื่นขึ้นกลางดึกได้ด้วย
  • ภาวะการนอนหลับผิดปกติในผู้ที่ตาบอด การรับประทานเมลาโทนินจะช่วยลดภาวะผิดปกติด้านการนอนของเด็กและผู้ใหญ่ที่ตาบอดได้

การใช้เมลาโทนินในภาวะอื่นๆ

  • เนื้องอก การใช้เมลาโทนินในปริมาณมากเป็นการเสริมการรักษามะเร็ง ช่วยลดผลข้างเคียงจากเคมีบำบัดและการฉายแสง รวมถึงป้องกันและรักษามะเร็งหลายชนิดได้ เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งกระเพาะอาหาร และมะเร็งลำไส้ใหญ่
  • แดดเผา การทาเมลาโทนินก่อนออกแดดอาจช่วยป้องกันการถูกแดดเผาได้
  • อาการปวดกราม (Temporomandibular disorder) งานวิจัยกล่าวว่าการรับประทานเมลาโทนินก่อนเข้านอนนาน 4 สัปดาห์จะช่วยลดอาการเจ็บปวดได้ 44 % และเพิ่มความสามารถในการอดทนต่อความเจ็บปวดนี้ขึ้นประมาณ 39 % ในผู้หญิงที่มีปัญหาปวดกราม
  • ภาวะเกล็ดเลือดต่ำ (Thrombocytopenia) การรับประทานเมลาโทนินสามารถเพิ่มจำนวนเกล็ดเลือดที่ต่ำจากโรคมะเร็ง การรักษามะเร็ง และภาวะผิดปกติอื่นๆ ได้
  • ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis) งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าการรับประทานเมลาโทนินทุกวันนาน 8 สัปดาห์จะลดความเจ็บปวดลง 39.3 % และลดการใช้ยาแก้ปวดลง 46 % อีกทั้งยังช่วยลดอาการปวดประจำเดือน เจ็บปวดขณะมีเพศสัมพันธ์ และระหว่างการอาบน้ำได้อีกด้วย
  • ความดันโลหิตสูง การรับประทานเมลาโทนินที่มีการปลดปล่อยยาคงที่ (Controlled-release) ก่อนเข้านอนอาจลดระดับความดันโลหิตในผู้มีความดันโลหิตสูงได้ แต่หากเป็นการใช้เมลาโทนินชนิดที่ออกฤทธิ์ทีเดียว (Immediate-release) มักจะไม่ค่อยได้ผล
  • ลดภาวะวิตกกังวลก่อนผ่าตัด การใช้เมลาโทนินวางไว้ใต้ลิ้นอาจลดอาการวิตกกังวลก่อนเข้าผ่าตัดได้เหมือนกับการใช้ยา Midazolam ซึ่งออกฤทธิ์เช่นนี้โดยเฉพาะ อีกทั้งเมลาโทนินยังก่อให้เกิดผลข้างเคียงกับผู้ใช้บางรายน้อยกว่ายาแผนปัจจุบัน และการรับประทานเมลาโทนินนี้อาจลดความกังวลก่อนผ่าตัดได้จริงแม้ว่าข้อมูลที่มีส่วนใหญ่จะยังคงมีหลักฐานที่ขัดแย้งซึ่งกันและกันอยู่ 

ภาวะที่เมลาโทนินอาจไม่สามารถรักษาได้

  • น้ำหนักลดจากมะเร็ง (Cachexia) งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าการรับประทานเมลาโทนินทุกคืนนาน 28 วันไม่อาจเพิ่มความอยากอาหาร น้ำหนักร่างกาย หรือมวลกายในผู้ที่มีปัญหาผอมติดกระดูกจากมะเร็งได้
  • สมองเสื่อม/สูญเสียความทรงจำ (Dementia) งานวิจัยส่วนมากแสดงให้เห็นว่าเมลาโทนินไม่อาจช่วยปรับพฤติกรรมหรือส่งผลต่ออาการต่างๆ จากโรคอัลไซเมอร์หรือภาวะสูญเสียความทรงจำ แต่การรับประทานเมลาโทนินอาจช่วยลดอาการสับสนและอยู่ไม่สุขยามกลางคืนในผู้ที่มีภาวะเหล่านี้ได้
  • ปากแห้ง การรับประทานเมลาโทนินและใช้เมลาโทนินเป็นยาบ้วนปากไม่ได้ช่วยป้องกันปากแห้งในผู้ที่เป็นโรคมะเร็งศีรษะและลำคอที่กำลังเข้ารับการรักษารังสีและยาได้
  • ประสิทธิภาพการออกกำลังกาย การรับประทานเมลาโทนิน 1 ชั่วโมงก่อนออกกำลังกายแบบแรงต้าน (Resistance exercise) ไม่อาจเพิ่มประสิทธิภาพของการออกแรงได้
  • ภาวะมีบุตรยาก การรับประทานเมลานินไม่ได้ช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์หรือติดลูกในผู้หญิงที่กำลังเข้ารับการรักษาเพิ่มโอกาสการมีลูก แต่งานวิจัยบางชิ้นแย้งว่าการรับประทานเมลาโทนินทุกวันอย่างน้อย 2 สัปดาห์ อาจเพิ่มอัตราการตั้งครรภ์ของผู้หญิงกลุ่มนี้ได้จริง
  • ปรับตารางเวลานอนของผู้ที่ทำงานเป็นกะ การรับประทานเมลาโทนินไม่อาจช่วยแก้ไขปัญหาการนอนหลับของผู้ที่ต้องทำงานเป็นกะเวลาได้

ภาวะที่เมลาโทนินไม่สามารถรักษาได้

  • การถอนยาเบนโซไดอะซีปีน (ฺBenzodiazepines) บางคนใช้เมลาโทนินในการถอนยาเบนโซไดอะซีปีนที่มีไว้สำหรับแก้ปัญหาการนอนหลับที่หากใช้ในระยะยาวจะทำให้ติดยา ทั้งนี้ การรับประทานเมลาโทนินก่อนนอนก็ไม่ได้ช่วยในการเลิกยาดังกล่าวได้
  • ภาวะซึมเศร้า (Depression) แม้ว่าเมลาโทนินอาจช่วยแก้ไขปัญหาการนอนหลับของผู้ป่วยซึมเศร้าได้ แต่เมลาโทนินก็ไม่ได้ช่วยแก้ไขภาวะซึมเศร้าแต่อย่างใด อีกทั้งยังมีข้อกังวลว่าการใช้เมลาโทนินอาจทำให้ภาวะนี้ทรุดหนักขึ้นอีก จึงม่เป็นที่แน่ชัดว่าเมลาโทนินจะช่วยป้องกันภาวะซึมเศร้าได้หรือไม่

ผลข้างเคียงและความปลอดภัยของการใช้เมลาโทนิน

เมลาโทนินจัดว่ามีความปลอดภัยสำหรับผู้ใหญ่ส่วนมากเมื่อนำเข้าร่างกายหรือทาบนผิวหนังในระยะเวลาอันสั้น

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจภูมิแพ้และภาวะแพ้วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 855 บาท ลดสูงสุด 3150 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

Ads h 3

สำหรับการใช้ในระยะยาว ผู้ใช้บางคนสามารถใช้ได้อย่างปลอดภัยในเวลา 2 ปี อย่างไรก็ตาม เมลาโทนินอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้ อย่างปวดศีรษะ ซึมเศร้าในระยะสั้น ง่วงนอนกลางวัน วิงเวียน ปวดกระเพาะ และฉุนเฉียว ดังนั้นห้ามขับรถหรือทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรหนักเป็นเวลา 4-5 ชั่วโมงหลังใช้ยาเมลาโทนิน

สำหรับการฉีดเข้าร่างกายโดยตรงนั้น เมลาโทนินค่อนข้างปลอดภัยหากอยู่ภายใต้การกำกับดูแลโดยแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ

คำเตือนและข้อควรระวังเป็นพิเศษ

สตรีมีครรภ์และแม่ที่ต้องให้นมบุตร เมลาโทนินอาจไม่ปลอดภัยเมื่อบริโภคหรือฉีดเข้าร่างกายขณะตั้งครรภ์ เพราะเมลาโทนินจะเข้ารบกวนการตกไข่และทำให้ตั้งครรภ์ยากขึ้นได้

ณ ขณะนี้ยังคงขาดแคลนข้อมูลที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับความปลอดภัยจากการใช้เมลาโทนินในกลุ่มผู้หญิงที่ต้องให้นมบุตร ดังนั้นควรเลี่ยงใช้เมลาโทนินเพื่อความปลอดภัย

เด็ก เมลาโทนินอาจจะปลอดภัยเมื่อบริโภคในปริมาณที่เหมาะสม แต่อาจจะไม่ปลอดภัยเมื่อรับประทานหรือฉีดเข้าร่างกายในปริมาณมากในช่วงเวลาอันสั้นเพราะผลของเมลาโทนินจะส่งผลกับฮอร์โมนตัวอื่นซึ่งจะรบกวนการเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ได้

ภาวะเลือดออกผิดปกติ เมลาโทนินอาจทำให้เกิดอาการเลือดออกในผู้ป่วยที่มีภาวะเลือดออกผิดปกติได้

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจภูมิแพ้และภาวะแพ้วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 855 บาท ลดสูงสุด 3150 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

Ads h 3

ภาวะซึมเศร้า เมลาโทนินอาจทำให้อาการของโรคซึมเศร้าทรุดลงได้

เบาหวาน เมลาโทนินอาจเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานขึ้นได้ ดังนั้นควรเฝ้าระวังระดับน้ำตาลในเลือดอย่างใกล้ชิดหากคุณเป็นเบาหวานและต้องใช้เมลาโทนิน

ความดันโลหิตสูง เมลาโทนินสามารถเพิ่มความดันโลหิตของผู้ที่กำลังใช้ยาควบคุมความดัน ดังนั้นคนในกลุ่มนี้ควรเลี่ยงการใช้เมลาโทนิน

ภาวะชักเกร็งผิดปกติ การใช้เมลาโทนินอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอาการชักขึ้นได้

ผู้ที่รับการปลูกถ่ายอวัยวะ เมลาโทนินสามารถเพิ่มการทำงานของภูมิคุ้มกันและอาจส่งผลเสียต่อการบำบัดในการกดภูมิคุ้มกันที่ต้องให้ผู้ป่วยกำลังปลูกถ่ายอวัยวะต้องได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องได้

การใช้เมลาโทนินร่วมกับยาชนิดอื่น

ห้ามใช้เมลาโทนินร่วมกับยาเหล่านี้

  • ยากล่อมประสาท (CNS depressants) กับเมลาโทนิน
    เมลาโทนินจะทำให้เกิดอาการง่วงนอน ยาที่ทำให้เกิดอาการง่วงเช่นนี้ก็คือยากล่อมประสาท (Sedatives) โดยการรับประทานยาทั้งสองร่วมกันจะทำให้เกิดอาการง่วงมากเกินไป โดยตัวอย่างยากล่อมประสาทมีทั้ง Clonazepam (Klonopin), Lorazepam (Ativan), Phenobarbital (Donnatal), Zolpidem (Ambien) และอื่นๆ

ใช้เมลาโทนินร่วมกับยาเหล่านี้ด้วยความระมัดระวัง

  • ยาคุมกำเนิด (Contraceptive drugs) กับเมลาโทนิน
    ร่างกายผลิตเมลาโทนินออกมา และยาคุมกำเนิดเองก็อาจเพิ่มปริมาณการผลิตเมลาโทนินของร่างกายขึ้นด้วย ดังนั้นการรับประทานยาทั้งสองตัวร่วมกันอาจทำให้เมลาโทนินมีมากเกินไป ตัวอย่างยาคุมกำเนิดมีทั้ง Ethinylestradiol and Levonorgestrel (Triphasil), Ethinylestradiol กับ Norethindrone (Ortho-Novum 1/35, Ortho-Novum 7/7/7) และอื่นๆ
  • คาเฟอีนกับเมลาโทนิน
    คาเฟอีนอาจลดระดับเมลาโทนินในร่างกายลง ดังนั้นการรับประทานเมลาโทนินร่วมกับคาเฟอีนอาจลดประสิทธิภาพของอาหารเสริมเมลาโทนินลงได้
  • ยาฟลูวอกซามีน (Fluvoxamine (Luvox)) กับเมลาโทนิน
    การรับประทานยาฟลูวอกซามีนจะเพิ่มปริมาณการดูดซึมเมลาโทนินของร่างกายขึ้น ดังนั้นการรับประทานยาทั้งสองกลุ่มร่วมกันอาจเพิ่มผลลัพธ์และผลข้างเคียงของเมลาโทนินที่มีต่อร่างกายให้มากขึ้น
  • ยาสำหรับเบาหวาน (Antidiabetes drugs) กับเมลาโทนิน
    เมลาโทนินอาจเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดขึ้น ส่วนยาเบาหวานมีไว้เพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือดลง ดังนั้นเมลาโทนินอาจทำให้ยาเบาหวานมีประสิทธิภาพน้อยลงได้ จึงควรเฝ้าระวังระดับน้ำตาลในเลือดของตนเองในขณะที่ใช้ยาทั้งสองร่วมกัน ตัวอย่างยาสำหรับเบาหวานมีทั้ง Glimepiride (Amaryl), Glyburide (DiaBeta, Glynase PresTab, Micronase), Insulin, Pioglitazone (Actos), Rosiglitazone (Avandia), Chlorpropamide (Diabinese), Glipizide (Glucotrol), Tolbutamide (Orinase) และอื่นๆ
  • ยากดภูมิคุ้มกัน (Immunosuppressants) กับเมลาโทนิน
    เมลาโทนินอาจเพิ่มการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันขึ้น ดังนั้นการรับประทานยากดภูมิร่วมกับเมลาโทนินอาจลดประสิทธิผลของยากดภูมิลง ตัวอย่างยากดภูมิคุ้มกันมีทั้ง Azathioprine (Imuran), Basiliximab (Simulect), Cyclosporine (Neoral, Sandimmune), daclizumab (Zenapax), Muromonab-CD3 (OKT3, Orthoclone OKT3), Mycophenolate (CellCept), Tacrolimus (FK506, Prograf), Sirolimus (Rapamune), Prednisone (Deltasone, Orasone), Corticosteroids (glucocorticoids) และอื่นๆ
  • ยาชะลอการเกิดลิ่มเลือด (Anticoagulant / Antiplatelet drugs) กับเมลาโทนิน
    เมลาโทนินอาจชะลอการเกิดลิ่มเลือดในร่างกายลง ดังนั้นการรับประทานยาชะลอลิ่มเลือดร่วมกับเมลาโทนินอาจเพิ่มโอกาสต่อการเลือดออกและฟกช้ำขึ้น ตัวอย่างยาชะลอลิ่มเลือดมีทั้ง Aspirin, clopidogrel (Plavix), Diclofenac (Voltaren, Cataflam, และอื่น ๆ), Ibuprofen (Advil, Motrin, และอื่นๆ), Naproxen (Anaprox, Naprosyn, และอื่นๆ), Dalteparin (Fragmin), Enoxaparin (Lovenox), Heparin, Warfarin (Coumadin) และอื่นๆ
  • ยาไนเฟดิปีน (Nifedipine GITS (Procardia XL)) กับเมลาโทนิน
    ยาไนเฟดิปีนเป็นยาสำหรับลดความดันโลหิต ซึ่งการใช้ยาตัวนี้ร่วมกับเมลาโทนินอาจลดประสิทธิผลของยา
  • ยากล่อมประสาท (Benzodiazepines) กับเมลาโทนิน
    เมลาโทนินจะทำให้เกิดอาการง่วงนอน ยาที่ทำให้เกิดอาการง่วงเช่นนี้ก็คือยากล่อมประสาท (Sedatives) โดยการรับประทานยาทั้งสองร่วมกันจะทำให้เกิดอาการง่วงมากเกินไป โดยตัวอย่างยากล่อมประสาทกลุ่มนี้มี Clonazepam (Klonopin), Diazepam (Valium), Lorazepam (Ativan) และอื่นๆ
  • เวอราปามิล (Verapamil (Calan, Covera, Isoptin, Verelan)) กับเมลาโทนิน
    ร่างกายจะทำลายเมลาโทนินเพื่อกำจัดออกจากร่างกาย โดยเวอราปามิลจะเร่งกระบวนการกำจัดนี้จนทำให้การใช้เมลาโทนินร่วมกับยา เวอราปามิลอาจทำให้ประสิทธิภาพของเมลาโทนินลดลง

คอยสังเกตอาการเมื่อต้องใช้เมลาโทนินร่วมกับยาเหล่านี้

  • ยาฟลูมาซีนิล (Flumazenil (Romazicon)) กับเมลาโทนิน
    ยาฟลูมาซีนิลอาจลดผลของเมลาโทนินลง แต่ ณ ขณะนี้ยังไม่แน่ชัดว่าทำไมยาทั้งสองจึงมีผลต่อกัน แต่ที่คาดกันคือการรับประทานยาฟลูมาซีนิลร่วมกับเมลาโทนินอาจทำให้ประสิทธิภาพของเมลาโทนินน้อยลง

ปริมาณการใช้เมลาโทนินที่เหมาะสม

ผู้ใหญ่

  • สำหรับภาวะการนอนหลับผิดปกติในผู้ที่ตาบอด ใช้เมลาโทนิน 0.5-5 มิลลิกรัม ทุกวันก่อนเข้านอนนานถึง 6 ปี และมีข้อมูลการใช้เมลาโทนินปริมาณสูงที่ 10 มิลลิกรัม ก่อนเข้านอน 1 ชั่วโมงนาน 9 สัปดาห์
  • สำหรับนอนหลับยาก ใช้เมลาโทนิน 0.3-5 มิลลิกรัม ทุกวันนาน 9 เดือน
  • สำหรับปัญหาการนอนหลับในผู้ที่วงจรการนอนถูกรบกวน ใช้เมลาโทนิน 2-12 มิลลิกรัม ก่อนเข้านอนนานถึง 4 สัปดาห์
  • สำหรับภาวะนอนไม่หลับจากการใช้ยาเบต้า บล็อกเกอร์ ใช้เมลาโทนิน 2.5 มิลลิกรัม ทุกวันนาน 4 สัปดาห์ หรือครั้งละ 5 มิลลิกรัม 
  • สำหรับภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ใช้เมลาโทนิน 10 มิลลิกรัม ทุกวันนาน 8 สัปดาห์
  • สำหรับความดันโลหิตสูง ใช้เมลาโทนินที่มีการปลดปล่อยยาคงที่ 2-3 มิลลิกรัม นาน 4 สัปดาห์
  • สำหรับภาวะนอนไม่หลับ 
    • โรคนอนไม่หลับปฐมภูมิ (Primary insomnia) ใช้เมลาโทนินก่อนเข้านอน 2-3 มิลลิกรัม นาน 29 สัปดาห์จากการวิจัยส่วนมาก สำหรับการใช้ปริมาณสูงที่ 12 มิลลิกรัม ต่อวัน ควรใช้ในช่วงเวลาไม่เกิน 4 สัปดาห์
    • โรคนอนไม่หลับทุติยภูมิ (Secondary insomnia) ใช้เมลาโทนิน 2-12 มิลลิกรัม นาน 4 สัปดาห์ ปริมาณที่น้อยกว่านั้นควรถูกใช้ในระยะเวลาที่นานถึง 24 สัปดาห์
  • สำหรับเจ็ตแล็ก เมลาโทนิน 0.5-8 มิลลิกรัม ก่อนเข้านอนในวันที่ถึงที่หมาย และใช้ต่อเนื่องต่อไป  2-5 วัน ส่วนปริมาณยาที่ 0.5-3 มิลลิกรัม มักจะใช้เพื่อเลี่ยงผลข้างเคียงที่เกิดจากการใช้ยาในปริมาณที่สูง
  • สำหรับลดภาวะวิตกกังวลก่อนผ่าตัดในผู้ใหญ่ ใช้เมลาโทนิน 3-10 มิลลิกรัม ก่อนเข้าผ่าตัด 60-90 นาที
  • สำหรับรักษาเนื้องอกแข็งร่วมกับการบำบัดตามแบบแผน ใช้เมลาโทนิน 10-40 มิลลิกรัม ทุกวันร่วมกับการบำบัดรังสี บำบัดเคมี หรือยาอินเตอร์ลิวคิน 2 (Interleukin 2 (IL-2)) โดยการใช้เมลาโทนินมักจะเริ่ม 7 วันก่อนการบำบัดเคมี และใช้ต่อเนื่องไปตลอดคอร์สการรักษา เมลาโทนินทางเส้นเลือดทุกวันนาน 2 เดือนตามด้วยแบบรับประทาน 10 มิลลิกรัม ทุกวัน
  • สำหรับอาการปวดกราม เมลาโทนิน 5 มิลลิกรัม ก่อนเข้านอนนาน 4 สัปดาห์
  • สำหรับป้องกันและรักษาภาวะเกล็ดเลือดต่ำ (Thrombocytopenia) ที่เกี่ยวกับการบำบัดเคมีรักษามะเร็ง เมลาโทนิน 40 มิลลิกรัม ทุกวันเริ่มจาก 7 วันก่อนเข้ารับการบำบัดเคมีและต่อเนื่องไปตลอดการรักษา
  • สำหรับรักษาเนื้องอกแข็งร่วมกับการบำบัดตามแบบแผน การฉีดเมลาโทนินทางเส้นเลือด 20 มิลลิกรัม ทุกวันนาน 2 เดือนตามด้วยเมลาโทนินแบบรับประทาน 10 มิลลิกรัม ทุกวัน
  • สำหรับกรณีแดดเผา การทาเจลที่ประกอบด้วยเมลาโทนิน 0.05-2.5 % บนผิวหนังระหว่าง 15 นาทีกับ 4 ชั่วโมงหลังสัมผัสกับแสงอาทิตย์
  • สำหรับลดภาวะวิตกกังวลก่อนผ่าตัด ใช้เมลาโทนิน 5 มิลลิกรัม หรือ 0.05-0.2 มิลลิกรัม/น้ำหนักร่างกาย (กิโลกรัม) วางใต้ลิ้น เป็นเวลา 90-100 นาทีก่อนรับยาระงับประสาท สำหรับผู้ผ่าตัด

เด็ก

  • สำหรับภาวะการนอนหลับผิดปกติในผู้ที่ตาบอด ใช้เมลาโทนิน 0.5-4 มิลลิกรัม ทุกวันก่อนเข้านอนนานถึง 6 ปี และมีข้อมูลการใช้เมลาโทนินปริมาณสูงที่ 10 มิลลิกรัม ก่อนเข้านอน 1 ชั่วโมง นาน 9 สัปดาห์
  • สำหรับนอนหลับยาก ใช้เมลาโทนิน 1-6 มิลลิกรัม ทุกวันนาน 1 เดือน
  • สำหรับปัญหาการนอนหลับในผู้ที่วงจรการนอนถูกรบกวน ใช้เมลาโทนิน 0.5-12 มิลลิกรัม ทุกวันนาน 12 สัปดาห์ในเด็กและวัยรุ่นที่อายุตั้งแต่ 3 เดือนจนถึง 18 ปี
  • สำหรับภาวะนอนไม่หลับ 
    • โรคนอนไม่หลับปฐมภูมิ (Primary insomnia) ใช้เมลาโทนิน 5 มิลลิกรัม หรือ 0.05-0.15 มิลลิกรัม/น้ำหนักร่างกาย (กิโลกรัม) ก่อนเข้านอนนาน 4 สัปดาห์สำหรับเด็กอายุ 6-12 ปี
    • โรคนอนไม่หลับทุติยภูมิ (Secondary insomnia) ใช้เมลาโทนิน 6-9 มิลลิกรัม ก่อนเข้านอนนาน 4 สัปดาห์สำหรับเด็กอายุ 3-12 ปี
  • สำหรับลดภาวะวิตกกังวลก่อนผ่าตัด 0.05-0.5 มิลลิกรัม/น้ำหนักร่างกาย (กิโลกรัม) นาทีก่อนรับยาระงับประสาทสำหรับเด็กอายุ 1-8 ปี


4 แหล่งข้อมูล
กองบรรณาธิการ HD มุ่งมั่นตั้งใจให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง โดยทำงานร่วมกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงเลือกใช้ข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือจากสถาบันต่างๆ คุณสามารถอ่านหลักการทำงานของกองบรรณาธิการ HD ได้ที่นี่
ดร.สุวิมล ยี่ภู่ และ ดร.จุฑามณี สุทธิสีสังข์, รูปแบบเมลาโทนินและทางเลือกที่ใช้ในการรักษาอาการนอนไม่หลับ. (https://ccpe.pharmacycouncil.org/index.php?option=article_detail&subpage=article_detail&id=482), 23 มิถุนายน 2561.
Ya Li et al., Melatonin for the prevention and treatment of cancer. (https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC5503661/), 18 March 2017.
S. Malhotra et al., The therapeutic potential of melatonin: a review of the Science. (https://www.medscape.com/viewarticle/472385)

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน ผู้อ่านไม่ควรเลือกใช้ยาเองจากการอ่านบทความ ควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยาทุกครั้ง เพราะแต่ละท่านอาจมีสาเหตุของโรค โรคประจำตัว และประวัติการรักษาที่ต่างกัน ทาง HD พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ผู้เขียนและผู้รีวิวบทความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่นำเสนอแต่อย่างใด เว้นแต่จะระบุในเนื้อหา การแนะนำสินค้าและบริการแสดงขึ้นอัตโนมัติจากระบบของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าบทความนี้มีประโยชน์มากแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

มีคำถามเพิ่มเกี่ยวกับยานี้? ถามคุณหมอของเราทางออนไลน์ได้เลย

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลส่วนตัวของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวิดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รอยโรค (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่ดูไฟล์ได้
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เข้าถึงได้

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม