กองบรรณาธิการ HD
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HD

มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กิน (Non-Hodgkin lymphoma)

เผยแพร่ครั้งแรก 21 ส.ค. 2018 อัปเดตล่าสุด 17 พ.ย. 2020 เวลาอ่านประมาณ 16 นาที
มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กิน (Non-Hodgkin lymphoma)

มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กิน เป็นมะเร็งที่เกิดขึ้นกับระบบน้ำเหลืองของร่างกาย ซึ่งเกิดจากการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนที่ผิดปกติของเซลล์เม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์ ซึ่งเป็นเม็ดเลือดขาวที่อยู่ในระบบน้ำเหลือง พบโรคมะเร็งชนิดนี้ในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงเล็กน้อย โดยสามารถรักษามะเร็งชนิดนี้ด้วยการใช้ยาเคมีบำบัด การใช้รังสีรักษา และการรักษาโดยการให้ยาเจาะจงเซลล์มะเร็ง หรือเรียกว่า monoclonal antibody therapy

บทนำโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กิน

มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กิน เป็นมะเร็งที่เกิดกับระบบน้ำเหลือง (lymphatic system) ที่ประกอบไปด้วยท่อน้ำเหลืองและต่อมน้ำเหลืองกระจายอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจมะเร็งทั่วไปวันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 3467 บาท ลดสูงสุด 24000 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

Ads h 4

ระบบน้ำเหลืองเป็นส่วนหนึ่งของระบบภูมิคุ้มกัน ของเหลวใสที่เรียกว่าน้ำเหลืองจะไหลผ่านตามท่อน้ำเหลือง ประกอบด้วยเซลล์เม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์ (lymphocytes) ซึ่งมีหน้าที่ต่อสู้กับการติดเชื้อ

ในผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กิน เม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์ที่ได้รับผลกระทบจะแบ่งตัวเพิ่มจำนวนอย่างผิดปกติ และมีการสะสมภายในระบบน้ำเหลือง เช่น ภายในต่อมน้ำเหลือง ซึ่งเม็ดเลือดขาวเหล่านี้จะสูญเสียความสามารถในการต่อสู้กับการติดเชื้อ ทำให้คุณมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อง่ายกว่าคนปกติ

อาการที่พบได้บ่อยที่สุดของมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กิน คือ ต่อมน้ำเหลืองโต (ไม่เจ็บ) โดยมักพบที่คอ รักแร้ หรือที่ขาหนีบ

ใครบ้างที่ได้รับผลกระทบจากโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กิน

ในประเทศสหราชอาณาจักร พบผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กินมากกว่าปีละ 12,000 ราย

สำหรับประเทศไทยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กินเป็นมะเร็งโลหิตวิทยาชนิดหนึ่งที่พบได้บ่อย

สามารถพบโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กิน ได้ทุกช่วงอายุ แต่โอกาสที่จะเป็นโรคนี้จะสูงขึ้นถ้าคุณมีอายุมากขึ้น ผู้ป่วยส่วนใหญ่ได้รับการวินิจฉัยโรคนี้เมื่ออายุมากกว่า 65 ปี และพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงเล็กน้อย

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจมะเร็งทั่วไปวันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 3467 บาท ลดสูงสุด 24000 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

Ads h 4

อะไรคือสาเหตุของมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กิน?

สาเหตุของมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กินยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด อย่างไรก็ตามคุณจะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้มากขึ้นถ้าคุณ:

  • เป็นโรคที่ส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ
  • ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน (immunosuppressant medication)
  • เคยติดเชื้อไวรัส Epstein-Barr virus (EBV)

นอกจากนี้คุณยังมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กินมากขึ้นเล็กน้อยหากญาติในลำดับติดกับคุณเป็นโรคนี้ เช่น พ่อแม่ หรือ พี่น้อง

จะวินิจฉัยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กินได้อย่างไร?

วิธีเดียวที่จะยืนยันการวินิจฉัยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กินได้ก็คือการทำการตรวจชิ้นเนื้อ (biopsy)

การนำเนื้อเยื่อไปตรวจนี้เป็นการผ่าตัดเล็ก ซึ่งจะมีการนำตัวอย่างของเนื้อเยื่อต่อมน้ำเหลืองที่ได้รับผลกระทบออกไปตรวจในห้องปฏิบัติการ

การพยากรณ์โรค/อนาคตของผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กิน

ปัจจุบันมีการแบ่งมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กินออกเป็นหลายชนิดย่อย แต่โดยทั่วไปสามารถจัดได้เป็น 2 ชนิดใหญ่ๆ ได้แก่:

  • มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กินชนิดเกรดสูง หรือชนิดรุนแรง (high-grade or aggressive non-Hodgkin lymphoma) ซึ่งเป็นชนิดที่มีการลุกลามของโรคอย่างรวดเร็ว และรุนแรง
  • มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กินชนิดเกรดต่ำ หรือ ชนิดลุกลามช้า (indolent non-Hodgkin lymphoma) ซึ่งมีการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งอย่างช้าๆ และคุณอาจไม่มีอาการใดๆ เลยเป็นเวลาหลายปี

การพยากรณ์โรค/อนาคตของผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กินมีความแตกต่างกันมาก ขึ้นกับชนิดของมะเร็งที่กำลังเป็น, ขึ้นกับเกรดของโรคมะเร็ง และขึ้นกับการแพร่กระจายของโรค รวมถึงอายุของผู้ป่วย

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจมะเร็งทั่วไปวันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 3467 บาท ลดสูงสุด 24000 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

Ads h 4

มะเร็งชนิดเกรดต่ำ หรือชนิดลุกลามช้ายังไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษาทันที แต่มีความยากในการรักษาให้หายขาด ในขณะที่มะเร็งชนิดเกรดสูงจำเป็นต้องได้รับการรักษาทันที แต่มีแนวโน้มที่จะตอบสนองต่อการรักษาดีกว่าและมีโอกาสหายขาด

การรักษาหลักสำหรับมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กินคือ:

  • การใช้ยาเคมีบำบัด
  • การใช้รังสีรักษา
  • การรักษาโดยการให้ยาเจาะจงเซลล์มะเร็ง (targeted treatment) หรือเรียกว่า monoclonal antibody therapy

ภาพรวมของโรคพบว่าส่วนใหญ่ผู้ป่วยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กินสามารถรักษาได้

อย่างไรก็ตาม ยังมีความเสี่ยงในระยะยาวที่อาจเกิดขึ้นภายหลังการรักษาคือ ภาวะมีบุตรยาก และเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งชนิดอื่นๆ แทน

อาการของโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กิน

อาการที่พบได้บ่อยของมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กิน คือ ต่อมน้ำเหลืองโต (ไม่เจ็บ) มักพบที่บริเวณคอ รักแร้ หรือขาหนีบ

ต่อมน้ำเหลืองคือเนื้อเยื่อมีลักษณะเป็นก้อนขนาดเท่าเมล็ดถั่ว (pea-sized) พบได้ทั่วร่างกาย ภายในต่อมน้ำเหลืองประกอบด้วยเซลล์เม็ดเลือดขาวเพื่อช่วยต่อสู้กับการติดเชื้อ

การโตของต่อมน้ำเหลืองเกิดมาจากการสะสมของเซลล์เม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์อยู่ภายในต่อมน้ำเหลือง

อย่างไรก็ตามแม้ว่าคุณจะมีอาการต่อมน้ำเหลืองโต แต่ก็มีโอกาสน้อยที่จะเกิดจากโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กิน เพราะต่อมน้ำเหลืองมักโตได้ง่ายจากการตอบสนองต่อการติดเชื้อทั่วไปอยู่แล้ว

อาการอื่นๆ ของโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กิน

ผู้ป่วยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กินบางรายจะมีอาการทั่วไปอื่นๆ ด้วย ได้แก่:

  • เหงื่อออกตอนกลางคืน
  • น้ำหนักลดไม่ทราบสาเหตุ
  • มีไข้
  • ไอเรื้อรัง หรือ รู้สึกหายใจลำบาก
  • คันตามผิวหนังทั่วร่างกายเรื้อรัง

อาการอื่นๆ ที่พบได้จะขึ้นกับว่าต่อมน้ำเหลืองที่โตนั้นอยู่ที่บริเวณใดของร่างกาย ตัวอย่างเช่น ถ้าเป็นช่องท้อง ผู้ป่วยอาจมีอาการปวดท้อง หรือ อาหารไม่ย่อย ได้

มีผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองจำนวนเล็กน้อยที่พบเซลล์ผิดปกติในไขกระดูกขณะได้รับการวินิจฉัยด้วย ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของอาการดังนี้:

  • อ่อนเพลียเรื้อรัง
  • มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเพิ่มขึ้น
  • เลือกออกมากผิดปกติ เช่น เลือดกำเดาไหล, มีประจำเดือนมามากผิดปกติ และเห็นจุดเลือดออกใต้ผิวหนัง

เมื่อไรที่ควรไปพบแพทย์

ให้ไปพบแพทย์หากคุณมีอาการใดๆ ดังกล่าวข้างต้น โดยเฉพาะหากคุณมีอาการต่อมน้ำเหลืองโตเรื้อรังโดยไม่มีอาการแสดงของการติดเชื้อ

แม้ว่าอาการที่เกิดขึ้นมีแนวโน้มน้อยที่จะเกิดจากโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กิน แต่การเข้ารับการตรวจวินิจฉัยคือวิธีที่ดีที่สุด

สาเหตุของโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กิน

โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กินมีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลง (การกลายพันธุ์) ภายในดีเอ็นเอ (DNA) ของเซลล์เม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์ แต่เหตุผลว่าเพราะอะไรจึงเกิดเหตุการณ์นี้ยังไม่ทราบแน่ชัด

ดีเอ็นเอเป็นตัวกำหนดหน้าที่การทำงานหลักของเซลล์ เช่น เมื่อไรที่เซลล์ต้องเจริญเติบโตและแบ่งตัวเพิ่มจำนวน เมื่อมีการกลายพันธุ์ของดีเอ็นเอทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหน้าที่การทำงานของเซลล์ ดังนั้นเซลล์จึงมีการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องและไม่สามารถควบคุมได้

เซลล์เม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์ที่ผิดปกติมักจะมีการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนภายในต่อมน้ำเหลืองตั้งแต่ 1 ต่อมขึ้นไป ซึ่งอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น ที่คอ หรือ ขาหนีบ เมื่อเวลาผ่านไป มีโอกาสที่เซลล์เม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์ผิดปกติเหล่านี้จะแพร่กระจายไปยังส่วนอื่นๆ ของร่างกาย เช่น:

  • ไขกระดูก
  • ม้าม
  • ตับ
  • ผิวหนัง
  • ปอด

อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กินบางรายอาจเกิดโรคมะเร็งชนิดนี้ครั้งแรกภายในอวัยวะ หรือที่บริเวณอื่นๆ นอกจากระบบน้ำเหลืองก็ได้

ใครบ้างที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กิน?

แม้ว่าสาเหตุของการเกิดการกลายพันธุ์ของดีเอ็นเอซึ่งกระตุ้นให้เกิดโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กินยังไม่ทราบแน่ชัด แต่มีปัจจัยเสี่ยงหลายปัจจัยที่จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กิน ได้แก่:

  • เป็นโรคที่ส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น ติดเชื้อเอชไอวี (HIV)
  • กำลังได้รับยาที่มีฤทธิ์กดภูมิคุ้มกัน เช่น การได้รับยากดภูมิคุ้มกันภายหลังการปลูกถ่ายอวัยวะ
  • เป็นโรคทางระบบภูมิคุ้มกัน (autoimmune) เช่น รูมาตอยด์ (rheumatoid)
  • เคยมีการติดเชื้อไวรัส Epstein-Barr virus (EBV)
  • เคยสัมผัสกับ Human T-cell lymphotropic virus (HTLV)
  • กำลังติดเชื้อ Helicobacter pylori – เป็นการติดเชื้อแบคทีเรียที่พบบ่อย ซึ่งมักติดเชื้อที่เยื่อบุกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก
  • กำลังได้รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด หรือรังสีรักษา สำหรับมะเร็งในระยะเริ่มต้น
  • เป็นโรค coeliac disease – ซึ่งเป็นปฏิกิริยาการแพ้สารกลูเตน (gluten) ซึ่งทำให้เกิดการอักเสบของลำไส้เล็ก

โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กินไม่ใช่โรคติดต่อ และไม่พบการถ่ายทอดระหว่างคนในครอบครัว อย่างไรก็ตามความเสี่ยงของการเป็นโรคนี้อาจเพิ่มขึ้นเล็กน้อยถ้าญาติในลำดับติดกับคุณเป็นโรคนี้ เช่น พ่อแม่ หรือพี่น้อง

โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กินสามารถพบได้ทุกช่วงอายุ แต่ผู้ป่วยส่วนใหญ่ได้รับการวินิจฉัยเมื่ออายุมากกว่า 65 ปี และโรคนี้พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงเล็กน้อย

การวินิจฉัยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กิน

หากคุณไปพบแพทย์เพราะคุณมีความกังวลเกี่ยวกับอาการของโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กิน แพทย์จะสอบถามเกี่ยวกับสุขภาพของคุณ และทำการตรวจร่างกายให้กับคุณ

หากมีความจำเป็นแพทย์จะส่งต่อคุณไปรับการตรวจอย่างเหมาะสมต่อไป

หากคุณได้รับการสงสัยว่าเป็นโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กิน คุณมักจะได้รับการทำการตรวจชิ้นเนื้อ (biopsy) เพราะเป็นวิธีเดียวที่จะยืนยันการวินิจฉัยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กินได้

การตรวจชิ้นเนื้อ (biopsy)

การตรวจชิ้นเนื้อคือการนำตัดบางส่วนของต่อมน้ำเหลือง หรือตัดต่อมน้ำเหลืองทั้งหมดออกมาตรวจในห้องปฏิบัติการ

การทำการตรวจชิ้นเนื้อเป็นหัตถการทางการแพทย์ขนาดเล็ก ซึ่งสามารถทำภายใต้การใช้ยาชาเฉพาะที่ได้ ทำให้บริเวณที่ทำมีอาการชา ในบางกรณีต่อมน้ำเหลืองที่ได้รับผลกระทบจากโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กินมีความยากต่อการเข้าถึง แพทย์จะพิจารณาใช้ยาสลบเพื่อทำการตัดเอาต่อมน้ำเหลืองนั้นมาตรวจ

เมื่อได้ตัวอย่างชิ้นเนื้อมาแล้ว พยาธิแพทย์ (ผู้เชี่ยวชาญในการตรวจโรคจากเนื้อเยื่อ) จะนำชิ้นเนื้อเยื่อดังกล่าวมาตรวจหาเซลล์มะเร็ง หากแพทย์ตรวจพบเซลล์มะเร็งในตัวอย่างที่ตัดออกมาตรวจ แพทย์จะสามารถระบุชนิดของโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กินให้กับคุณได้ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการวางแผนการรักษาให้กับคุณ

ชนิดของโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กิน

ปัจจัยมีชนิดของโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กินมากกว่า 30 ชนิด เช่น:

  • diffuse large B-cell lymphoma
  • follicular lymphoma
  • extranodal marginal zone B-cell (MALT)
  • mantle cell lymphoma
  • Burkitt lymphoma
  • mediastinal large B-cell lymphoma
  • nodal marginal zone B-cell lymphoma
  • small lymphocytic lymphoma
  • lymphoplasmacytic lymphoma
  • peripheral T-cell lymphoma
  • skin (cutaneous) lymphomas
  • anaplastic large-cell lymphoma
  • lymphoblastic lymphoma

การตรวจเพิ่มเติม

หากผลการตรวจชิ้นเนื้อยืนยันการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กินแล้ว ยังมีการตรวจเพิ่มเติมที่จำเป็นต้องทำเพื่อตรวจว่ามะเร็งต่อมน้ำเหลืองมีการแพร่กระจายไปมากน้อยเพียงใด ซึ่งจะช่วยให้แพทย์บอกระยะของโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองได้

การตรวจเพิ่มเติมอาจได้แก่:

  • การตรวจเลือด-การตรวจเลือดในระหว่างการวินิจฉัยและระหว่างการรักษาเพื่อตรวจเช็คสภาวะสุขภาพโดยทั่วไปของคุณ, เพื่อตรวจดูระดับของเซลล์เม็ดเลือดแดง และเซลล์เม็ดเลือดขาว รวมถึงเกร็ดเลือด และเพื่อดูการทำงานของอวัยวะต่างๆ ว่ายังทำงานปกติหรือไม่ เช่น ตับ ไต
  • การเจาะตรวจไขกระดูก (bone marrow sample)-คือการตรวจชิ้นเนื้อของไขกระดูกเพื่อดูว่ามะเร็งต่อมน้ำเหลืองแพร่กระจายไปที่ไขกระดูกหรือไม่ โดยการใช้เข็มยาวเจาะเข้าไปดูดตัวอย่างไขกระดูกออกจากบริเวณกระดูกเชิงกราน ซึ่งสามารถทำโดยการใช้ยาชาเฉพาะที่
  • การเอกซเรย์ปอด (chest X-ray)-เพื่อดูว่ามะเร็งมีการแพร่กระจายไปที่ปอดหรือไม่
  • การทำซีทีสแกน/การสแกนภาพด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (computerised tomography (CT) scan)-คือการใช้รังสีเอกซ์เพื่อสร้างเป็นภาพสามมิติของสิ่งที่อยู่ภายในร่างกาย ซึ่งใช้เพื่อตรวจสอบการแพร่กระจายของมะเร็ง
  • การสแกนภาพด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (magnetic resonance imaging (MRI) scan) คือการใช้สนามแม่เหล็กเข้มข้นเพื่อสร้างเป็นภาพของบริเวณต่างๆ ของร่างกาย ซึ่งใช้เพื่อตรวจสอบการแพร่กระจายของมะเร็ง
  • positron emission tomography (PET) scan คือ การสแกนเพื่อวัดกิจกรรมของเซลล์ในส่วนต่างๆ ของร่างกาย และเพื่อตรวจสอบการแพร่กระจายของมะเร็ง และผลที่เกิดขึ้นจากการรักษา โดยทั่วไปมักทำไปพร้อมกับการทำซีทีสแกน เพื่อให้มีความแม่นยำในการแสดงผลว่าเนื้อเยื่อแต่ละส่วนของร่างกายมีการทำงานอย่างไร
  • การเจาะน้ำไขสันหลัง (lumbar puncture) คือการใช้เข็มขนาดเล็กเจาะดูดน้ำไขสันหลังไปตรวจหาว่ามีเซลล์มะเร็งอยู่ภายในหรือไม่

การแบ่งระยะของโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กิน

เมื่อทำการตรวจทุกอย่างเสร็จแล้ว ควรมีความเป็นไปได้ที่จะบอกระยะของโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง โดยระยะของโรคเป็นการบอกว่ามะเร็งแพร่กระจายไปมากน้อยเพียงใด

ระยะหลักของโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กิน ได้แก่:

  • ระยะที่ 1- มะเร็งจำกัดบริเวณเฉพาะกลุ่มของต่อมน้ำเหลือง  1 กลุ่ม เช่น ที่คอ หรือขาหนีบ ซึ่งอาจอยู่เหนือหรือต่ำกว่ากะบังลม
  • ระยะที่ 2-มีกลุ่มของต่อมน้ำเหลือง 2 กลุ่มหรือมากกว่าที่ได้รับผลกระทบจากโรค ซึ่งอาจอยู่เหนือหรือต่ำกว่ากะบังลม
  • ระยะที่ 3-มะเร็งแพร่กระจายไปยังกลุ่มของต่อมน้ำเหลืองทั้งด้านบนและด้านล่างกะบังลม
  • ระยะที่ 4-มะเร็งแพร่กระจายไปตามระบบน้ำเหลือง และพบได้ที่อวัยวะอื่นๆ หรือที่ไขกระดูก

แพทย์ยังเติมตัวอักษรภาษาอังกฤษ “A” หรือ “B” เข้าไปต่อท้ายระยะของโรค เพื่อบ่งชี้ว่าคุณมีอาการอื่นๆ หรือไม่

  • A หมายถึง คุณไม่มีอาการอื่นๆ นอกเหนือจากต่อมน้ำเหลืองโต
  • B หมายถึง คุณมีอาการเพิ่มเติม คือ น้ำหนักลด มีไข้ หรือมีเหงื่อออกตอนกลางคืน

ในบางกรณี แพทย์อาจใช้ตัวอักษรเพิ่มเติมเพื่อบอกตำแหน่งที่เป็นโรคมะเร็งครั้งแรก เช่น “E” (extranodal) ซึ่งหมายถึงมะเร็งเกิดขึ้นนอกเหนือระบบน้ำเหลือง

เกรดของโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กิน (Grading non-Hodgkin lymphoma)

ในการตรวจต่างๆ จะช่วยให้แพทย์บอกได้ว่าคุณกำลังเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กินเกรดใดอยู่ ซึ่งมีอยู่ 2 เกรดหลัก ได้แก่:

  • เกรดต่ำ หรือ มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กินชนิดลุกลามช้า (low-grade or indolent non-Hodgkin lymphoma)-ซึ่งมะเร็งมีการแบ่งตัวช้า และอาจไม่มีอาการใดๆ เลยเป็นเวลาหลายปี
  • เกรดสูง หรือ มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กินชนิดลุกลามเร็ว (high-grade or aggressive non-Hodgkin lymphoma) ซึ่งมะเร็งมีการแบ่งตัวเร็ว และมีความรุนแรง

มะเร็งชนิดเกรดต่ำมักไม่จำเป็นต้องทำการรักษาทันที แต่มีความยากในการรักษาให้หายขาด ส่วนมะเร็งเกรดสูงจำเป็นต้องรักษาทันที แต่มีแนวโน้มที่จะตอบสนองต่อการรักษาดีกว่า และมีโอกาสหายขาด

ในบางกรณีผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กินเกรดต่ำอาจพัฒนาเป็นเกรดสูงได้เมื่อเวลาผ่านไป

การรักษามะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กิน

มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กินมักรักษาด้วยการใช้ยาที่มีฤทธิ์ทำลายเซลล์มะเร็ง หรือ การใช้รังสีรักษา อย่างไรตามในผู้ป่วยบางรายอาจยังไม่จำเป็นต้องรักษาทันทีที่ตรวจพบ

มีผู้ป่วยจำนวนน้อยที่พบว่าเป็นมะเร็งในระยะเริ่มแรก และมีขนาดเล็กมาก ทำให้สามารถกำจัดออกระหว่างการทำการตัดชิ้นเนื้อไปตรวจได้ (biopsy) หากเป็นกรณีนี้ก็อาจไม่จำเป็นต้องทำการรักษาใดๆ เพิ่มเติมอีก

แผนการรักษาของคุณ

แผนการรักษาของคุณจะขึ้นกับภาวะสุขภาพโดยรวมและอายุของคุณ เนื่องจากการรักษาจะสร้างความเครียดอย่างมากให้กับร่างกายได้

การขอคำปรึกษาเกี่ยวกับแผนในการรักษาจะเกี่ยวข้องกับแพทย์หลายสาขารวมถึงบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญหลายสาขาที่ร่วมกันดูแลผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลือง เราเรียกว่าคือทีมสหสาขาวิชาชีพ

ทีมสหสาขาวิชาชีพจะให้คำแนะนำการรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคุณ อย่างไรก็ตาม คุณไม่ควรเร่งตัดสินใจเกี่ยวกับแผนการรักษาของคุณจนเกินไป โดยก่อนการตัดสินใจ คุณสามารถพูดคุยกับเพื่อน ครอบครัว หรือคู่ชีวิตของคุณก่อนได้

คุณยังจะได้รับการเชิญให้เข้าพูดคุยกับทีมดูแลรักษาคุณเพื่อรับคำปรึกษาเกี่ยวกับความเสี่ยงและประโยชน์ที่จะได้รับจากการรักษาก่อนที่จะเริ่มต้นการรักษา

คุณสามารถสอบถามข้อมูลกับทีมแพทย์ที่ดูแลคุณได้หากมีงานวิจัยทางคลินิกที่พร้อมจะให้คุณเข้าร่วมการวิจัยในขณะนั้น

สำหรับข้อมูลเกี่ยวกับทางเลือกในการรักษาหลักของโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กินมีรายละเอียดดังนี้

วิธีการรอดูอาการ (wait-and-see approach)

หากโรคของคุณจัดเป็นประเภทเกรดต่ำ (มีการดำเนินไปของโรคอย่างช้าๆ) และสุขภาพโดยรวมของคุณยังดีอยู่ คุณจะได้รับคำแนะนำให้รอดูอาการก่อนในเบื้องต้น เพราะผู้ป่วยจำนวนหนึ่งต้องใช้เวลาหลายปีกว่าโรคมะเร็งจะก่อให้เกิดอาการขึ้นมา จึงยังไม่จำเป็นต้องรีบรักษาอย่างเร่งด่วนในขณะนี้

หากคุณได้รับคำแนะนำให้รอดูอาการก่อน คุณจะได้รับการนัดหมายมาพบแพทย์เพื่อตรวจดูอาการเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ และคุณสามารถมาพบแพทย์ได้เสมอหากรู้สึกว่ามีอาการแย่ลง

ยาเคมีบำบัด (chemotherapy)

ยาเคมีบำบัดมีการใช้อย่างกว้างขวางเพื่อรักษาโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กิน ซึ่งเป็นการใช้ยาเพื่อทำลายเซลล์มะเร็งในร่างกาย อาจใช้ยาเคมีบำบัดเป็นยาเดี่ยว หรือใช้ร่วมกับวิธีชีวบำบัด และ/หรือ ร่วมกับการให้รังสีรักษาก็ได้

การให้ยาเคมีบำบัดสามารถให้ได้หลายวิธีขึ้นกับระยะของโรคมะเร็งที่คุณกำลังเป็น

ถ้าแพทย์พิจารณาแล้วว่าคุณมีโอกาสรักษามะเร็งหายขาย คุณมักได้รับยาเคมีบำบัดทางหลอดเลือดดำ (intravenous chemotherapy) แต่ถ้ามีโอกาสน้อยที่จะหายขาด คุณอาจจำเป็นต้องรับยาโดยการรับประทานเท่านั้น เพื่อใช้บรรเทาอาการที่กำลังเป็น

ถ้าคุณมีความเสี่ยงที่มะเร็งจะแพร่กระจายไปที่สมอง คุณอาจได้รับยาเคมีบำบัดเข้าทางน้ำหล่อเลี้ยงสมองและไขสันหลัง (cerebrospinal fluid) โดยการฉีดเข้ารอบๆ กระดูกสันหลัง

การให้ยาเคมีบำบัดโดยทั่วไปจะให้ในช่วงเวลาไม่กี่เดือน และเป็นแบบผู้ป่วยนอก ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล อย่างไรก็ตามอาจมีบางครั้งที่ต้องนอนพักในโรงพยาบาล เช่น เมื่ออาการแย่ลง หรือมีผลข้างเคียงจากการใช้ยา

ยาเคมีบำบัดก่อให้เกิดผลข้างเคียงหลายประการ ที่สำคัญที่สุดคือยาจะทำให้เกิดความเสียหายต่อไขกระดูก ทำให้เกิดการรบกวนการสร้างเซลล์เม็ดเลือดตามปกติของร่างกาย และก่อให้เกิดอาการดังนี้:

  • อ่อนเพลีย
  • หายใจหอบเหนื่อย
  • มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น
  • เลือดออกง่าย มีรอยช้ำได้ง่าย

ถ้าคุณมีอาการดังกล่าวนี้ คุณอาจจำเป็นต้องชะลอการให้ยาครั้งถัดไปเพื่อให้ร่างกายได้มีช่วงเว้นในการสร้างเซลล์เม็ดเลือดตามปกติ ยาที่เรียกว่า growth factor สามารถกระตุ้นการสร้างเซลล์เม็ดเลือดได้

ผลข้างเคียงอื่นๆ ของการให้ยาเคมีบำบัด ได้แก่:

ผลข้างเคียงโดยส่วนใหญ่ควรมีอาการดีขึ้นเมื่อการรักษาสิ้นสุดลง หากอาการข้างเคียงบางอย่างยังคงรบกวนชีวิตคุณอยู่ ควรแจ้งให้บุคลากรทางการแพทย์ที่ดูแลคุณทราบ เพราะมีการรักษาที่สามารถช่วยบรรเทาอาการจากผลข้างเคียงของยาได้

การให้ยาเคมีบำบัดขนาดสูง (High-dose chemotherapy)

หากมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กินไม่ดีขึ้นด้วยการรักษาเริ่มต้น หรือเรียกว่า ดื้อต่อการรักษา คุณอาจได้รับยาเคมีบำบัดขนาดสูงต่ออีกคอร์สการรักษา

อย่างไรก็ตาม การรักษาแบบเข้มข้นนี้จะสร้างความเสียหายต่อไขกระดูก ทำให้เกิดปัญหาดังที่กล่าวข้างต้น ดังนั้น คุณจำเป็นต้องทำการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์หรือไขกระดูกเพื่อทดแทนไขกระดูกที่ได้รับความเสียหาย

รังสีรักษา (radiotherapy)

การให้รังสีรักษามักถูกใช้เพื่อรักษามะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กินที่เป็นในระยะเริ่มแรก ซึ่งมะเร็งจำกัดเฉพาะบริเวณหนึ่งของร่างกายเท่านั้น

การรักษามักให้ทุกวันจันทร์ถึงวันศุกร์เป็นเวลาหลายสัปดาห์ และไม่จำเป็นต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลระหว่างการนัดหมายแต่ละครั้ง

ปกติแล้วการให้รังสีรักษาไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวด แต่สามารถก่อให้เกิดผลข้างเคียงบางประการได้ ซึ่งมีความหลากหลายขึ้นกับบริเวณของร่างกายที่ทำการรักษา ตัวอย่างเช่น ถ้ารักษาที่คอ จะทำให้มีอาการเจ็บคอ ในขณะที่การรักษาที่ศีรษะจะทำให้ผมร่วง เป็นต้น

ผลข้างเคียงอื่นที่พบบ่อย ได้แก่:

  • ผิวหนังแดง แสบ บริเวณที่ทำการรักษา
  • อ่อนเพลีย
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • ปากแห้ง
  • เบื่ออาหาร

ส่วนใหญ่แล้วผลข้างเคียงจะเป็นแบบชั่วคราว แต่ก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาในระยะยาวได้เช่นกัน คือ การเกิดภาวะมีบุตรยาก และการมีผิวหนังสีเข้มขึ้นถาวรในบริเวณที่ทำการรักษา

Monoclonal antibody therapy

ในโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองนอนฮอดจ์กินบางชนิด คุณอาจได้รับการรักษาด้วยยาที่เรียกว่า monoclonal antibody

ยาชนิดนี้จะเข้าไปจับกับผิวของเซลล์มะเร็งและกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้เข้าจับและทำลายเซลล์มะเร็งดังกล่าว โดยทั่วไปมักให้ยานี้ร่วมกับยาเคมีบำบัดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา

ในมะเร็งต่อมน้ำเหลืองนอนฮอดจ์กินบางชนิด คุณอาจได้รับยา monoclonal antibody อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานถึง 2 ปี ภายหลังเริ่มการรักษาแล้ว โดยให้ร่วมกับยาเคมีบำบัด ซึ่งจะช่วยลดโอกาสที่มะเร็งจะกลับมาเป็นซ้ำในอนาคต

หนึ่งในยาหลักประเภท monoclonal antibody ที่ใช้เพื่อรักษามะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กินคือยา ริทูซิแมบ (rituximab) โดยยานี้จะให้เข้าทางหลอดเลือดดำในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

ผลข้างเคียงของยา rituximab ได้แก่:

คุณอาจได้รับยาเพื่อป้องกันหรือเพื่อบรรเทาผลข้างเคียงที่เกิดขึ้น โดยผลข้างเคียงควรมีอาการดีขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป เนื่องจากร่างกายมีความคุ้นชินกับยา rituximab

เนื่องจากยา rituximab ประสบความสำเร็จอย่างมากในการรักษามะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กิน นักวิทยาศาสตร์จึงกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อค้นหายาประเภท monoclonal antibody เพิ่มเติมอีก เพื่อใช้รักษามะเร็งต่อมน้ำเหลือง และยาบางตัวกำลังอยู่ระหว่างการวิจัยทางคลินิกเพื่อใช้รักษามะเร็งในระยะรุนแรง คุณอาจสอบถามแพทย์ หากคุณต้องการเข้าร่วมการศึกษาวิจัยระหว่างที่คุณกำลังรักษาโรคอยู่

ยาสเตียรอยด์

ยาสเตียรอยด์ถูกใช้ร่วมกับยาเคมีบำบัดเพื่อรักษามะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กิน เพราะข้อมูลจากการศึกษาพบว่าการให้ยาสเตียรอยด์จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้ยาเคมีบำบัด

โดยปกติแล้วยาสเตียรอยด์จะให้ในรูปแบบยาเม็ดรับประทาน โดยให้พร้อมกับยาเคมีบำบัด โดยยาสเตียรอยด์จะให้ในระยะเวลาสั้นๆ เป็นเวลาไม่กี่เดือน เนื่องจากยาสเตียรอยด์มีข้อจำกัดเรื่องผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น

ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยของการใช้ยาสเตียรอยด์ระยะสั้น ได้แก่:

  • อยากอาหาร ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มได้
  • อาหารไม่ย่อย
  • ปัญหานอนไม่หลับ
  • รู้สึกกระวนกระวายใจ

ในบางสถานการณ์ที่พบได้น้อย คุณอาจได้รับยาสเตียรอยด์เป็นในระยะยาวได้ โดยผลข้างเคียงของการใช้ยาสเตียรอยด์ในระยะยาวได้แก่ น้ำหนักตัวเพิ่ม บวมที่มือ เท้า และเปลือกตา

ผลข้างเคียงจากการใช้ยาสเตียรอยด์เริ่มดีขึ้นเมื่อการรักษาสิ้นสุดลง

การติดตามผู้ป่วย (follow-up)

เมื่อคุณได้รับการรักษาจนครบแล้ว คุณอาจต้องทำการตรวจสแกนเพื่อดูว่าการรักษาได้ผลหรือไม่ และต้องได้รับการนัดหมายเพื่อตรวจติดตามอาการตามนัด เพื่อดูว่ามะเร็งสงบแล้วหรือยัง และมีอาการแสดงของการกลับมาเป็นซ้ำของมะเร็งหรือไม่

ในช่วงแรกจะนัดผู้ป่วยมาพบแพทย์ทุก ๆ 2-3 สัปดาห์ หรือทุกเดือน แต่จะค่อยๆ เว้นระยะห่างออกไปเรื่อยๆ

ภาวะแทรกซ้อน

ผู้ป่วยบางรายที่รักษามะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กิน จะพบปัญหาในระยะยาวได้ แม้ว่าจะรักษาหายขาดแล้วก็ได้

โดยภาวะแทรกซ้อนหลักที่พบได้จากโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กิน มีรายละเอียดดังนี้

ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ

การมีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลงคือภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยจากโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กิน และจะมีอาการรุนแรงขึ้นได้เมื่อทำการรักษาโรคนี้

อย่างไรก็ตาม ระบบภูมิคุ้มกันจะค่อยๆ กลับมาฟื้นตัวในช่วงเดือน และปี หลังการรักษา

ถ้าคุณมีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง คุณจะมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อมากขึ้น และจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงจากการติดเชื้อด้วย ในบางกรณีคุณจึงอาจได้รับคำแนะนำให้รับประทานยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) เป็นประจำเพื่อป้องกันการติดเชื้อที่อาจเกิดขึ้น

ดังนั้นสิ่งสำคัญคือต้องแจ้งให้แพทย์ทราบหากคุณมีอาการของการติดเชื้อเกิดขึ้น เพราะอาจจำเป็นต้องรักษาการติดเชื้อทันทีเพื่อป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรง ซึ่งช่วงเวลาที่สำคัญมากคือในช่วงไม่กี่เดือนแรกหลังการรักษา

อาการของการติดเชื้อ ได้แก่:

  • มีไข้
  • ปวดศีรษะ
  • ปวดกล้ามเนื้อ
  • ท้องเสีย
  • อ่อนเพลีย
  • ผื่นพุพองที่มีอาการเจ็บ

การฉีดวัคซีน

คุณควรมั่นใจว่าคุณได้รับการฉีดวัคซีนที่จำเป็น และเป็นปัจจุบันแล้ว

อย่างไรก็ตาม สำคัญที่สุดคือ คุณควรปรึกษาแพทย์ก่อนการฉีดวัคซีน เพราะคุณจะไม่ปลอดภัยหากได้รับการฉีดวัคซีนชนิดเชื้อเป็น (live vaccines) จนกว่าจะสิ้นสุดการรักษาไปแล้วเป็นเวลาหลายๆ เดือน

ตัวอย่างของวัคซีนเชื้อเป็น ได้แก่:

  • วัคซีนงูสวัด (shingles vaccine)
  • วัคซีนบีซีจี (BCG vaccine) เพื่อป้องกันการติดเชื้อวัณโรค
  • วัคซีนหัด หัดเยอรมัน คางทูม (MMR vaccine) เพื่อป้องกันการติดเชื้อ หัดเยอรมัน คางทูม

ภาวะมีบุตรยาก

ยาเคมีบำบัดและการให้รังสีรักษาสำหรับรักษามะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กินเป็นสาเหตุให้เกิดภาวะมีบุตรยากได้ โดยอาจเป็นเพียงผลชั่วคราวหรือเป็นอย่างถาวรก็ได้

โดยทีมแพทย์ที่ดูแลคุณจะประเมินความเสี่ยงของการมีภาวะมีบุตรยากจากสถานการณ์เฉพาะบุคคลและแจ้งทางเลือกในการรักษาให้คุณทราบ

ในบางกรณี อาจมีความเป็นไปได้ที่จะเก็บตัวอสุจิ และไข่ ไว้ให้เรียบร้อยก่อนเริ่มการรักษา

มะเร็งชนิดที่ 2

การรักษามะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กินจะเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งชนิดอื่นๆ ในอนาคตได้ เราเรียกว่ามะเร็งชนิดที่ 2 (second cancer)

ความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งชนิดอื่นๆ จะเพิ่มมากขึ้นภายหลังการรักษามะเร็ง เพราะยาเคมีบำบัดและรังสีรักษาจะไปสร้างความเสียหายให้กับเซลล์ปกติในร่างกายด้วย ซึ่งความเสียหายที่เกิดขึ้นอาจทำให้เซลล์นั้นเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นเซลล์มะเร็งได้เมื่อผ่านไปหลายปี

คุณสามารถลดความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งชนิดที่ 2 ได้ โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตเพื่อสุขภาพที่ดี คือ ไม่สูบบุหรี่ รักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน รับประทานอาหารที่หลากหลายครบ 5 หมู่ และออกกำลังกายเป็นประจำ

คุณควรแจ้งให้แพทย์ทราบหากมีอาการบางอย่างที่สงสัยว่าจะเป็นมะเร็งชนิดที่ 2 เกิดขึ้น

ปัญหาทางสุขภาพอื่นๆ

การรักษามะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กินจะทำให้มีโอกาสเกิดปัญหาอื่นๆ ได้ แม้ว่าอายุยังน้อย เช่น:

การทราบว่าตนเองเป็นโรคมะเร็งจะเพิ่มความเสี่ยงของการมีภาวะซึมเศร้าได้

คุณควรแจ้งให้แพทย์ทราบ หากมีอาการผิดปกติบางอย่างเกิดขึ้น เช่น หายใจหอบเหนื่อยเพิ่มมากขึ้น เป็นต้น

https://www.nhsinform.scot/illnesses-and-conditions/cancer/cancer-types-in-adults/non-hodgkin-lymphoma#complications


25 แหล่งข้อมูล
กองบรรณาธิการ HD มุ่งมั่นตั้งใจให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง โดยทำงานร่วมกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงเลือกใช้ข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือจากสถาบันต่างๆ คุณสามารถอ่านหลักการทำงานของกองบรรณาธิการ HD ได้ที่นี่
Non-Hodgkin lymphoma. NHS (National Health Service). (https://www.nhs.uk/conditions/non-hodgkin-lymphoma/)
Non-Hodgkin's Lymphoma Diagnosis, Treatment, Symptoms & Causes. MedicineNet. (https://www.medicinenet.com/non-hodgkins_lymphomas/article.htm)
Non-Hodgkin lymphoma: Symptoms, diagnosis, and treatment. Medical News Today. (https://www.medicalnewstoday.com/articles/327277)

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HD พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ผู้เขียนและผู้รีวิวบทความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่นำเสนอแต่อย่างใด เว้นแต่จะระบุในเนื้อหา การแนะนำสินค้าและบริการแสดงขึ้นอัตโนมัติจากระบบของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าบทความนี้มีประโยชน์มากแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ตั้งกระทู้ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลส่วนตัวของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวิดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รอยโรค (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่ดูไฟล์ได้
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เข้าถึงได้

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
บทความต่อไป
รู้จักโรคมะเร็งเต้านมระยะที่ 2
รู้จักโรคมะเร็งเต้านมระยะที่ 2

มะเร็งเต้านมระยะที่ 2 แม้ว่าจะจะอยู่ใกล้ต่อมน้ำเหลืองมาก แต่ก็ยังไม่แพร่กระจายไปยังอวัยวะส่วนอื่นๆ มีโอกาสรักษาหายสูงเหมือนระยะที่ 1

อ่านเพิ่ม