กองบรรณาธิการ HD
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HD

วิตามินดี (Vitamin D)

เผยแพร่ครั้งแรก 23 พ.ค. 2017 อัปเดตล่าสุด 26 ต.ค. 2020 เวลาอ่านประมาณ 6 นาที

เรื่องควรรู้

ขยาย

ปิด

  • วิตามิน D เป็นวิตามินที่ละลายในไขมันและถูกเก็บไว้ในชั้นเนื้อเยื่อไขมัน อาจเรียกกันว่า "วิตามินแสงแดด" เพราะร่างกายสามารถสร้างวิตามินดีด้วยตัวเองจากการสัมผัสแสงแดด รวมทั้งอาจได้จากการรับประทานอาหารบางชนิด การใช้ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมวิตามินดี
  • วิตามิน D มีประโยชน์หลายอย่าง เช่น ช่วยให้ร่างกายสามารถดูดซึมแคลเซียมช่วยรักษากระดูกให้แข็งแรง จำเป็นต่อการเคลื่อนไหวของเส้นประสาท ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันต่อสู้เชื้อแบคทีเรียและไวรัสได้ 
  • ภาวะที่มีความเสี่ยงต่อการขาดวิตามินดีคือ มีผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปี เป็นโรคอ้วน หรือมีผิวคล้ำ การขาดวิตามิน D รุนแรงอาจนำไปสู่การเกิดโรคกระดูกพรุนในผู้ใหญ่และโรคกระดูกอ่อนในเด็กได้ 
  • ปริมาณที่มากเกินไปของวิตามิน D ในร่างกาย สามารถก่อให้เกิดพิษได้ ภาวะนี้มักเกิดขึ้นถ้ารับประทานวิตามิน D 40,000 หน่วยสากล (IU) หรือมากกว่า/วัน เป็นเวลาหลายเดือน และสามารถเกิดขึ้นหลังจากรับประทานวิตามิน D ในปริมาณมากเพียงครั้งเดียว
  • เปรียบเทียบราคาและแพ็กเกจตรวจวิตามิน

วิตามิน D เป็นวิตามินที่ละลายในไขมันและถูกเก็บไว้ในชั้นเนื้อเยื่อไขมัน อาจเรียกกันว่า "วิตามินแสงแดด" เพราะร่างกายสามารถสร้างวิตามินดีด้วยตัวเองจากการสัมผัสแสงแดด รวมทั้งอาจได้จากการรับประทานอาหารบางชนิด การใช้ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมวิตามินดี 

วิตามิน D ช่วยให้ร่างกายสามารถดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัสซึ่งจำเป็นสำหรับการสร้างกระดูก นอกจากนี้ยังช่วยเสริมการทำงานของกล้ามเนื้อ  หัวใจ ปอด และสมอง รวมทั้งทำหน้าที่อีกหลายอย่าง 

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจวิตามินวันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 1710 บาท ลดสูงสุด 2595 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

Ads h 23

อย่างไรก็ตาม คนส่วนใหญ่มักไม่รู้ตัวว่า ขาดวิตามินดี ทำให้มีโอกาสเกิดความผิดปกติต่างๆ ตามมาได้ 

วิตามิน D 

วิตามิน D เป็นสิ่งสำคัญในร่างกายตามอ้างอิงของสำนักงานสาธารณสุขด้านอาหารเสริม (THE NATIONAL INSTITUTES OF HEALTH OFFICE OF DIETARY SUPPLEMENTS (NIHODS)) ดังนี้

  • วิตามิน Dช่วยให้ร่างกายสามารถดูดซึมแคลเซียม ทำให้สามารถรักษากระดูกให้แข็งแรง
  • วิตามิน D ยังเป็นสิ่งจำเป็นของกล้ามเนื้อ การเคลื่อนไหวของเส้นประสาทต้องการวิตามิน D เป็นสื่อระหว่างสมองและร่างกาย
  • ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายต้องการวิตามิน D ที่จะต่อสู้เชื้อแบคทีเรียและไวรัส และวิตามิน D พบได้ในเซลล์ทั่วไปในร่างกาย

วิตามิน D จะรับเข้าสู่ร่างกายได้ 3 วิธี ได้แก่ 

  • ผ่านทางผิวหนัง (แสงแดดเป็นตัวช่วย) 
  • การรับประทานอาหาร เช่น ไข่แดง ปลาทะเล น้ำมันตับปลา ตับ นม ซีเรียลเติมวิตามิน D
  • ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีวิตามิน D 

วิตามิน D มีความสัมพันธ์กับภาวะโรคหลายชนิด เช่น โรคเบาหวาน ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง (โรคปลอกหุ้มเส้นประสาทอักเสบ multiple sclerosis) โรคมะเร็งบางชนิด โรคกระดูกผิดปกติ ความดันโลหิตสูง

ใครบ้างที่ควรเสริมวิตามิน D 

  • ผู้สูงอายุ 
  • เด็กทารกที่กินนมแม่ 
  • คนผิวสีเข้ม 
  • คนที่มีภาวะโรคบางอย่าง เช่น โรคตับ โรคปอดเรื้อรัง ผู้มีอาการลำไส้อักเสบ (Crohn's Disease)
  • คนอ้วน 
  • คนที่ได้รับการผ่าตัดบายพาสกระเพาะอาหาร

วิตามิน D และวิตามิน D3

วิตามิน D ในรูปแบบอาหารเสริมมีดังนี้:

  • วิตามิน D3 (cholecalciferol) เป็นรูปแบบธรรมชาติของวิตามิน D ที่ร่างกายสร้างจากแสงแดด ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมมักทำจากไขมันจากขนลูกแกะ
  • วิตามิน D2 (ergocalciferol) ไม่ได้สร้างจากร่างกายคนตามธรรมชาติ แต่มาจากเชื้อราที่โดนฉายรังสี

อาหารเสริมอาจมีวิตามิน D3, D2 หรือทั้งสองอย่าง ผู้เชี่ยวชาญส่วนมากนิยมวิตามิน D3 มากกว่า D2 เพราะเชื่อว่า มีหลักฐานแสดงประโยชน์ชัดเจน แต่มีการศึกษาพบว่า วิตามิน D2 ก็มีคุณสมบัติที่ใช้ได้เช่นกัน

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจวิตามินวันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 1710 บาท ลดสูงสุด 2595 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

Ads h 23

ภาวะขาดวิตามิน D

ภาวะขาดวิตามินดีเกิดขึ้นเมื่อร่างกายไม่ได้รับวิตามินดีเพียงพอ ภาวะที่มีความเสี่ยงต่อการขาดวิตามินดีคือ มีผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปี เป็นโรคอ้วน หรือมีผิวคล้ำ 

การขาดวิตามิน D รุนแรงอาจนำไปสู่การเกิดโรคกระดูกพรุน (osteoporosis) (ภาวะที่กระดูกอ่อนแอและเปราะบางในผู้ใหญ่) หรือโรคกระดูกอ่อน (rickets) (เป็นภาวะที่กระดูกอ่อนตัวและอ่อนแอในเด็ก) 

นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าการขาดวิตามินดีอาจเชื่อมโยงกับเงื่อนไขอื่นๆ รวมทั้งโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหอบหืด ความจำเสื่อม ภาวะซึมเศร้า และโรคภูมิต้านทานบางอย่างผิดปกติ 

ทั้งนี้การทดสอบภาวะขาดวิตามิน D ทำได้โดยการตรวจเลือด

คำเตือนสำหรับวิตามิน D

วิตามิน D อาจทำให้เกิดอาการแพ้ที่ผิวหนังได้ ควรแจ้งแพทย์หากมีอาการแพ้ใด ๆ ก่อนที่จะรับประทานอาหารเสริมตัวนี้ นอกจากนี้วิตามินดียังอาจส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดได้ ดังนั้นหากเป็นโรคเบาหวาน หรือเริ่มมีภาวะเบาหวาน ไม่ควรรับประทานนวิตามินดี

ควรแจ้งแพทย์ถ้าคุณมี หรือเคยมีภาวะโรคดังต่อไปนี้:

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจวิตามินวันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 1710 บาท ลดสูงสุด 2595 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

Ads h 23
  • ความดันโลหิตสูง หรือต่ำ
  • ปัญหาไตและนิ่วในไต
  • ความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน
  • โรคหัวใจหรือโรคหลอดเลือดอื่น ๆ
  • ความผิดปกติของปอด
  • ปัญหาต่อมไทรอยด์
  • โรคตับ
  • อาการปวดศีรษะบ่อย
  • ปัญหากระเพาะอาหาร
  • ความผิดปกติของผิวหนัง
  • ความผิดปกติของกล้ามเนื้อและกระดูก

ภาวะวิตามิน D เป็นพิษ

นับว่าเป็นเรื่องผิดปกติ ปริมาณที่มากเกินไปของวิตามิน D ในร่างกาย สามารถก่อให้เกิดพิษได้ ภาวะนี้มักเกิดขึ้นถ้ารับประทานวิตามิน D 40,000 หน่วยสากล (IU) หรือมากกว่า/วัน เป็นเวลาหลายเดือน และสามารถเกิดขึ้นหลังจากรับประทานวิตามิน D ในปริมาณมากเพียงครั้งเดียว 

ภาวะวิตามิน D เป็นพิษอาจนำไปสู่ภาวะแคลเซียมในเลือดสูง (hypercalcemia) ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาร้ายแรงตามมา เช่น ภาวะไตวาย หัวใจเต้นผิดปกติและอาการโคม่า 

โดยปกติคนจะไม่เกิดภาวะวิตามิน D เป็นพิษจากการตากแดดมากไป หรือจากการรับประทานอาหารที่มีวิตามิน D มากไป

วิตามิน D และภาวะซึมเศร้า

มีการศึกษาทางคลินิกจำนวนมากแสดงความเชื่อมโยงระหว่างระดับของวิตามิน D ต่ำในเลือดและอาการของภาวะซึมเศร้า แต่การศึกษาอื่น ๆ ได้แสดงให้เห็นผลลัพธ์ที่ผสมผสาน ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการเชื่อมโยงที่เป็นไปได้ระหว่างภาวะซึมเศร้าและวิตามิน D

วิตามิน D และการลดน้ำหนัก

มีงานวิจัยแสดงให้เห็นถึงการเสริมวิตามิน D อาจช่วยในการลดน้ำหนัก การศึกษาล่าสุดจากมหาวิทยาลัยมิลาน ประเทศอิตาลี ได้ติดตามผู้ที่มีน้ำหนักเกินและมีโรคอ้วน ซึ่งรับประทานอาหารทีมีแคลอรี่ต่ำ ผู้เข้าร่วมวิจัยที่รับประทานอาหารอาหารเสริมวิตามิน D จะมีน้ำหนักและรอบเอวที่ลดลงมากกว่าเมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้รับประทานอาหารอาหารเสริมวิตามิน D และรับประทานอาหารอาหารแหล่งอื่น ๆ

มีอาหารจากธรรมชาติเพียงไม่กี่ชนิดที่มีส่วนประกอบของวิตามิน D ได้แก่ ปลาที่มีไขมันมาก เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลาทู เนื้อวัว ชีส ไข่แดง เห็ด

อาหารอื่น ๆ ที่ "เสริม" วิตามิน D ซึ่งหมายความว่า จะมีการเพิ่มวิตามิน D ในอาหาร เช่น นม อาหารเช้าซีเรียล น้ำส้ม โยเกิร์ต นมถั่วเหลือง

การตั้งครรภ์และวิตามิน D

หญิงตั้งครรภ์อาจมีความเสี่ยงของการพัฒนาไปสู่ภาวะขาดวิตามิน D มีงานวิจัยแสดงว่า การใช้วิตามิน D (4,000 IU) ที่สูงขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์จะลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนบางอย่างได้ เช่น โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ (gestational diabetes) ภาวะคลอดก่อนกำหนด 

ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการใช้วิตามิน Dเสริมเพิ่มเติมในภาวะต่อไปนี้ 

  • กำลังตั้งครรภ์ หรือวางแผนจะตั้งครรภ์
  • ทารกที่กินนมแม่อาจต้องเสริมวิตามิน D ด้วย

วิตามิน D และผลข้างเคียง

แจ้งให้แพทย์ทราบหากพบผลข้างเคียงดังต่อไปนี้

ปฏิกิริยากับยาอื่นของวิตามิน D

แจ้งให้แพทย์ทราบเกี่ยวกับยา อาหารเสริม สมุนไพร หรือสิ่งที่รับประทานอาหารประจำก่อนรับประทานอาหารวิตามิน D โดยเฉพาะ:

ขนาดยารักษาของวิตามิน D

วิตามิน D มีทั้งรูปแบบยารับประทานอาหารและยาฉีด ระดับยาที่รับประทานอาหารขึ้นอยู่กับอายุ เพศ น้ำหนัก และปัจจัยอื่น ๆ ตามคำแนะนำต่อวัน (The Recommend Dietary Allowance (RDA)) ดังนี้

  • 600 IU สำหรับเด็กและผู้ใหญ่อายุน้อยกว่า 70 ปี
  • 800 IU สำหรับผู้ใหญ่อายุมากกว่า 70 ปี
  • 400 IU สำหรับทารก

แพทย์จะกำหนดปริมาณการรับประทานวิตามิน D การรับประทานอาหารที่เหมาะสม และการตากแดด 10-15 นาที 3 ครั้ง/สัปดาห์ ในช่วงเวลาที่เหมาะสมและปลอดภัยต่อผิวหนัง เพราะจะช่วยให้คุณได้รับวิตามิน D เพียงพอโดยไม่ต้องรับประทานวิตามินดีเสริม

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับวิตามิน D

คำถาม: แพทย์สั่งให้กินวิตามิน D 500000 IU /สัปดาห์ ฉันกินผิดคือ 2 เม็ดพร้อมกัน ควรทำอย่างไรดี มีอะไรควรกังวลไหม ?

คำตอบ:  ควรปรึกษาแพทย์ หรือเภสัชกร เนื่องจากปริมาณของวิตามิน D ที่มากเกินอาจทำให้เกิดอาการข้างเคียงได้ เช่น คลื่นไส้อาเจียน เบื่ออาหาร ท้องผูก อ่อนเพลีย น้ำหนักลด อาการที่รุนแรงคือ เพิ่มระดับแคลเซียมในเลือด ทำให้เกิดภาวะสับสน และจังหวะการเต้นของหัวใจผิดปกติ

คำถาม: ระดับวิตามิน D ที่มากเกินไปคือเท่าไร ?

คำตอบ: ความจำเป็นในการเสริมวิตามิน D จะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ รวมทั้งอาหารที่กิน การดำรงชีวิต ยาที่กินทั้งอดีตและปัจจุบัน และปัจจัยเสี่ยงของแต่ละคน ควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้งก่อนกินยา OTC วิตามิน หรืออาหารเสริม

คำถาม: สูตินรีแพทย์สั่งให้รับประทานวิตามิน D 50,000 IU สัปดาห์ละครั้งเป็นเวลา 8 สัปดาห์ เป็นยาที่ปลอดภัยหรือไม่ ?

คำตอบ: ผู้ป่วยมักสอบถามเกี่ยวกับระดับวิตามินที่เหมาะสม วิตามิน D 50,000 IU เป็นระดับยาตามใบสั่งแพทย์ของวิตามิน D ตามอ้างอิงของกองอาหารและยา สหรัฐอเมริกา (FDA) เป็นระดับยาที่ได้รับการอนุมัติในการรักษาภาวะโรคบางอย่าง 

ระดับอาหารเสริมและวิตามิน D สำหรับผู้ป่วยแต่ละคนจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการรวมทั้งอาหารที่รับประทาน การดำรงชีวิต ยาที่รับประทานทั้งอดีตและปัจจุบัน และปัจจัยเสี่ยงของแต่ละคน ควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้งก่อนรับประทานยา OTC วิตามิน หรืออาหารเสริม

คำถาม: อะไรคืออาการบางส่วนของภาวะขาดวิตามิน D ?

คำตอบ: อาการของภาวะขาดวิตามิน D จะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับภาวะแทรกซ้อนที่เกิดและปัจจัยอื่นๆ เช่น กระดูกหัก  

บางคนอาจไม่มีอาการของภาวะขาดวิตามิน D จนกว่าภาวะแทรกซ้อนจะปรากฏขึ้นและอาการอาจจะไม่รุนแรง อาการของภาวะขาดวิตามิน D เช่น ปวดกระดูกท่าก้ม (bone pain stooped posture) กล้ามเนื้อเป็นตะคริวและรู้สึกเสียวแปลบ ความสูงลดลง ผิวซีดมาก 

ภาวะแทรกซ้อนของการขาดวิตามิน D อาจรวมถึงโรคกระดูกอ่อน (osteomalacia) และโรคกระดูกพรุน (osteoporosis)  อาการแสดงของภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้รวมถึงความผิดปกติของกระดูกและกระดูกหัก 

และยังมีภาวะแทรกซ้อนที่เป็นไปได้อื่นๆ หรือโรคที่อาจมีการเชื่อมโยงกับภาวะขาดวิตามิน D รวมถึงความดันโลหิตสูง ซึมเศร้า เส้นโลหิตตีบ โรคไขข้อ โรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มความเสี่ยงของโรคมะเร็ง

อาการบ่งชี้ช่วงแรกของภาวะขาดวิตามิน D ได้แก่ เหงื่อออก กระสับกระส่าย หงุดหงิด

ในภาวะขาดเรื้อรังก่อให้เกิดการผิดรูปของกระดูกจำนวนมากเนื่องจากกระดูกอ่อนตัวลง ได้แก่

  • ขาโก่ง (bowlegs) 
  • ขาเป็ด (knock-knees)
  • กระดูกซี่โครงเป็นปุ่มเรียงแถวที่ costochondral junction (rachitic rosary)
  • การขยายตัวของข้อมือ
  • Pigeon chest คือทรวงอกที่กระดูก sternum โป่งออกทำให้ AP diameter เพิ่มขึ้น
  • กะโหลกศีรษะอ่อนหรือยุบตัว (softening of the skull)
  • การปิดของกระหม่อมช้า (delayed closing of the fontanels)
  • หน้าผากปูด (bulging of the forehead)

จะเห็นได้ว่า แม้วิตามินดีจะมีประโยชน์มากมายต่อการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกาย แต่ก็ควรรับประทาน หรือได้รับวิตามินดีให้เพียงพอต่อร่างกาย ไม่มากเกินไปเพราะอาจเป็นโทษได้ 

ส่วนผู้ที่มีแนวโน้มว่า อาจมีความผิดปกติจากการขาดวิตามินดี มีโรคร่วม หรือมีภาวะทางสุขภาพบางอย่าง ก็ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อหาวิธีเสริมวิตามินเข้าสู่่ร่างกายอย่างเหมาะสมและปลอดภัย 

เปรียบเทียบราคาและแพ็กเกจตรวจวิตามิน จากคลินิกและโรงพยาบาลใกล้คุณ และไม่พลาดทุกอัปเดตเรื่องสุขภาพและโปรโมชั่นเมื่อกดดาวน์โหลดแอป iOS และ Android


10 แหล่งข้อมูล
กองบรรณาธิการ HD มุ่งมั่นตั้งใจให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง โดยทำงานร่วมกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงเลือกใช้ข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือจากสถาบันต่างๆ คุณสามารถอ่านหลักการทำงานของกองบรรณาธิการ HD ได้ที่นี่
Franziska Spritzler, RD, CDE, 8 Signs and Symptoms of Vitamin D Deficiency (https://www.healthline.com/nutrition/vitamin-d-deficiency-symptoms), July 23, 2018

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน ผู้อ่านไม่ควรเลือกใช้ยาเองจากการอ่านบทความ ควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยาทุกครั้ง เพราะแต่ละท่านอาจมีสาเหตุของโรค โรคประจำตัว และประวัติการรักษาที่ต่างกัน ทาง HD พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ผู้เขียนและผู้รีวิวบทความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่นำเสนอแต่อย่างใด เว้นแต่จะระบุในเนื้อหา การแนะนำสินค้าและบริการแสดงขึ้นอัตโนมัติจากระบบของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าบทความนี้มีประโยชน์มากแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

มีคำถามเพิ่มเกี่ยวกับยานี้? ถามคุณหมอของเราทางออนไลน์ได้เลย

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลส่วนตัวของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวิดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รอยโรค (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่ดูไฟล์ได้
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เข้าถึงได้

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม