สุขภาพผู้หญิง

ปวดท้องประจำเดือน (Menstrual Cramps)

เรียนรู้ ทำความเข้าใจ ทำอย่างไรให้ "วันนั้นของเดือน" ไม่ใช่วันทุกข์อีกต่อไป
เผยแพร่ครั้งแรก 29 มี.ค. 2017 อัปเดตล่าสุด 9 ส.ค. 2020 ตรวจสอบความถูกต้อง 18 เม.ย. 2019 เวลาอ่านประมาณ 8 นาที
ปวดท้องประจำเดือน (Menstrual Cramps)

เรื่องควรรู้

ขยาย

ปิด

  • อาการปวดท้องประจำเดือนรุนแรงเป็นอาการที่ผู้หญิงทุกคนมักต้องเผชิญ โดยพบได้บ่อยที่สุดในช่วงวัยรุ่น ประมาณ 1-2 ปีตั้งแต่มีประจำเดือนครั้งแรก
  • ความรุนแรงของอาการปวดท้องประจำเดือนจะขึ้นอยู่กับสารคล้ายฮอร์โมนชื่อว่า “โพรสตาแกลนดิน (Prostraglandin)”
  • อาการปวดท้องประจำเดือนสามารถบ่งบอกถึงภาวะ และความผิดปกติของสุขภาพอื่นๆ ได้ เช่น ภาวะถุงน้ำในรังไข่ ช็อกโกแลตซีสต์ มะเร็งรังไข่ การติดเชื้อในช่องคลอด
  • การดื่มน้ำอุ่นมากๆ เป็นวิธีบรรเทาอาการปวดประจำเดือนได้ดีที่สุด และยังมีสมุไพรตัวอื่นๆ ที่ช่วยบรรเทาอาการได้ เช่น ตังกุย น้ำเต้าหู้ เนื้อปลาน้ำลึก
  • การตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ หรือรีบไปพบแพทย์เมื่อรู้สึกว่าประจำเดือนผิดปกติจะช่วยป้องกันโรคร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นภายหลังได้ (ดูแพ็กเกจตรวจภายใน มะเร็งปากมดลูก และรังไข่ได้ที่นี่)

อาการปวดท้องประจำเดือน (Menstrual Cramps) เป็นความทุกข์ทรมานของผู้หญิงหลายคนในช่วงมีประจำเดือน บางคนถึงขั้นตอนลาป่วยเพราะปวดท้องประจำเดือนจนนอนตัวงอเป็นกุ้ง ไม่สามารถลุกขึ้นมาใช้ชีวิตประจำวันตามปกติได้

และเพราะอาการปวดท้องประจำเดือนนั้นเป็นอาการที่ผู้หญิงส่วนมากมักเคยชิน และคิดว่าเป็นเรื่องปกติที่ต้องเจอทุกเดือนอยู่แล้ว จึงทำให้หลายคนละเลยที่จะสังเกตอาการปวดท้องประจำเดือน และรับประทานยาให้อาการหายไปซะ

แต่ความจริงแล้ว อาการปวดท้องประจำเดือนในบางกรณี ก็ไม่ใช่เรื่องปกติและอาจเป็นสัญญาณของความเสี่ยงต่อโรคร้ายบางอย่างได้

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจภูมิแพ้และภาวะแพ้วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 855 บาท ลดสูงสุด 3150 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

Ads h 3

ความหมายของอาการปวดท้องประจำเดือน

อาการปวดท้องประจำเดือน มีชื่อทางการแพทย์ว่า “ดิสเมนนอร์เรีย (Dysmenorrhea)” เป็นกลุ่มอาการปวดเกร็ง หรือปวดบีบบริเวณท้องน้อย

ความรุนแรงของอาการปวดท้องประจำเดือนในผู้หญิงบางรายนั้น อาจปวดร้าวไปถึงบริเวณหลัง ก้น หรือต้นขา รวมไปถึงอาจมีความรู้สึกไม่สบายตัว อารมณ์อ่อนไหวง่ายกว่าปกติ บางรายอาจมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วยอีก เช่น หน้ามืด คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย

อาการปวดท้องประจำเดือนแบบที่อันตราย

อาการปวดท้องประจำเดือนแบบรุนแรงจะพบได้บ่อยในเด็กวัยรุ่น โดยอาการมักจะพบได้บ่อยที่สุดในช่วงอายุ 1-2 ปีตั้งแต่มีประจำเดือนครั้งแรก จากนั้นเมื่ออายุมากขึ้น ผู้หญิงส่วนมากอาการประจำเดือนก็จะทุเลาลง

อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้หญิงหลายคนที่ไม่มีอาการปวดท้องประจำเดือนเลย หรือปวดน้อยมากในขณะเป็นวัยรุ่น แต่จะมีอาการรุนแรงขึ้นเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้นแทน

นอกจากนี้ ผู้หญิงที่เคยมีลูกมาแล้ว จะมีโอกาสปวดท้องประจำเดือนน้อยกว่าคนปกติ เพราะการคลอดลูกจะช่วยให้มดลูกเกิดการขยายตัวขึ้น

อาการปวดท้องประจำเดือนสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ระดับด้วยกัน โดยแบ่งตามสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้เกิดอาการ ได้แก่

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจภูมิแพ้และภาวะแพ้วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 855 บาท ลดสูงสุด 3150 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

Ads h 3

1. ปวดท้องประจำเดือนจากการหดตัวของมดลูก

  • ปวดบริเวณท้องน้อย แต่อาการปวดจะไม่รุนแรงมาก และอาจปวดร้าวไปบริเวณหลังร่วมด้วย
  • อ่อนเพลีย เหนื่อยล้า โดยเฉพาะในผู้ที่ประจำเดือนมามาก
  • คลื่นไส้อาเจียน

2. ปวดท้องประจำเดือนจากภาวะแอบแฝง

  • ปวดท้องน้อยอย่างรุนแรง บางคนปวดถึงขั้นลุกขึ้นเดินไม่ไหว
  • มีไข้ หรือมีภาวะไข้ทับระดู
  • ปวดหัวอย่างรุนแรง
  • คลื่นไส้อาเจียน
  • คันบริเวณปากช่องคลอด ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อแบคทีเรีย
  • สีเลือดประจำเดือนเป็นสีแดงสด

สาเหตุของอาการปวดท้องประจำเดือน

อาการปวดท้องประจำเดือนจะเกิดขึ้น เมื่อกล้ามเนื้อมดลูกเกิดการหดรัด หรือบีบเกร็งบริเวณรอบๆ โพรงเยื่อบุมดลูก จนทำให้เกิดการหลั่งสารคล้ายฮอร์โมนชื่อว่า “โพรสตาแกลนดิน (Prostraglandin)” ซึ่งทำให้เกิดอาการปวด หรืออาการอักเสบตามมา

ดังนั้น อาการปวดท้องประจำเดือนจะรุนแรงมากหรือน้อยนั้น ขึ้นอยู่กับการหลั่งของสารดังกล่าว

นอกจากนี้ อาการปวดท้องประจำเดือนยังเกิดขึ้นอย่างรุนแรงได้ หากขนาดของปากมดลูกแคบเกินไป จนผนังของเยื่อบุโพรงมดลูกที่หลุดลอกออกมานั้นผ่านออกมาได้ยาก

ประเภทของอาการปวดท้องประจำเดือน

ประเภทของอาการปวดท้องประจำเดือนจะแบ่งตามสาเหตุของการเกิด โดยแบ่งออกได้ 2 ประเภทคือ

  1. อาการปวดท้องประจำเดือนขั้นปฐมภูมิ (Primary Dysmenorrhea) เป็นอาการปวดท้องน้อยที่จะตรวจไม่พบความผิดปกติใดๆ บริเวณอวัยวะในอุ้งเชิงกราน
  2. อาการปวดท้องประจำเดือนขั้นทุติยภูมิ (Secondary Dysmenorrhea) เป็นอาการปวดท้องประจำเดือนซึ่งเกิดจากปัญหาสุขภาพ หรือโรคอื่นๆ เช่น
    • เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่
    • เนื้องอกในมดลูก ซึ่งไม่เป็นเนื้อร้ายและไม่ก่อให้เกิดเซลล์มะเร็งในมดลูก
    • ภาวะถุงน้ำรังไข่
    • ความผิดปกติแต่กำเนิดของช่องคลอด หรือปากมดลูก
    • ผู้ที่ใช้ห่วงคุมกำเนิดชนิดทองแดงในบางราย
    • การติดเชื้อ หรือการอักเสบในอุ้งเชิงกราน
    • ช็อกโกแลตซีสต์
    • มะเร็งรังไข่
    • การติดเชื้อในช่องคลอด

ภาวะความผิดปกติเหล่านี้จะส่งผลให้เกิดอาการปวดท้องอย่างรุนแรงมาก และอาจทำให้มีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ตกขาวมีกลิ่นเหม็น เลือดประจำเดือนมีสีแปลกไปจากปกติ คันบริเวณช่องคลอด หากคุณพบว่าในขณะมีประจำเดือน ตนเองมีอาการผิดปกติต่อไปนี้ ให้รีบไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยอาการ และเพื่อให้รักษาได้ทันเวลา

การวินิจฉัยอาการปวดท้องประจำเดือน

เมื่อพบความผิดปกติในระหว่างมีประจำเดือน ในเบื้องต้นแพทย์จะสอบถามอาการ เช่น

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจภูมิแพ้และภาวะแพ้วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 855 บาท ลดสูงสุด 3150 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

Ads h 3
  • ลักษณะอาการ
  • ตำแหน่งที่ปวด
  • ความรุนแรง
  • ระยะเวลาของอาการปวด
  • ปริมาณเลือดประจำเดือนว่ามามาก มาน้อย หรือถี่ขนาดไหน หรือมีลิ่มเลือดหรือไม่
  • ประจำเดือนมีกลิ่น
  • มีไข้ในขณะปวดท้อง
  • มีประจำเดือนในวัยทอง
  • ประวัติสุขภาพด้านอื่นๆ

และหลังจากสอบถามอาการแล้ว แพทย์อาจให้คุณเข้ารับการตรวจด้วยวิธีอื่นๆ อีก เช่น

  • ตรวจภายในและตรวจแปบสเมียร์ (Pap Smear)
  • การตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง หรืออัลตราซาวด์ (Ultrasound)
  • ตรวจโดยถ่ายภาพด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือ MRI Scan (Magnetic Resonance Imaging)
  • ส่องกล้องดูอวัยวะอุ้งเชิงกราน (Laparoscopy) หรือส่องกล้องโพรงมดลูก (Hysteroscopy) โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีอาการปวดท้องประจำเดือนขั้นทุติยภูมิ
  • ตรวจเลือดเพื่อดูจำนวนเม็ดเลือด (Complete Blood Count: CBC)
  • ตรวจฮีมาโตคริต (Hematocrit: Hct) ตรวจอัตราการตกตะกอนของเม็ดเลือด (Erythrocyte Sedimentation Rate: ESR) ตรวจหาโปรตีนที่ร่างกายสร้างขึ้นเพื่อตอบสนองต่อการอักเสบ (C-Reactive Protein: CRP) และตรวจหาสารบ่งชี้มะเร็ง (Tumor marker) สำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะอุ้งเชิงกรานอักเสบด้วย
  • ตรวจปัสสาวะและอุจจาระ
  • ตรวจการตั้งครรภ์

วิธีรักษาอาการปวดท้องประจำเดือน

การบรรเทาอาการปวดท้องประจำสามารถทำได้หลายวิธี ดังนี้

1. ใช้ยาที่หาซื้อมาได้จากร้านขายยา ซึ่งจะเป็นยาแก้ปวดกลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (Non-Steroidal Anti-Inflammatory Drugs: NSAIDs) เพราะว่ายาเหล่านี้สามารถยับยั้งการสร้างสารโพรสตาแกลนดินได้ เช่น

2. ใช้ยาที่จ่ายตามใบสั่งแพทย์ หากยากลุ่ม NSAIDs ที่สามารถหาซื้อได้ทั่วไปนั้นไม่สามารถทำให้หายปวดได้ โดยแพทย์จะจ่ายยาบรรเทาอาการปวดที่มีฤทธิ์แรงขึ้นกว่าเดิม ได้แก่ ยาพาราเซตามอล (Acetaminophen) ผสมกับไฮโดรโคโดน (Hydrocodone

3. ใช้ยาคุมกำเนิด หรือฮอร์โมนคุมกำเนิด เช่น ยาคุมกำเนิด แผ่นแปะ และวงแหวนสอดช่องคลอด ก็สามารถบรรเทาอาการปวดประจำเดือนที่รุนแรงได้ โดยยาเหล่านี้มีคุณสมบัติใช้เพื่อหยุดการตกไข่ เพราะหากคุณไม่ตกไข่และปริมาณการสร้างสารโพรสตาแกลนดินลดลง โอกาสที่จะมีอาการปวดประจำเดือนก็จะลดน้อยลงได้

นอกจากนี้ ฮอร์โมนคุมกำเนิดยังช่วย หรือชะลอการเกิดเนื้องอกในมดลูก และสภาวะที่เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ได้ด้วย

4. การผ่าตัด เป็นวิธีการรักษาในกรณีที่คุณมีเนื้องอกในมดลูก และมีภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดปกติ แพทย์อาจแนะนำให้คุณเข้ารับการผ่าตัด ซึ่งมีอยู่หลายวิธี เช่น

  • การผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช (Gynecologic Laparoscopic Surgery)
  • การใช้รังสีร่วมรักษา (Interventional Radiology)
  • การฉีดสารเข้าไปในเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงเนื้องอก ทำให้ก้อนเนื้องอกขาดเลือด ก้อนจึงเหี่ยวและยุบลง จากนั้นจึงตัดเนื้องอกที่ไม่จำเป็นออก
  • การตัดมดลูก โดยแพทย์จะตัดมดลูกออกทั้งหมด วิธีนี้เป็นวิธีรักษาแนวทางสุดท้ายสำหรับอาการปวด และสำหรับผู้หญิงที่ไม่ต้องการมีลูก

วิธีบรรเทาอาการปวดท้องประจำเดือนอย่างได้ผล

หากคุณไม่สะดวกรับประทานยา ยังมีวิธีบรรเทาอาการปวดท้องประจำเดือนอื่นๆ อีก ที่คุณสามารถทำได้ เช่น

1. ประคบน้ำอุ่นที่ท้องน้อย

นำกระเป๋าใส่น้ำร้อนประคบที่หน้าท้องเมื่อเกิดอาการปวด เพราะความร้อนจะช่วยให้กล้ามเนื้อที่ตึงผ่อนคลายลงได้ และส่งผลให้อาการปวดลดลง

2. ออกกำลังกายเบาๆ ช่วงมีประจำเดือน

หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าไม่ควรออกกำลังกายขณะมีประจำเดือน แต่ความจริงแล้ว คุณสามารถออกกำลังกายได้ แต่ให้เลือกเป็นการออกกำลังกายเบาๆ เช่น เดินเร็ว เล่นโยคะ ปั่นจักรยาน แทนการออกกำลังกายหนักๆ เพราะในช่วงที่เป็นประจำเดือน ผู้หญิงจะมีร่างกายอ่อนเพลีย และเสี่ยงเป็นลมได้

3. ดื่มน้ำอุ่นมากๆ

วิธีนี้เป็นอีกวิธีที่ช่วยบรรเทาอาการปวดท้องประจำเดือนได้อย่างดีเยี่ยม และยังเป็นวิธีพื้นฐานที่สุดด้วย เพราะเมื่อร่างกายได้รับน้ำอย่างเพียงพอแล้ว ตับจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสามารถควบคุมฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) ให้อยู่ในระดับปกติได้ จึงทำให้อาการปวดท้องประจำเดือนลดลง

สำหรับน้ำที่ดีที่สุดสำหรับบรรเทาอาการปวดก็คือ น้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิห้องปกติ เพราะหากดื่มน้ำเย็น อาจส่งผลให้เลือดจับตัวกันเป็นลิ่มก้อนและขับออกมาได้ยาก อีกทั้งยังทำให้อาการปวดประจำเดือนรุนแรงหนักขึ้นด้วย

4. อาบหรือแช่น้ำอุ่น

น้ำอุ่นจะช่วยคลายกล้ามเนื้อและทำให้อาการปวดท้องประจำเดือนลดลง หรือคุณอาจเปลี่ยนจากอาบน้ำอุ่นเป็นลองแช่น้ำอุ่นซักประมาณ 30 นาที

5. นอนตะแคง

การนอนตะแคงสามารถบรรเทาอาการปวดประจำเดือนได้ ส่วนจะตะแคงไปข้างไหนนั้น ขึ้นอยู่กับระดับมดลูกของแต่ละคน หากไม่รู้ ให้คุณลองนอนตะแคงทั้ง 2 ด้านดู เพื่อทดสอบว่านอนตะแคงด้านไหน

อาหารช่วยบรรเทาอาการปวดประจำเดือน

นอกจากวิธีการรักษาข้างต้น การรับประทานอาหารบางชนิดยังสามารถบรรเทาอาการปวดประจำเดือนได้เช่นกัน เช่น อาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินและเกลือแร่ เพราะสารอาหารเหล่านี้มีคุณสมบัติช่วยยับยั้งอาการปวด ช่วยผ่อนคลายความตึงของกล้ามเนื้อ และทำให้อาการปวดประจำเดือนลดลงได้ เช่น

1. ใบตำลึง

เพราะตำลึงประกอบไปด้วยแร่ธาตุแมกนีเซียม ซึ่งช่วยลดอาการปวดเกร็งในช่องท้องได้เป็นอย่างดี โดยสามารถรับประทานแบบสดๆ หรือแบบลวกก็ได้

2. ตังกุย

ตังกุยมีคุณสมบัติช่วยขยายหลอดเลือด ทำให้ลดการบีบตัวของหลอดเลือดได้ดี และกล้ามเนื้อมดลูกจะหดเกร็งน้อยลงด้วย โดยคุณควรรับประทานตังกุยก่อนมีประจำเดือนประมาณ 1-2 สัปดาห์

นอกจากนี้ คุณยังต้องระมัดระวังปริมาณการรับประทานตังกุยให้ดี เพราะอาจส่งผลให้คุณผิวบางขึ้นจนมีความไวต่อแสงแดดได้

3. น้ำเต้าหู้

ในน้ำเต้าหู้นั้นมีส่วนประกอบคล้ายกับฮอร์โมนเพศหญิงอยู่ โดยสารตัวนี้จะออกฤทธิ์เป็นตัวต้านฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งช่วยลดอาการปวดท้องประจำเดือนได้เป็นอย่างดี

สำหรับช่วงเวลาที่ควรรับประทาน คุณควรรับประทานน้ำเต้าหู้ก่อนประจำเดือนมาประมาณ 1 สัปดาห์ จะได้ผลดีที่สุด หรือหากไม่ชอบดื่มน้ำเต้าหู้ คุณสามารถเลือกผลิตภัณฑ์นมถั่วเหลืองอื่นๆ แทนได้

4. ปลาทะเลน้ำลึก

เพราะปลาน้ำลึกนั้นประกอบไปด้วยไขมันอีพีเอ (Eicosapentaenoic: EPA) และกรดไขมันดีเอชเอ (Docosahexaenoic Acid: DHA) ซึ่งช่วยลดอาการปวดเกร็งในช่องท้องได้ และยังมีสารอาหารอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอีก เช่น

5. ผักผลไม้

ผักผลไม้ที่มีกากใยสูงมีคุณสมบัติในการดักจับฮอร์โมนเอสโตรเจนส่วนเกินและกำจัดทิ้งไป จึงไม่ทำให้มดลูกหดตัวมากเกินไปจนปวดประจำเดือน นอกจากนี้ คุณยังควรรับประทานผักผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง เพราะจะช่วยบรรเทาอาการปวดเกร็งท้องได้

อาหารที่ห้ามรับประทานเมื่อปวดท้องประจำเดือน

ถึงแม้อาหารหลายชนิดจะมีคุณสมบัติช่วยบรรเทาอาการปวดท้องประจำเดือนได้ แต่ในขณะเดียวกันก็มีอาหารบางชนิดที่คุณควรต้องหลีกเลี่ยงเพื่อไม่ให้อาการปวดประจำเดือนรุนแรงไปมากกว่าเดิม ได้แก่

1. เนื้อสัตว์ติดมัน

เพราะไขมันเป็นส่วนประกอบของอาหารที่ทำให้เกิดอาการปวดท้องประจำเดือนอย่างรุนแรงได้ ทางที่ดีคุณควรเลือกรับประทานเนื้อปลา หรือหมูเนื้อแดงเป็นหลักในช่วงที่มีประจำเดือนแทน

2. อาหารแปรรูป

เพราะอาหารเหล่านี้มีส่วนประกอบของโซเดียมสูง จึงอาจก่อให้เกิดอาการท้องอืดและปวดประจำเดือนมากกว่าเดิมได้

3. คาเฟอีน

นอกจากจะทำให้อาการปวดท้องประจำเดือนรุนแรงขึ้นแล้ว คาเฟอีนยังทำให้เกิดอาการซึมเศร้ามากกว่าเดิมด้วย ซึ่งภาวะซึมเศร้าถือเป็นหนึ่งในอาหารที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงหลายๆ คนในช่วงเป็นประจำเดือน

4. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

เครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีฤทธิ์ทำให้ความเข้มข้นของเลือดต่ำลง และทำให้เลือดสูบฉีดเร็วขึ้นกว่าปกติ จึงทำให้อาการปวดท้องประจำเดือนรุนแรงขึ้นได้ และยังทำให้คุณรู้สึกไม่สบายตัว รวมถึงอ่อนเพลียง่ายกว่าเดิมด้วย

5. ของหวาน

ผู้หญิงหลายๆ คนมักจะมีอาการอยากอาหารมากกว่าปกติในช่วงมีประจำเดือน อาหารประเภทของหวานก็เช่นกัน แต่ความจริงแล้ว น้ำตาลในของหวานนั้นมีส่วนทำให้อาการปวดท้องประจำเดือนแย่ลงกว่าเดิมได้

แต่หากคุณอยากรับประทานของหวานในช่วงมีประจำเดือนจริงๆ แนะนำให้เลือกรับประทานผลไม้ที่มีรสหวานจะดีกว่าการรับประทานขนม หรืออาหารปรุงรสหวาน เพื่อลดโอกาสปวดท้องประจำเดือน และยังมีประโยชน์ต่อร่างกายด้วย

6. ไอศกรีม

เพราะในไอศกรีมนั้นมีส่วนประกอบเป็นไขมันจากนม เมื่อรับประทานในปริมาณมากก็จะส่งผลให้เกิดอาการปวดท้องประจำเดือนได้ไม่ต่างจากเนื้อสัตว์ติดมัน

ธรรมชาติบำบัดสำหรับอาการปวดประจำเดือน

นอกจากการรับประทานยา สมุนไพร หรือสารอาหารที่จำเป็นต้องเลือกรับประทานอย่างระมัดระวังแล้ว ยังมีวิธีการบรรเทาอาการปวดท้องประจำเดือนอีกแบบ ซึ่งเป็นการอาศัยกลไกทางธรรมชาติของร่างกายคุณเอง ในการรักษาอาการปวดประจำเดือนที่เกิดขึ้น เช่น

1. บำบัดด้วยกลิ่น

หรือเรียกอีกชื่อว่า “สุคนธบำบัด” เป็นการบำบัดโดยใช้กลิ่นของดอกกุหลาบ ลาเวนเดอร์ หรือน้ำมันหอมระเหยทาลงบนผิวของท้องน้อย เพื่อบรรเทาอาการปวดประจำเดือน

2. การฝังเข็มระงับปวด (Acupuncture or Acupressure)

ในปัจจุบันมีหลายคลินิกหรือโรงพยาบาลที่ใช้วิธีบรรเทาอาการปวดท้องประจำเดือนด้วยวิธีนี้ โดยจากการศึกษาพบว่า การฝังเข็ม 15 ครั้งในระยะเวลา 3 เดือนให้กับผู้ที่มีอาการปวดประจำเดือนรุนแรง สามารถบรรเทาอาการปวดประจำเดือนได้ และยังทำให้อาการเกิดขึ้นน้อยลงด้วย

อาการปวดท้องประจำเดือนเป็นอาการปวดที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับผู้หญิงทุกคน อีกทั้งยังเกิดจากหลายสาเหตุ และมีความรุนแรงมากน้อยไปตามเงื่อนไขร่างกายของแต่ละคน

หากคุณพบว่าตนเองมีอาการปวดท้องประจำเดือนรุนแรงมาก หรือมีอาการปวดผิดปกติไปจากเดิม ให้รีบไปพบแพทย์โดยด่วน เพราะบางที อาการปวดอย่างรุนแรงที่เกิดขึ้น อาจเป็นสัญญาณของความผิดปกติทางมดลูกก็ได้

ดูแพ็กเกจตรวจภายใน มะเร็งปากมดลูก และรังไข่ เปรียบเทียบราคา โปรโมชั่นล่าสุดจากโรงพยาบาลและคลินิกชั้นนำได้ที่นี่ หรือไม่พลาดทุกการอัปเดตแพ็กเกจต่างๆ เมื่อกดเป็นเพื่อนทางไลน์ @hdcoth และกดดาวน์โหลดแอป iOS และ Android


2 แหล่งข้อมูล
กองบรรณาธิการ HD มุ่งมั่นตั้งใจให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง โดยทำงานร่วมกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงเลือกใช้ข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือจากสถาบันต่างๆ คุณสามารถอ่านหลักการทำงานของกองบรรณาธิการ HD ได้ที่นี่
Marjoribanks J, Proctor M, Farquhar C, Derks RS. Nonsteroidal anti-inflammatory drugs for dysmenorrhoea. Cochrane Database Syst Rev 2010
Patient Education Pamphlet. Dysmenorrhea By American Congress of Obstetricians and Gynecologists, retrieved January 2011

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HD พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ผู้เขียนและผู้รีวิวบทความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่นำเสนอแต่อย่างใด เว้นแต่จะระบุในเนื้อหา การแนะนำสินค้าและบริการแสดงขึ้นอัตโนมัติจากระบบของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าบทความนี้มีประโยชน์มากแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ตั้งกระทู้ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลส่วนตัวของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวิดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รอยโรค (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่ดูไฟล์ได้
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เข้าถึงได้

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
บทความต่อไป