กองบรรณาธิการ HD
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HD
นพ. พิสุทธิ์ พงษ์ชัยกุล แพทย์ทั่วไป
ตรวจสอบความถูกต้องโดย
นพ. พิสุทธิ์ พงษ์ชัยกุล แพทย์ทั่วไป

11 วิธีกำจัดเสมหะ เคลียร์ทางเดินหายใจให้โล่งขึ้น

เสมหะเกิดจากอะไร สีของเสมหะบอกอะไรได้ และวิธีกำจัดเสมหะทำได้อย่างไร มาดูกัน
เผยแพร่ครั้งแรก 28 มี.ค. 2017 อัปเดตล่าสุด 29 มี.ค. 2021 ตรวจสอบความถูกต้อง 7 ต.ค. 2019 เวลาอ่านประมาณ 5 นาที
11 วิธีกำจัดเสมหะ เคลียร์ทางเดินหายใจให้โล่งขึ้น

เรื่องควรรู้

ขยาย

ปิด

  • เสมหะช่วยการป้องกันเนื้อเยื่อบริเวณปอด คอ จมูก ไม่ให้แห้งเกินไป ช่วยดักจับแบคทีเรีย สารที่ทำให้เกิดภูมิแพ้ เช่น ฝุ่น เกสรดอกไม้ และมีเอนไซม์ภูมิต้านทานที่ช่วยถอนพิษแบคทีเรียที่ทำให้เกิดภูมิแพ้ได้
  • เมื่อคุณป่วย เสมหะจะเหนียวข้น และมีจำนวนมาก ทำให้เกิดอาการหายใจลำบาก กลืนลำบาก รวมถึงสร้างความรำคาญใจ
  • สีของเสมหะอาจช่วยบอกโรคได้ เช่น สีใส เป็นโรคภูมิแพ้ สีเขียว ขุ่น หรือเหลืองอ่อน เป็นโรคหวัดที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย สีแดง หรือน้ำตาล เป็นสัญญาณบอกว่า มีเลือดอยู่ในเสมหะ
  • แนะนำวิธีกำจัดเสมหะด้วยตัวเอง เช่น ดื่มน้ำอุ่นมากๆ กลั้วคอด้วยน้ำเกลือ ขับเสมหะออกมาด้วยการไอ หรือสั่งน้ำมูก รับประทานขิง หรืออาหารที่มีรสชาติเผ็ดร้อน
  • การตรวจสุขภาพ และฉีดวัคซีนเป็นประจำทุกปีจะช่วยให้คุณรู้เท่าทันโรค (ดูแพ็กเกจตรวจสุขภาพได้ที่นี่)

เสมหะคืออะไร 

"เสมหะ" (Mucus) เป็นสิ่งเหนียวๆ คล้ายกับเจลเหลวที่อยู่ตามปอด คอ ปาก จมูก และโพรงอากาศในกะโหลกของคุณ ซึ่งถูกผลิตจากเยื่อในจมูกและโพรงอากาศในกะโหลกที่เรียกว่า "เยื่อเสมหะ" ร่างกายของคนเราจะสร้างเสมหะอยู่ตลอดเวลา 

แต่คุณอาจสังเกตเห็นหลังจากมีการติดเชื้อทางเดินหายใจ เช่น โรคไข้หวัดธรรมดา โรคไข้หวัดใหญ่ ไซนัสอักเสบ หรือภูมิแพ้ และร่างกายของคุณอาจผลิตเสมหะมากขึ้นหากคุณสูบบุหรี่

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ยุค New Normal สุขภาพ เป็นสิ่งที่ทุกคนใส่ใจมากยิ่งขึ้น

ถ้าเริ่มมีอาการเจ็บคอ คันคอ ระคายคอ หรือมีเสมหะ เหนียวคอ มาดู 5 วิธี บรรเทาง่ายๆ ได้ผล อย่ารอให้เป็นหนัก

Istock 1091608036

ความสำคัญของเสมหะ

เสมหะอาจสร้างความรำคาญให้กับคุณเมื่อคุณป่วย และหลายคนอาจเข้าใจผิดว่าเสมหะเป็นของเสียในลำคอที่ต้องกำจัดให้หมดไป แต่ความจริงแล้ว เสมหะคือ สิ่งจำเป็นที่ทำให้สุขภาพของเราแข็งแรง และเป็นสิ่งปกติที่ร่างกายจะผลิตออกมา ซึ่งมีความสำคัญดังนี้ 

  • ช่วยป้องกันเนื้อเยื่อบริเวณปอด คอ จมูกและทางเดินโพรงอากาศในกะโหลกของคุณไม่ให้แห้งเกินไป 
  • ช่วยดักจับแบคทีเรีย สารที่ทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ เช่น ฝุ่น เกสรดอกไม้ เพื่อไม่ให้แพร่กระจายไปบริเวณอื่นๆ ของร่างกายได้ 
  • มีเอนไซม์ภูมิต้านทาน ที่จะช่วยในการถอนพิษแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ได้

สาเหตุที่ทำให้เกิดเสมหะมากในขณะล้มป่วย

โดยปกติแล้ว ร่างกายมักจะผลิตเสมหะมากถึง 1.5 ลิตรต่อวันแม้ในขณะที่คุณไม่ได้ป่วย และเมื่อคุณป่วยร่วมกับมีอาการแพ้เกิดขึ้นด้วย คุณจะสังเกตถึงความเหนียวข้นของเสมหะที่มากกว่าปกติ

สำหรับสาเหตุที่ทำให้เสมหะของคุณเหนียวข้นกว่าปกติในเวลาที่ป่วยนั้น เกิดมาจากเชื้อแบคทีเรีย หรือสารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ไปสัมผัสกับเยื่อเมือกที่ผลิตเสมหะ ซึ่งเสมหะจะมีสารที่ชื่อว่า "ฮิสทามีน (Histamine)"

ซึ่งสารฮิสทามีนตัวนี้เมื่อไปสัมผัสกับเชื้อแบคทีเรียแล้ว ก็จะส่งผลให้เยื่อในทางเดินหายใจของคุณบวมและผลิตเสมหะออกมามากขึ้น 

ผลกระทบจากการมีเสมหะที่เหนียวข้นในปริมาณมาก จะทำให้คุณรู้สึกหายใจลำบากและกลืนอาหารลำบากขึ้น เพราะเสมหะจะไม่ไหลลงคอง่ายๆ และมักจะติดในคอและปอด อีกทั้งคุณอาจมีปัญหาน้ำมูกไหลลงคอ จาม เจ็บคอ คันจมูก และคัดจมูกได้

นอกจากนี้ การมีเสมหะยังเป็นสัญญาณบอกว่าเยื่อเมือกของคุณนั้นแห้งเกินไป หรืออาจเป็นผลจากสาเหตุดังนี้

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจ รักษา หู คอ จมูก วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 1235 บาท ลดสูงสุด 7400 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

  1. สภาพแวดล้อมภายในมีความแห้ง (ซึ่งเกิดจากความร้อนหรือเครื่องปรับอากาศ)
  2. ดื่มน้ำเปล่าหรือของเหลวอื่นๆ ไม่เพียงพอ
  3. ดื่มเครื่องดื่มบางประเภท เช่น กาแฟ ชา หรือแอลกอฮอล์ ซึ่งทำให้เกิดการสูญเสียน้ำในร่างกาย
  4. การรับประทานยาบางประเภท
  5. สูบบุหรี่

สีของเสมหะ

หากคุณคิดว่าตนเองเป็นภูมิแพ้ หวัด หรือการติดเชื้อทางเดินหายใจ แพทย์อาจใช้วิธีประเมินปริมาณ ความเหนียวข้น และสีของเสมหะของคุณในการทำการวินิจฉัยโรค

  • เสมหะสีใส: เป็นสีของเสมหะเมื่อคุณมีอาการของโรคภูมิแพ้  
  • เสมหะสีเขียว มีความขุ่น หรือมีสีเหลืองอ่อน: คุณอาจป่วยด้วยโรคหวัด ซึ่งโรคนี้จะทำให้ร่างกายผลิตเซลล์เม็ดเลือดขาวเพิ่มขึ้น และส่งเข้าไปในโพรงจมูกเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรค โดยเซลล์เม็ดเลือดขาวจะมีสารที่ชื่อว่า "นิวโทรฟิล" (Neutrophils) ซึ่งสามารถทำให้เสมหะของคุณเปลี่ยนเป็นสีเหลือง หรือเขียวได้ 
  • เสมหะสีแดง หรือน้ำตาล: เสมหะประเภทนี้มักเป็นสัญญาณบอกว่ามีเลือดอยู่ในเสมหะของคุณ โดยทั่วไปแล้ว การมีเลือดอยู่ในเสมหะมักเป็นผลมาจากความระคายเคือง และเนื้อเยื่อในทางเดินหายใจแห้ง ซึ่งเกิดมาจากการถู เช็ด หรือสั่งน้ำมูกมากเกินไป การมีเลือดเล็กน้อยปะปนอยู่ในเสมหะไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวล แต่หากคุณมีเลือดออกมากจนผิดปกติและอย่างต่อเนื่อง คุณควรรีบปรึกษาแพทย์ประจำตัวของคุณ เพราะนี่อาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อที่รุนแรง เช่น หลอดลมอักเสบ

11 วิธีกำจัดเสมหะ ให้ทางเดินหายใจโล่งยิ่งขึ้น

การเผชิญอากาศร้อนและเย็นสลับกันบ่อยๆ สามารถทำให้คุณเกิดอาการไอและมีเสมหะได้ หรือคุณอาจป่วยเป็นโรคหวัด ซึ่งเสมหะในลำคอบางครั้งก็สามารถสร้างความรำคาญ ทำให้หายใจไม่สะดวก 

อีกทั้งยังทำให้นอนหลับได้ยาก และยังทำให้คนรอบตัวไม่อยากเข้าใกล้คุณ เพราะเสมหะอาจทำให้น้ำเสียงของคุณเปลี่ยนไป และบ่งบอกถึงอาการป่วยติดเชื้อ ซึ่งการกำจัดเสมหะให้คุณหายใจได้โล่งขึ้นมีทางออกได้หลายวิธี โดยคุณอาจลองวิธีดังต่อไปนี้

1. พยายามขับน้ำมูกและเสมหะออกมา

ถึงแม้ว่าวิธีนี้อาจจะส่งเสียงดัง หรือฟังเสียงแล้วดูไม่น่าเข้าใกล้ไปหน่อย แต่การขับเสมหะออกมาเป็นวิธีการกำจัดเสมหะที่ดีที่สุด และอีกสิ่งที่ไม่ควรทำคือ อย่ากลืนเสมหะลงคอ เพราะอาจเป็นการนำเชื้อกลับเข้าสู่ระบบในร่างกายอีกครั้ง

นอกจากนี้ การกักเสมหะไว้ยามระคายคอ คัดจมูก หรือน้ำมูกไหลจะทำให้คุณรู้สึกอัดอัดได้ คุณควรพกกระดาษทิชชู่สักกล่องไว้ใกล้ๆ มือ เพื่อไว้ใช้เวลาขับน้ำมูกหรือเสมหะออกมา

2. ไอให้เสมหะออกมา

วิธีนี้เหมาะกับผู้ที่มีเสมหะอยู่ในลำคอเท่านั้น เพราะถ้ามีเสมหะค้างอยู่ในปอด คุณจะกระแอมไอไม่ได้ สำหรับวิธีไอให้เสมหะออกมาคือ 

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจ รักษา หู คอ จมูก วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 1235 บาท ลดสูงสุด 7400 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

  • สูดลมหายใจเข้าทางจมูกให้ได้มากที่สุด เพื่อที่จะให้ลมหายใจเข้าไปอยู่หลังเสมหะ โดยสังเกตจากทรวงอกที่ต้องขยายโดยไหล่ไม่ยก คอไม่ยืด แล้วกลั้นลมหายใจไว้สักครู่ 
  • จากนั้นไอให้แรงพอควร ซึ่งลมที่อยู่หลังเสมหะจะกระแทกกับเสมหะให้ขึ้นมาตามหลอดลม เมื่อเสมหะออกมาที่ปากแล้วให้ไปบ้วนทิ้งในที่ที่เหมาะสม

3. ดื่มน้ำให้มากขึ้น

เป็นอีกวิธีกำจัดเสมหะที่ทำได้ง่าย และมักจะเป็นตัวเลือกแรกๆ สำหรับวิธีแก้ปัญหาเรื่องเสมหะในหมู่ผู้ป่วยเป็นโรคหวัด เพราะการดื่มน้ำสะอาดในอุณหภูมิห้อง หรือดื่มน้ำอุ่นทุกชั่วโมงจะช่วยละลายเสมหะให้คลายความเหนียว และช่วยให้ร่างกายขับเสมหะออกมา พร้อมทั้งยังช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายไปด้วย

4. หาเครื่องดื่มอุ่นๆ มาดื่ม

นอกจากการดื่มน้ำในอุณหภูมิห้องหรือน้ำอุ่นแล้ว การดื่มน้ำขิงหรือน้ำซุปอุ่นๆ ก็ช่วยกำจัดเสมหะได้เช่นกัน เพราะอุณหภูมิน้ำที่สูงกว่าปกติจะช่วยละลายเสมหะในลำคอได้ดี

5. รับประทานอาหารรสชาติเผ็ดร้อน

หากคุณสามารถรับประทานอาหารรสเผ็ดได้ ให้ลองรับประทานอาหารรสชาติจัดจ้านดู เช่น แกงป่า ต้มยำ แกงเลียง ยำรสแซ่บ ส้มตำ หรือน้ำพริก เพราะสมุนไพรที่เป็นส่วนประกอบของอาหารเหล่านี้จะช่วยขับเสมหะ และช่วยเปิดทางให้ระบบหายใจคล่องตัวมากขึ้นได้ เช่น มะนาว มะแว้ง มะขามป้อม กระเทียม กระเจี๊ยบ สับปะรด และดีปลี แต่หากใครรับประทานอาหารรสเผ็ดไม่เก่ง ให้เปลี่ยนเป็นรับประทานแกงจืดร้อนๆ แทน

6. ใช้ไอน้ำช่วย 

การใช้ไอน้ำจะช่วยทำให้น้ำมูกและเสมหะในช่วงอก จมูก และคอแตกตัวออก ซึ่งจะทำให้เสมหะถูกขับออกจากร่างกายได้ง่ายขึ้น สำหรับวิธีทำคือ ต้มน้ำ 1 หม้อ ผสมกับน้ำมันยูคาลิปตัส 2-3 หยด จากนั้นก้มหน้าลงไปเหนือชามน้ำร้อน สูดหายใจเข้าเอาไอน้ำเข้าไปหลายๆ นาที นอกจากนี้ คุณยังสามารถใช้การอาบน้ำร้อนเพื่อช่วยให้น้ำมูกและเสมหะแตกตัวได้อีกด้วย

7. กลั้วคอด้วยน้ำเกลือ

วิธีการคือ ใช้เกลือ 1/4 ช้อนชากับน้ำอุ่น 1 แก้วใหญ่ผสมกันแล้วนำมากลั้วคอ ให้เงยหน้าขึ้นระหว่างที่กลั้วคอด้วย เกลือจะช่วยกำจัดเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดอาการอักเสบในลำคอ อีกทั้งน้ำอุ่นจะช่วยละลายเสมหะไปในตัวได้

8. ใช้ยูคาลิปตัสทา

การใช้สารจากยูคาลิปตัสในการลดการสร้างเสมหะนั้นมีมานานแล้ว โดยสามารถใช้ในรูปขี้ผึ้งหรือน้ำมันหอยระเหยก็ได้ เพียงทาที่บริเวณหน้าอกไอระเหยจะทำให้หายใจสดชื่น และเสมหะน้อยลง 

9. กลั้วคอด้วยน้ำยาบ้วนปาก

ใช้เกลือ 1 ช้อนโต๊ะกับน้ำอุ่น 1 ถ้วยผสมน้ำยาบ้วนปาก แล้วกลั้วคอไว้ 30 วินาที จากนั้นทำซ้ำอีกหลายๆ ครั้งต่อวัน วิธีนี้จะช่วยขจัดเสมหะที่ติดอยู่ในผนังของลำคอ และที่ทางเดินหายใจได้

10. หายใจเข้าออกลึกๆ

การหายใจเข้าและออกลึกๆ ติดต่อกัน 5-7 ครั้ง จะช่วยให้ถุงลมขยายใหญ่ขึ้นและฟีบลงสลับกัน โดยไม่กระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของระดับแก๊สออกซิเจนและแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ อีกทั้งยังช่วยให้ถุงลมที่มีเสมหะเกาะอยู่เคลื่อนตัว ทำให้เสมหะหลุดออกจากถุงลมและระบายสู่หลอดลมใหญ่ได้ง่าย

11. รับประทานขิง

เนื่องจากขิงใช้ในการรักษาโรคหวัดและไซนัสมานานหลายศตวรรษ เพราะมีคุณสมบัติตามธรรมชาติในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย นอกจากนี้ คุณสมบัติอีกอย่างที่เป็นที่รู้จักกันดีของขิงก็คือ ทำให้น้ำมูกที่เหนียวแตกตัวได้ โดยคุณอาจรับประทานขิงดิบ หรือขิงเชื่อมที่รสชาติไม่แรงมาก หรือจะขูดขิงสดลงในน้ำต้มเดือดแล้วทำเป็นชาสำหรับดื่มก็ได้ 

ดูแพ็กเกจตรวจสุขภาพ เปรียบเทียบราคา โปรโมชั่นล่าสุดจากโรงพยาบาลและคลินิกชั้นนำได้ที่นี่ หรือไม่พลาดทุกการอัปเดตแพ็กเกจเหล่านี้ เมื่อกดเป็นเพื่อนทางไลน์ @hdcoth และกดดาวน์โหลดแอป iOS และ Android


2 แหล่งข้อมูล
กองบรรณาธิการ HD มุ่งมั่นตั้งใจให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง โดยทำงานร่วมกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงเลือกใช้ข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือจากสถาบันต่างๆ คุณสามารถอ่านหลักการทำงานของกองบรรณาธิการ HD ได้ที่นี่
Catarrh (https://www.nhs.uk/conditions/catarrh/), 16 November 2018
Center of Disease Control and Prevention, Water & Nutrition (https://www.cdc.gov/healthywater/drinking/nutrition/index.html), 5 October 2016

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HD พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ผู้เขียนและผู้รีวิวบทความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่นำเสนอแต่อย่างใด เว้นแต่จะระบุในเนื้อหา การแนะนำสินค้าและบริการแสดงขึ้นอัตโนมัติจากระบบของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าบทความนี้มีประโยชน์มากแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ตั้งกระทู้ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลส่วนตัวของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวิดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รอยโรค (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่ดูไฟล์ได้
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เข้าถึงได้

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
บทความต่อไป