กองบรรณาธิการ HD
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HD

วัณโรค (Tuberculosis)

เผยแพร่ครั้งแรก 12 ธ.ค. 2016 อัปเดตล่าสุด 25 ส.ค. 2020 เวลาอ่านประมาณ 9 นาที

วัณโรค (Tuberculosis) เป็นโรคติดเชื้อทางอากาศ สาเหตุมาจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า ไมโคแบคทีเรียมทูเบอร์คูโลซิส (Mycobacterium tuberculosis) หรือไมโคแบคทีเรียมโบวิส (Mycobacterium bovis) 

ปกติแล้วผู้ที่ติดเชื้อวัณโรคมักไม่แสดงอาการใดๆ แต่ตัวโรคจะดำเนินต่อไป โดยแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจภูมิแพ้และภาวะแพ้วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 855 บาท ลดสูงสุด 3150 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

Ads h 3
  • การติดเชื้อระยะแรก (Primary TB Infection)
  • การติดเชื้อระยะแฝง (Latent TB Infection)
  • ระยะแสดงอาการหรือระยะอาการกำเริบ (Active Disease)

มีหลายล้านคนในโลกที่ติดเชื้อวัณโรคระยะแฝงโดยไม่เคยเข้าสู่ระยะกำเริบเลย

การติดเชื้อระยะแรก

เชื้อวัณโรคติดต่อได้จากการหายใจ ดังนั้นถ้าสูดอากาศในที่ที่มีเชื้อวัณโรคปะปนอยู่ก็อาจทำให้เกิดการติดเชื้อได้ เพราะเหตุนี้จึงทำให้ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับคนที่ติดเชื้อวัณโรคระยะกำเริบที่มักมีอาการไอ หรือจามบ่อยๆ มีโอกาสติดวัณโรคสูง

โดยทั่วไประบบภูมิคุ้มกันในร่างกายจะทำลายเชื้อแบคทีเรียทันที แต่สำหรับคนที่มีเซลล์แมคโครฟาจ (Macrophages) ซึ่งเป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่ง เซลล์ดังกล่าวจะล้อมรอบเชื้อไว้ และบังคับให้เชื้ออยู่ในภาวะสงบไม่แสดงอาการใดๆ

อย่างไรก็ตาม ในประชากรบางกลุ่ม เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ กลุ่มคนที่เพิ่งติดเชื้อวัณโรคได้ไม่นาน หรือกลุ่มคนที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ หลังจากที่ได้รับเชื้อวัณโรคไม่กี่สัปดาห์ก็อาจแสดงอาการทันที

การติดเชื้อวัณโรคระยะแฝง

เชื้อวัณโรคในระยะนี้จะอยู่ในภาวะสงบ ผู้ป่วยที่ติดเชื้อระยะนี้จะไม่มีอาการใดๆ และจะไม่สามารถแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นได้ ซึ่งสามารถตรวจพบการติดเชื้อระยะแฝงนี้ได้ด้วยการทดสอบปฏิกิริยาทางผิวหนัง (Tuberculin Skin Test) 

หรือการตรวจหาเชื้อวัณโรคในเลือดด้วยวิธีการตรวจสารอินเตอร์เฟอรอนแกมมา (Interferon-Gamma Release Assay: IGRA)

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจภูมิแพ้และภาวะแพ้วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 855 บาท ลดสูงสุด 3150 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

Ads h 3

ปัจจุบันไม่จำเป็นต้องรักษาผู้ที่ติดเชื้อวัณโรคระยะแฝงทุกราย แต่จะเลือกรักษาเฉพาะคนที่มีโอกาสเสี่ยงสูงที่เชื้อจะพัฒนาเข้าสู่วัณโรคระยะกำเริบ เช่น เช่น บุคลากรการแพทย์ ผู้ป่วยที่กำลังจะได้รับเคมีบำบัด หรือยากดภูมิคุ้มกัน เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อวัณโรคแพร่กระจายต่อไป 

ในคนปกติที่ไม่มีเชื้อเอชไอวี (HIV) มีโอกาสเพียง 10% ที่เชื้อวัณโรคระยะแฝงจะพัฒนาเป็นเชื้อวัณโรคระยะกำเริบ แต่ถ้าเป็นผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวีโอกาสที่เชื้อพัฒนาจะเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมหลายเท่า

วัณโรคระยะกำเริบ

ในระยะนี้ เชื้อโรคจะเพิ่มจำนวนและทำปฏิกิริยากับร่างกายจนทำให้เกิดอาการต่างๆ ขึ้น ซึ่งการติดเชื้อวัณโรคที่ปอดเป็นวัณโรคระยะกำเริบที่พบมากที่สุด โดยอาการที่พบ คือ

  • หายใจติดขัด
  • เจ็บหน้าอก
  • ไอ อาจจะมีเสมหะร่วมด้วยก็ได้
  • อ่อนเพลีย
  • หนาวสั่นและเหงื่อออกตอนกลางคืน
  • น้ำหนักลด
  • หายใจมีเสียงหวีด
  • ปวดตามตัว
  • มีไข้เป็นๆ หายๆ

นอกจากวัณโรคที่ปอดแล้ว ก็มีโอกาสที่จะติดเชื้อวัณโรคที่อวัยวะอื่นได้เช่นกัน เช่น ต่อมน้ำเหลือง กระดูก ข้อต่อ สมอง หรืออวัยวะภายในอื่นๆ ซึ่งอาการที่แสดงออกจะเหมือนกับอาการของวัณโรคที่ปอด และอาจจะมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย ขึ้นอยู่กับว่าติดเชื้อที่อวัยวะใด

สถิติผู้ติดเชื้อวัณโรค

หลังจากปี ค.ศ. 1940 ที่มีการคิดค้นยาสเตรปโตมัยซิน (Streptomycin) และถูกนำมาใช้ในการต้านเชื้อวัณโรคอย่างแพร่หลาย ทำให้ประเทศที่พัฒนาแล้วมีจำนวนผู้ติดเชื้อลดลงมาก

จากการเก็บสถิติของกรมควบคุมโรคของสหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ. 2013 พบสถิติการติดเชื้อวัณโรคที่น่าสนใจดังนี้

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจภูมิแพ้และภาวะแพ้วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 855 บาท ลดสูงสุด 3150 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

Ads h 3
  • 1 ใน 3 ของประชากรโลกติดเชื้อวัณโรค
  • มีประชากร 9 ล้านคนทั่วโลกป่วยจากการติดเชื้อวัณโรค
  • มีประชากร 1.5 ล้านคนทั่วโลกเสียชีวิตจากการติดเชื้อวัณโรค
  • การติดเชื้อวัณโรคเป็นสาเหตุที่ผู้ติดเชื้อเอชไอวีเสียชีวิตมากที่สุด

การแพร่กระจายของเชื้อวัณโรค

เชื้อวัณโรคสามารถติดต่อทางการสูดหายใจเอาเชื้อในอากาศเข้าไป โดยเชื้อเหล่านี้มาจากการที่ผู้ติดเชื้อวัณโรคในระยะกำเริบ ไอ จาม หรือพูด ทำให้มีละอองฝอยเล็กๆ ที่มีเชื้อทูเบอร์คูโลซิสแฝงอยู่ลอยมาในอากาศ 

โดยเชื้อนี้สามารถลอยอยู่ในอากาศได้นานหลายชั่วโมง และผู้ที่สูดอากาศส่วนนี้เข้าไปก็จะได้รับเชื้อวัณโรคนั่นเอง

วัณโรคปอด (Pulmonary Tuberculosis)

ปอดเป็นอวัยวะที่ติดเชื้อวัณโรคได้ง่ายที่สุดในร่างกายเรียกภาวะนี้ว่า “วัณโรคปอด” ถ้าติดเชื้อวัณโรคที่อวัยวะอื่นที่ไม่ใช่ปอดจะเรียกว่าการติดเชื้อวัณโรคนอกปอด (Extrapulmonary Tuberculosis) 

อาการของวัณโรคที่ปอด

  • ระยะแรกจะมีการไอแห้งๆ เพียงอย่างเดียว และมีอาการมากขึ้นเมื่อเนื้อปอดเป็นโรคมากขึ้น
  • ระยะต่อมาเวลาไอจะมีเสมหะติดออกมาด้วย และมักมีอาการไข้ต่ำๆ โดยเฉพาะในตอนเย็นและตอนกลางคืน
  • ระยะที่เป็นโรคมาก อาจมีอาการหายใจหอบ ไอแบบมีเสมหะปนเลือด หรือถึงขั้นไอเป็นลิ่มเลือดได้
  • หากเชื้อลามไปติดที่เยื่อหุ้มปอดอาจมีน้ำเกิดขึ้นในช่องปอด และมีอาการเจ็บหน้าอก ซึ่งน้ำที่เกิดในช่องปอดจะทำให้เกิดอาการหอบมากยิ่งขึ้น
  • อาการอื่นๆ ที่พบได้บ่อยคือ อ่อนเพลีย รู้สึกเบื่ออาหาร น้ำหนักตัวลดลง และมีเหงื่อออกมากในตอนกลางคืน

การติดเชื้อวัณโรคนอกปอด

การติดเชื้อวัณโรคนอกปอดเกิดจากการที่เชื้อแพร่ผ่านทางเส้นเลือดไปยังอวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกาย การติดเชื้อดังกล่าวจะทำให้เกิดอาการต่างๆ มากมายขึ้นอยู่กับตำแหน่งอวัยวะที่ติดเชื้อ

อาการวัณโรคนอกปอดในอวัยวะต่างๆ

  • ที่ช่องท้อง มีอาการท้องบวม ปวดท้อง

  • กระเพาะปัสสาวะ มีอาการปัสสาวะบ่อย หรือปัสสาวะแสบขัด หรือมีเลือดปนกับปัสสาวะ

  • กระดูก มีอาการปวดตามกระดูก

  • ศีรษะ มีอาการปวดหัว คลื่นไส้อาเจียน ง่วงนอน ซึม และอาการคอแข็ง (Stiff Neck)

  • ข้อ มีอาการปวด บวม และข้อติด

  • ไต มีอาการปวดบริเวณสีข้าง เลือดออกปนกับปัสสาวะ และปัสสาวะบ่อยขึ้น

  • ต่อมน้ำเหลือง มีอาการบวมแดงบริเวณต่อมน้ำเหลือง

  • เยื่อหุ้มหัวใจ มีอาการเส้นเลือดที่คอโป่งพอง หายใจลำบาก และเจ็บแน่นหน้าอก

  • อวัยวะสืบพันธุ์เพศชาย มีก้อนโตที่ถุงอัณฑะ

  • อวัยวะสืบพันธุ์เพศหญิง ทำให้มีบุตรยาก ปวดอุ้งเชิงกราน และเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด

  • กระดูกสันหลัง ทำให้กระดูกสันหลังผิดรูป ปวดบริเวณกระดูกสันหลัง และอ่อนแรงที่ขาทั้งสองข้าง

วัณโรคระยะแพร่กระจาย (Miliary TB)

วัณโรคระยะแพร่กระจาย เป็นภาวะฉุกเฉินของการติดเชื้อวัณโรค เนื่องจากเชื้อวัณโรคจำนวนมากได้แพร่กระจายไปยังอวัยวะต่างๆ ผ่านทางเส้นเลือด ซึ่งพบบ่อยในผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง จำเป็นต้องได้รับการดูแลโดยแพทย์อย่างใกล้ชิด

อาการแสดงของวัณโรคระยะแพร่กระจายจะใกล้เคียงกับวัณโรคระยะอื่นๆ คือ อ่อนเพลีย น้ำหนักลด มีไข้ตัวสั่น อ่อนแรง และหายใจลำบาก ทำให้การวินิจฉัยวัณโรคข้าวฟ่างเป็นไปได้ยากมากขึ้น หากการวินิจฉัยภาวะดังกล่าวล่าช้า เมื่อเอกซเรย์หน้าอกจะเห็นเป็นจุดเล็กๆ มากมายกระจายไปทั่วทั้งปอดแล้ว

เมื่อไรที่ควรไปพบแพทย์

หลังจากผู้ป่วยสูดดมเชื้อวัณโรคเข้าสู่ร่างกายผ่านการหายใจ เชื้อวัณโรคมักไปฟักตัวอยู่ที่ปอดกลีบบน ซึ่งเป็นส่วนที่มีออกซิเจนมากที่สุด ซึ่งก็มีเพียง 1 ใน 10 ของผู้รับเชื้อที่จะมีโอกาสติดเชื้อ

ปกติเชื้อวัณโรคมีระยะฟักตัวอยู่ที่ 4-8 สัปดาห์ อีกทั้งในระยะเริ่มแรกจะทำให้เกิดการติดเชื้อเพียงเล็กน้อย ซึ่งแทบจะไม่มีอาการปรากฏให้เห็น 

แต่หากพบว่ามีอาการไอติดต่อกันเป็นเวลา 2 สัปดาห์ หรือไอมีเสมหะปนเลือด ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัย และรักษาก่อนที่อาการจะลุกลามไปมากกว่าเดิม 

ทั้งนี้หากคุณเป็นคนที่มีสุขภาพแข็งแรงและมีภูมิคุ้มกันโรคดี เชื้อวัณโรคจะยังไม่ก่อให้เกิดอันตรายใดๆ แต่หากร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอลง เชื้อวัณโรคก็จะถูกกระตุ้นให้เกิดโรคขึ้นได้

ปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นวัณโรค

  • บุคคลใกล้ชิดเป็นผู้ติดเชื้อวัณโรคระยะกำเริบ

  • การติดเชื้อเอชไอวี
  • การต้องโทษจำคุก
  • การใช้สารเสพติด
  • การใช้ยาสเตียรอยด์เป็นเวลานาน

  • ผู้ป่วยที่กำลังล้างไต

  • ผู้ป่วยที่เคยเปลี่ยนถ่ายอวัยวะ และกำลังรับประทานยากดภูมิคุ้มกัน

การตรวจวินิจฉัยวัณโรค

เมื่อผู้ป่วยมีลักษณะอาการตรงตามอาการของผู้ที่ป่วยเป็นวัณโรค เช่น ไอเรื้อรังติดต่อกันเกิน 3 สัปดาห์ มีไข้โดยไม่ทราบสาเหต และน้ำหนักตัวลด 

แพทย์จะตรวจวินิจฉัยวัณโรคปอด ซึ่งการตรวจวินิจฉัยนั้นสามารถทำโดยการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ได้แก่

  • การเอกซเรย์ปอด การเอกซเรย์ปอดเป็นวิธีที่ช่วยให้ตรวจพบความผิดปกติของปอดที่เข้าข่ายลักษณะของวัณโรคปอดได้ เช่น พบการอักเสบของปอดบริเวณปอดกลีบบน เนื่องจากเป็นส่วนที่ได้รับออกซิเจนมากที่สุด เป็นต้น

  • การย้อมสีวัณโรคจากเสมหะ การย้อมสีวัณโรคจากเสมหะ คือการเก็บเสมหะตอนตื่นนอน 3 วันติดต่อกัน และนำไปตรวจในห้องปฏิบัติการ ซึ่งสามารถรู้ผลการตรวจได้ภายใน 30 นาที

    มีข้อเสียคือ มีโอกาสตรวจพบเชื้อวัณโรคได้เพียงครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยเท่านั้น ดังนั้นแม้ผู้ป่วยจะเคยตรวจวัณโรคด้วยวิธีนี้ และไม่พบการติดเชื้อวัณโรคในเสมหะ ก็ยังไม่อาจยืนยันได้ว่าไม่ได้ป่วยเป็นวัณโรคปอด

  • การเพาะเชื้อวัณโรคจากเสมหะ การเพาะเชื้อวัณโรคจากเสมหะนั้น จะถูกนำมาใช้หลังแพทย์ตรวจไม่พบเชื้อด้วยวิธีการย้อมสีวัณโรค มีข้อดีคือ สามารถตรวจพบเชื้อได้สูงถึง 80–90% แต่มีข้อเสียคือ ใช้ระยะเวลาในการรอผลตรวจนานเกินไป (ประมาณ 2 เดือนจึงจะทราบผล)

การรักษาวัณโรค

การรักษาวัณโรคจะต้องรักษาโดยแพทย์แผนปัจจุบันเท่านั้น โดยวัณโรคเป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ต้องใช้เวลานานเป็นปี หรือ 2 ปี ผู้ป่วยจึงต้องมีความอดทน และต้องปฏิบัติตัวตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ไม่ควรหยุดการรักษาด้วยแพทย์ไม่ได้สั่ง

ข้อควรปฏิบัติตัวของผู้ป่วยวัณโรคขณะทำการรักษา

  • กินยาวัณโรคตามที่แพทย์แนะนำจนครบกำหนด ไปพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันเชื้อดื้อยา

  • หากผู้ป่วยเกิดอาการผิดปกติหลังจากเริ่มรับประทานยาวัณโรค เช่น อาเจียน ปวดข้อ และมีผื่น ให้รีบไปพบแพทย์โดยด่วน เพื่อปรับยาให้เหมาะสม

  • ในช่วงแรกของการรักษา (โดยเฉพาะในช่วง 2 สัปดาห์แรก) ถือว่าเป็นระยะแพร่เชื้อ ผู้ป่วยควรอยู่เฉพาะในบ้านเท่านั้น โดยอยู่ในห้องที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก ควรแยกห้องนอน หากมีความจำเป็นต้องออกไปข้างนอกให้สวมหน้ากากอนามัยด้วย

  • ปิดปากทุกครั้งเวลาไอหรือจาม

  • งดสิ่งเสพติดทุกชนิด เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่

  • กินอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เช่น ผัก ผลไม้ ไข่ และเนื้อสัตว์

  • พักผ่อนให้เพียงพอ

  • ผู้ใกล้ชิดควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกาย และเอกซเรย์ปอด โดยเฉพาะเด็กเล็ก

สาเหตุของการรักษาวัณโรคล้มเหลว

สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากผู้ป่วยที่ไม่ปฏิบัติตัวอย่างเคร่งครัดตามคำสั่งของแพทย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องทำในระยะยาว จากสถิติแล้วผู้ป่วยรายใหม่มีโอกาสรักษาให้หายขาดได้มากกว่าผู้ป่วยรายเก่าที่เคยได้รับการรักษาไปแล้ว แต่รับการรักษาไม่ครบ และกลับมารักษาใหม่ เนื่องจากเชื้อดื้อยา

ผู้ป่วยวัณโรคจำเป็นต้องนอนโรงพยาบาลหรือไม่

ในขั้นตอนของการรักษานั้น ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล แต่ต้องรับประทานยาให้ครบตามที่แพทย์สั่ง และมาพบแพทย์ตามนัดหมายอย่างสม่ำเสมอ

การป้องกันวัณโรค

  • ปกติแล้วจะมีการตรวจคัดกรองหาเชื้อวัณโรคในบุคลากรการแพทย์ทุกคน โดยตรวจตั้งแต่ก่อนรับเข้าทำงาน และตรวจติดตามต่อเนื่องทุกปี

  • ที่พักอาศัยบางแห่งจะมีการตรวจหาเชื้อวัณโรค เช่น บ้านพักคนชรา สมาชิกที่จะย้ายเข้ามาใหม่ทุกรายต้องได้รับการตรวจหาเชื้อวัณโรค โดยการถ่ายภาพรังสีทรวงอก ซึ่งเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในการตรวจหาวัณโรคระยะกำเริบ

นอกจากนี้ก็ยังมีวิธีการอื่นๆ ที่ป้องกันไม่ให้เชื้อวัณโรคแพร่กระจายได้ เช่น

  • ทำให้อากาศในอาคารถ่ายเทสะดวก เพื่อลดปริมาณเชื้อโรคในอาคาร
  • ติดตั้งแสงอัลตราไวโอเล็ต (Ultraviolet) ในบริเวณที่บุคคลซึ่งอาจมีเชื้อวัณโรคอยู่รวมกัน เพื่อฆ่าเชื้อวัณโรคในอากาศ
  • รักษาผู้ป่วยที่ติดเชื้อวัณโรคในระยะแฝงให้หายขาด ก่อนที่จะกลายเป็นการติดเชื้อในระยะกำเริบ

วัคซีนป้องกันการติดเชื้อวัณโรค

ในประเทศที่พบผู้ติดเชื้อวัณโรคมากมักจะใช้วัคซีนบีซีจี (Bacille Calmette-Guerin: BCG) ซึ่งเป็นหนึ่งใน 9 วัคซีนที่เด็กทุกคนต้องได้รับอยู่แล้ว เพื่อป้องกันการติดเชื้อวัณโรคชนิดรุนแรง เช่น การติดเชื้อวัณโรคที่เยื่อหุ้มสมอง

Q&A

1. ยาวัณโรคต้องรับประทานให้ครบ 6 เดือน ถึงแม้ว่าเราจะตรวจไม่เจอเชื้อแล้วใช่ไหม

คำตอบ ถูกต้องแล้ว การรักษาวัณโรคจำเป็นต้องใช้ยาอย่างเคร่งครัด และรับประทานทุกวันอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้จะรู้สึกว่าอาการดีขึ้น หรือไม่มีอาการแล้วก็ตาม ห้ามเพิ่ม ลด หรือหยุดยาเองโดยไม่มีคำสั่งจากแพทย์ นอกจากนี้ ผู้ป่วยวัณโรคควรดูแลตัวเอง และป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่กระจายไปสู่ผู้อื่นด้วย - ตอบโดย ศิรินทิพย์ ผอมน้อย (นักจิตวิทยาคลินิก)

2. คุณแม่ป่วยเป็นโรคปอด และคุณหมอที่ร.พ.พุทธชินราช บอกว่าคุณแม่เป็นวัณโรค แต่พอรับประทานยารักษาเกี่ยวกับวัณโรคแล้วมีอาการข้างเคียง ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร ควรหยุดยาหรือทำอย่างไรดี

คำตอบที่ 1 เป็นผลข้างเคียงของยา ถ้าอาเจียนจนรับประทานอาหารไม่ได้เลยควรไปโรงพยาบาล ซึ่งแพทย์อาจจะพิจารณาให้นอนโรงพยาบาลและให้น้ำเกลือ - ตอบโดย วลีรักษ์ จันทร (พว.)

คำตอบที่ 2 อาจจะต้องไปตรวจที่โรงพยาบาล เนื่องจากถ้ารับประทานยาวัณโรคแล้วมีอาการคลื่นไส้อาเจียนเยอะ อาจจะมีค่าตับที่ผิดปกติได้ ในบางรายอาจจะต้องหยุดยาที่ทำให้ค่าตับขึ้น หรือเปลี่ยนสูตรยา แนะนำให้ไปตรวจ ยิ่งเร็วเท่าไรก็ยิ่งดี - ตอบโดย Nawaporn Le. (Dr.)

คำตอบที่ 3 ควรรับประทานยาให้ครบตามกำหนดเพื่อไม่ให้เกิดการดื้อยา สำหรับผลข้างเคียงนั้น ถ้ามีอาการมากแนะนำให้ปรึกษาแพทย์ที่ดูแล เพื่อที่แพทย์จะได้ปรับยา หรือให้ยาแก้อาการเหล่านั้น - ตอบโดย นิชดา พงษ์ธัญญกรณ์ (พญ.)

3. กินยารักษาวัณโรคแล้วมีผื่นขึ้น ผิดปกติหรือไม่

คำตอบ อาจเป็นอาการแพ้ยาวัณโรค ควรงดยา และรีบกลับไปพบแพทย์ที่ให้การรักษาอยู่ เพื่อการวินิจฉัยที่แน่นอนอีกครั้ง - ตอบโดย Dr.Chaiwat J. (หมอเปี๊ยก) (นพ.)

4. วัณโรค ถ้าเป็นแล้วสามารถกลับมาเป็นอีกได้หรือไม่ อะไรเป็นพาหะที่สำคัญที่สุด

คำตอบ วัณโรคเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย โดยทั่วไปสามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ก็มีโอกาสที่ผู้ป่วยวัณโรคกลับมาเป็นซ้ำได้ด้วย ขึ้นอยู่กับสาเหตุต่างๆ เช่น สภาพความแข็งแรงของผู้ป่วย สภาพแวดล้อม ดังนั้น แม้รักษาหายขาดแล้ว แพทย์ก็จะนัดมาติดตามเป็นระยะๆ 

ถ้าผู้ป่วยได้รับการรักษา และได้รับยาตั้งแต่ 2 สัปดาห์ไปแล้ว โอกาสแพร่เชื้อจะน้อยมาก แน่นอนว่าการติดเชื้อวัณโรคขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของแต่ละบุคคลด้วย เพราะถ้าร่างกายแข็งแรง และเคยได้รับวัคซีนบีซีจีมาก่อน ร่างกายก็จะสามารถกำจัด และจัดการกับเชื้อวัณโรคได้ - ตอบโดย Dr.Chaiwat J. (หมอเปี๊ยก) (นพ.)

5. คนป่วยเป็นวัณโรคบางรายที่มีอาการปวดตามข้อ และมีอาการบวมร่วมด้วย สาเหตุมาจากอะไร

คำตอบ การปวดข้อที่พบอาจเกิดจากยารักษาวัณโรคบางตัว - ตอบโดย สุเทพ สุขนพกิจ (นพ.)

6. ถ้าเราต้องอยู่ร่วมกับผู้ป่วยวัณโรคปอด และผู้ป่วยไม่ได้ปิดปากตลอดเวลา อยากทราบว่าอัตราเสี่ยงที่จะติดโรคนี้มีมากไหม และการติดเชื้อขึ้นอยู่กับสภาวะร่างกายเราหรือไม่

คำตอบ ถือว่าเสี่ยงมาก ทั้งนี้การได้รับเชื้ออาจจะยังไม่ป่วยในทันที แต่ถ้าหากร่างกายอ่อนแอก็จะมีโอกาสป่วยเป็นโรคมากขึ้น - ตอบโดย สุเทพ สุขนพกิจ (นพ.)

7. ถ้าหมอบอกว่ากำลังใกล้จะเป็นวัณโรคระยะ 3 แล้ว แสดงว่าอันตรายมากไหม รักษาหายได้อยู่หรือไม่

คำตอบ ระยะแสดงอาการ หรือระยะอาการกำเริบ หมายความว่าเป็นระยะที่แสดงอาการออกมา และสามารถแพร่เชื้อได้ อย่างไรก็ตาม วัณโรคเป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ถ้ารับประทานยาปฏิชีวนะครบตามระยะเวลาที่แพทย์สั่ง แต่ถ้าไม่รักษาก็อันตรายถึงชีวิตได้เช่นกัน - ตอบโดย นิชดา พงษ์ธัญญกรณ์ (พญ.)

8. ยาวัณโรคมีผลต่อเด็กในครรภ์กี่เปอร์เซ็นต์

คำตอบ การใช้ยาวัณโรคในหญิงตั้งครรภ์ และหญิงให้นมบุตร สามารถให้การรักษาเหมือนคนทั่วไป ยกเว้นยาสเตรปโตมัยซิน (Streptomycin) ซึ่งทำให้เกิดพิษต่อหูของเด็กในครรภ์ได้ จึงห้ามให้ในหญิงตั้งครรภ์ ส่วนหญิงให้นมบุตรสามารถให้นมบุตร และอยู่ร่วมกันกับบุตรได้ แต่มารดาควรใช้ผ้าปิดปากเวลาไอ หรือจาม เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อวัณโรค - ตอบโดย Nawaporn Le. (Dr.)


23 แหล่งข้อมูล
กองบรรณาธิการ HD มุ่งมั่นตั้งใจให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง โดยทำงานร่วมกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงเลือกใช้ข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือจากสถาบันต่างๆ คุณสามารถอ่านหลักการทำงานของกองบรรณาธิการ HD ได้ที่นี่
health.nsw.gov.au, ข้อมูลเกี่ยวกับวัณโรค (ทีบี) สำหรับผู้ติดต่อ ( https://www.health.nsw.gov.au/Infectious/tuberculosis/Documents/Language/TB-Contacts-Information-Tha.pdf )

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HD พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ผู้เขียนและผู้รีวิวบทความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่นำเสนอแต่อย่างใด เว้นแต่จะระบุในเนื้อหา การแนะนำสินค้าและบริการแสดงขึ้นอัตโนมัติจากระบบของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าบทความนี้มีประโยชน์มากแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ดูคำถามและคำตอบอื่นๆ ที่เกี่ยวกับอาการนี้
เป็นไข้หวัดใหญ่ชนิดเดียวกันในช่วงๆเวลาใกล้กันได้หรือไม่คะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ที่มีใบอนุญาต (คำตอบนี้เป็นการให้คำแนะนำเบื้องต้น ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค หรือการรักษา)
สงสัยคะทำไมคนไข้ส่วนใหญ่จะติดเชื้อในกระแสเลือดคะ
คำถามนี้ได้การตอบจากพยาบาลผู้เชี่ยวชาญ
เชื้อ HPV เกิดขึ้นได้อย่างไร และสามารถติดต่อกันทางเพศสัมพันธ์ได้หรือไม่ ถ้าได้..สามารถตรวจเช็คได้ทางไหนบ้าง
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ที่มีใบอนุญาต (คำตอบนี้เป็นการให้คำแนะนำเบื้องต้น ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค หรือการรักษา)
ปัญหาสิวในวัย30+
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ที่มีใบอนุญาต (คำตอบนี้เป็นการให้คำแนะนำเบื้องต้น ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค หรือการรักษา)
เรื่องความเข้มข้นของเลือดในการบริจาคเลือดค่ะ เคยบริจาคได้ แต่สองสามปีมานี้ ทั้งพักผ่อน อกล ก็ยังไม่สามารถบริจาคเลือดได้ค่ะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ที่มีใบอนุญาต (คำตอบนี้เป็นการให้คำแนะนำเบื้องต้น ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค หรือการรักษา)
การใส่เหล้ก จำเป้นไหมไม่ที่ไม่ผ่าออก
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ที่มีใบอนุญาต (คำตอบนี้เป็นการให้คำแนะนำเบื้องต้น ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค หรือการรักษา)
หากคุณยังมีคำถาม ส่งคำถามให้คุณหมอตอบได้ที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลส่วนตัวของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวิดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รอยโรค (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่ดูไฟล์ได้
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เข้าถึงได้

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม