กองบรรณาธิการ HD
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HD
ทีมแพทย์ HD
ตรวจสอบความถูกต้องโดย
ทีมแพทย์ HD

โรคเหงือกอักเสบ (Gingivitis) คืออะไร ?

เรียนรู้ว่าโรคเหงือกอักเสบคืออะไร และจะรักษาหรือป้องกันได้อย่างไร
เผยแพร่ครั้งแรก 7 ต.ค. 2017 อัปเดตล่าสุด 17 พ.ย. 2020 ตรวจสอบความถูกต้อง 8 พ.ค. 2019 เวลาอ่านประมาณ 3 นาที
โรคเหงือกอักเสบ (Gingivitis) คืออะไร ?

หากคุณรู้สึกระคายเคืองที่เหงือก เหงือกแดงและบวม นั่นอาจเป็นสัญญาณของโรคเหงือกอักเสบ (Gingivitis) ซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวกับเหงือกที่พบบ่อยที่สุด แม้อาการของเหงือกอักเสบจะไม่รุนแรงนัก แต่ก็ไม่ควรละเลย เพราะเมื่อนานไปอาจยิ่งมีอาการรุนแรงขึ้น จนทำให้สูญเสียฟันได้

โรคเหงือกอักเสบมักเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เนื่องจากละเลยการดูแลรักษาความสะอาดของช่องปาก ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาอาจกลายเป็นโรคปริทันต์ ซึ่งเป็นการติดเชื้ออย่างรุนแรงของเหงือก ส่งผลกระทบต่อเนื้อเยื่อและกระดูกบริเวณรอบๆ ฟัน ทำให้ฟันโยกและหลุดไปในที่สุด

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจ DNA วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 5605 บาท ลดสูงสุด 3895 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

Ads h 53

อาการของโรคเหงือกอักเสบ

โดยปกติ เหงือกที่มีสุขภาพดีจะมีสีชมพูอ่อนๆ มีความแข็งแรง และขอบเงือกเรียบติดกับฟัน แต่หากคุณสังเกตถึงอาการผิดปกติของเหงือกและฟันดังต่อไปนี้ ก็เป็นไปได้ว่าคุณกำลังมีอาการเหงือกอักเสบ

  • เหงือกบวม
  • เหงือกมีแดงออกดำคล้ำ
  • เมื่อสัมผัสเหงือกดูรู้สึกเจ็บ
  • เหงือกร่น
  • มีเลือกออกตามไรฟันบ่อยๆ หลังจากแปรงฟันหรือใช้ไหมขัดฟัน
  • มีกลิ่นปาก
  • ฟันโยก
  • มีอาการเสียวฟัน

สาเหตุของโรคเหงือกอักเสบ

เหงือกอักเสบมักเกิดจากการขาดสุขอนามัยในการดูแลช่องปากและฟัน ทำให้คราบสกปรกและแบคทีเรียก่อตัวขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นคราบหินปูนตามซอกเหงือก ซึ่งหินปูนเหล่านี้เป็นแหล่งสะสมของแบคทีเรียจำนวนมาก และเมื่อนานไปก็สร้างความระคายเคืองให้เนื้อเยื่อเหงือกบริเวณรอบๆ ฟัน ทำให้เกิดการอักเสบขึ้นในที่สุด นำมาซึ่งอาการเหงือกบวม และมีเลือดออกตามไรฟันหลังจากแปรงหรือใช้ไหมขัดฟัน

นอกจากนี้ ปัจจัยบางอย่างก็อาจทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคเหงือกอักเสบได้มากขึ้น เช่น

  • การแปรงฟันอย่างไม่ถูกต้อง หรือแปรงไม่บ่อยเท่าที่ควร
  • การมีฟันคุด การจัดฟัน หรือการใส่อุปกรณ์ต่างๆ ในช่องปาก อาจเอื้อให้เกิดคราบแบคทีเรียสะสมมากขึ้น
  • การมีฟันเกหรือฟันซ้อน
  • การใช้ยาบางอย่างที่ทำให้เกิดภาวะน้ำลายแห้ง (Xerostomia) หรือทำให้เหงือกบวมโตขึ้น
  • การสูบบุหรี่
  • โรคเบาหวานการขาดสารอาหารบางชนิด เช่น วิตามินซี เป็นต้น
  • การตั้งครรภ์และการใช้ยาคุมกำเนิด
  • ภาวะที่ส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาว โรคติดเชื้อเอชไอวี หรือโรคเอดส์ และการเข้ารับการรักษาโรคมะเร็ง
  • การติดเชื้อไวรัสและการติดเชื้อรา
  • ปัจจัยทางพันธุกรรม

การวินิจฉัยโรคเหงือกอักเสบ

หากสังเกตถึงอาการผิดปกติในช่องปากและฟันดังข้างต้น คุณควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจรักษา โดยเบื้องต้นทันตแพทย์จะสอบถามถึงอาการและประวัติการรักษาโรคต่างๆ ของผู้ป่วย รวมถึงโรคภายในช่องปาก จากนั้นจะตรวจดูฟัน เหงือก ลิ้น และภายในช่องปากเพื่อดูคราบหินปูนหรือหาลักษณะของโรคเหงือกอักเสบ และตรวจเหงือก ซึ่งจะทำโดยการใช้เครื่องมือวัดความลึกของร่องเหงือก รอบๆ ตัวฟัน ปกติจะมีค่าอยู่ที่ 1 - 3 มิลลิเมตร ถ้ามากกว่า 3 มิลลิเมตร เเสดงว่าเริ่มมีโรคเหงือกอักเสบ นอกจากนี้อาจมีการถ่ายภาพรังสีเพื่อดูกระดูกบริเวณรอบตัวฟันว่าปกติดีหรือไม่ รวมทั้งตรวจหาสาเหตุของอาการเหงือกอักเสบด้วยวิธีอื่นๆ หรือในกรณีที่อาการรุนแรง อาจต้องส่งตัวผู้ป่วยไปพบแพทย์เฉพาะทางด้านโรคเหงือก

การรักษาโรคเหงือกอักเสบ

การรักษาที่ทันท่วงทีสามารถช่วยให้เหงือกของคุณกลับมามีสุขภาพดีเหมือนเดิม รวมทั้งช่วยป้องกันโรคปริทันต์และการสูญเสียฟัน ทันแพทย์จะให้การรักษาโดยเริ่มจากการทำความสะอาดคราบสกปรกและหินปูนที่สะสมอยู่ออกไป และอาจให้ใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อรักษาอาการติดเชื้อด้วย รวมทั้งแนะนำให้ผู้ป่วยดูแลสุขภาพช่องปากอย่างต่อเนื่องที่บ้านเป็นประจำ 

ส่วนผู้ที่มีปัญหาเหงือกอักเสบเนื่องจากการใส่สะพานฟัน ฟันปลอม หรือการจัดฟัน ทำให้เกิดการระคายเคืองหรือทำความสะอาดได้ยาก แพทย์อาจแนะนำให้แก้ไขที่ปัญหาเหล่านี้ ทั้งนี้ หลังจากรับการรักษาเรียบร้อยแล้ว คุณควรไปพบทันตแพทย์เพื่อติดตามอาการและตรวจสุขภาพฟันเป็นประจำ ซึ่งจะช่วยควบคุมปัญหาโรคเหงือกได้อย่างสมบูรณ์

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจ DNA วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 5605 บาท ลดสูงสุด 3895 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

Ads h 53

ภาวะแทรกซ้อนของโรคเหงือกอักเสบ

หากคุณละเลยและไม่เข้ารับการรักษาอย่างเหมาะสม โรคเหงือกอักเสบจะยิ่งรุนแรงและกลายเป็นโรคปริทันต์อักเสบ ซึ่งต่างจากเหงือกอักเสบตรงที่ไม่สามารถรักษาให้กลับมาเป็นปกติได้ และมักเป็นสาเหตุของการสูญเสียฟัน

นอกจากนี้ มีแนวโน้มที่โรคเหงือกอักเสบเรื้อรังอาจมีความเกี่ยวข้องกับโรคร้ายแรงอื่นๆ เช่น เบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด ลมชัก และโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์โดยมีงานวิจัยชี้ว่าแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคปริทันต์อักเสบนั้นสามารถเดินทางผ่านเนื้อเยื่อเหงือกเข้าสู่กระแสเลือด และส่งผลกระทบต่อหัวใจ ปอด และส่วนอื่นๆ ของร่างกายได้ 

การป้องกันโรคเหงือกอักเสบ

การดูแลสุขอนามัยช่องปากเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยปกป้องคุณจากโรคเหงือกอักเสบ ซึ่งทำได้ง่ายๆ ตามคำแนะนำต่อไปนี้

  • แปรงฟันให้สะอาดอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง หลังจากตื่นนอนและก่อนนอน และใช้ไหมขัดฟันอย่างน้อยวันละครั้ง หรือถ้าจะให้ดีก็ควรแปรงฟันหลังอาหารทุกมื้อ
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบถ้วน เพื่อป้องกันการขาดสารอาหารต่างๆ
  • หลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง เพราะจะทำให้มีแบคทีเรียสะสมตามช่องปากและฟันจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ป่วยเบาหวาน
  • ไปพบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพฟันเป็นประจำทุก 6-12 เดือน หากคุณมีความเสี่ยงเกิดโรคเหงือก ทันตแพทย์จะให้คำแนะนำคุณเกี่ยวกับการป้องกันได้

2 แหล่งข้อมูล
กองบรรณาธิการ HD มุ่งมั่นตั้งใจให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง โดยทำงานร่วมกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงเลือกใช้ข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือจากสถาบันต่างๆ คุณสามารถอ่านหลักการทำงานของกองบรรณาธิการ HD ได้ที่นี่
Christine Frank, Gum disease (Gingivitis) (https://www.healthline.com/hea...), 13 November 2017.
Gingivitis (https://www.mayoclinic.org/dis...), 4 April 2017

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HD พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ผู้เขียนและผู้รีวิวบทความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่นำเสนอแต่อย่างใด เว้นแต่จะระบุในเนื้อหา การแนะนำสินค้าและบริการแสดงขึ้นอัตโนมัติจากระบบของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าบทความนี้มีประโยชน์มากแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ตั้งกระทู้ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลส่วนตัวของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวิดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รอยโรค (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่ดูไฟล์ได้
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เข้าถึงได้

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
บทความต่อไป