โรคหลอดเลือดสมอง โรคที่มีอันตรายอย่างยิ่งถึงชีวิต ป้องกันไว้ดีกว่ารักษา

เผยแพร่ครั้งแรก 28 มี.ค. 2017 อัปเดตล่าสุด 15 ส.ค. 2020 เวลาอ่านประมาณ 4 นาที
โรคหลอดเลือดสมอง โรคที่มีอันตรายอย่างยิ่งถึงชีวิต ป้องกันไว้ดีกว่ารักษา

โรคหลอดเลือดสมอง คือภาวะที่สมองขาดเลือดไปเลี้ยงเนื่องจากหลอดเลือดตีบตันหรือหลอดเลือดแตก เป็นเหตุให้เนื้อเยื่อในสมองนั้นถูกทำลายลง ส่งผลให้การทำงานของสมองหยุดชะงักและอาจรุนแรงถึงขั้นทำให้เสียชีวิตได้

ความผิดปกติของหลอดเลือดสมองเป็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นจากอาการสมองขาดเลือด โดยแบ่งได้ 2 ประเภทดังนี้

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
เข้าร่วมงานวิจัยทางการแพทย์วันนี้

ค้นหางานวิจัยที่คุณสามารถเข้าร่วมได้ เพื่อรับการรักษาใหม่ที่อาจทำให้อาการของคุณดีขึ้น และเป็นส่วนหนึ่งในการทำดีเพื่อสังคม

E02
  1. หลอดเลือดสมองตีบหรือเกิดอุดตัน (Ischemic stroke) สามารถพบได้ถึง 80% ของโรคหลอดเลือดสมอง เกิดจากลิ่มเลือดที่ก่อตัวขึ้นจากบริเวณอื่นของร่างกายไหลตามกระแสเลือดจนเข้าไปอุดตันที่เส้นเลือดของสมอง หรืออาจจะเกิดลิ่มเลือดก่อตัวขึ้นในเส้นเลือดสมอง และได้ขยายขนาดจนใหญ่ขึ้นและอุดตันเส้นเลือดของสมอง ส่วนสาเหตุที่ทำให้เส้นเลือดของสมองเกิดการตีบตันนั้นอาจจะเกิดจากการสะสมของไขมันในเส้นเลือด ทำให้เส้นเลือดแคบลง ความยืดหยุ่นและความสามารถในการลำเลียงเลือดลดน้อยลง 
  2. หลอดเลือดสมองปริแตกหรือเกิดการฉีกขาด (Hemorrhagic stroke) สามารถพบได้ 20% ของโรคหลอดเลือดสมอง มีสาเหตุจากเส้นเลือดเกิดความเปราะบาง ร่วมกับโรคความดันโลหิตสูง ทำให้บริเวณดังกล่าวเกิดการโป่งพองและแตกออก หรืออาจจะเกิดจากเส้นเลือดสูญเสียความยืดหยุ่นจากการสะสมของไขมันในเส้นเลือด จึงทำให้เส้นเลือดปริแตกได้ง่าย ส่งผลให้ปริมาณที่เลือดจะไปเลี้ยงสมองเกิดการลดลงอย่างเฉียบพลัน และเมื่อเส้นเลือดปริแตก ก็อาจทำให้เกิดเลือดออกในสมองได้ ส่งผลให้ผุ้ป่วยเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง

ปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคหลอดเลือดสมองนั้นมีหลายสาเหตุด้วยกัน แบ่งออกเป็นแบบหลักๆ ได้แก่ ปัจจัยเสี่ยงที่ไม่สามารถป้องกันได้ และปัจจัยเสี่ยงที่ป้องกันได้

1. ปัจจัยเสี่ยงที่ไม่สามารถป้องกันได้

  • อายุ: เมื่ออายุมากขึ้น เป็นปกติที่หลอดเลือดก็จะเสื่อมตามอายุไปด้วยเช่นกัน โดยผิวชั้นในของหลอดเลือดจะหนาและแข็งขึ้นเพราะสาเหตุจากคราบหินปูนและไขมันมาเกาะ ทำให้ช่องทางที่เลือดไหลผ่านแคบลงเรื่อยๆ
  • เพศ: ได้มีการค้นพบว่าเพศชายนั้นมีความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองมากกว่าเพศหญิง
  • ภาวะการแข็งตัวของเลือดเร็วกว่าปกติ: จะส่งผลให้เกิดการจับตัวกันของเลือดและเกิดลิ่มเลือดได้ง่ายกว่าคนปกติทั่วไป

2. ปัจจัยเสี่ยงที่สามารถป้องกันได้

  • ความดันโลหิตสูง : เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดของการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงจะมีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดสมองได้มากกว่าคนปกติหลายเท่าตัว
  • เบาหวาน : เป็นต้นเหตุให้เส้นเลือดแข็งทั่วร่างกาย และถ้าหากเกิดเส้นเลือดแข็งในสมองก็จะมีโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดสมองสูงกว่าคนปกติ 2 - 3 เท่า
  • ไขมันในเลือดสูง : เป็นทั้งความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองและโรคหลอดเลือดหัวใจ ไขมันในเลือดสูงคือภาวะที่ไขมันเกาะสะสมอยู่ตามผนังของเส้นเลือด ทำให้เป็นอุปสรรคกีดขวางการลำเลี้ยงเลือดไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย
  • โรคหัวใจ : อันได้แก่ โรคลิ้นหัวใจรั่วหรือผิดปกติ หัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคเหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุของการเกิดลิ่มเลือด และถ้าลิ่มเลือดอุดตันที่หลอดเลือดสมองก็จะทำให้สมองเกิดอาการขาดเลือดได้
  • การสูบบุหรี่ในบุหรี่มีสารนิโคตินและคาร์บอน ทำให้ประมาณออกซิเจนที่ร่างกายได้รับลดลง และยังเป็นตัวที่ทำลายผนังของหลอดเลือด ส่งผลให้หลอดเลือดเกิดการแข็งตัว มีการค้นพบว่าสูบบุหรี่เพียงอย่างเดียวก็ทำให้มีความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองมากถึง 3.5%
  • ยาคุมกำเนิด : ผู้หญิงที่ใช้ยาคุมกำเนิดจะได้รับฮอร์โมนเอสโตรเจนสูงเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองสูง
  • โรคซิฟิลิส : เป็นหนึ่งในสาเหตุของหลอดเลือดอักเสบทำให้เส้นเลือดแข็งตัว 
  • การไม่ออกกำลังกาย : สาเหตุหลักๆของหลายโรค

อาการของโรคหลอดเลือดสมอง

เมื่อสมองเกิดการขาดเลือด จะทำให้สมองไม่สามารถทำงานได้เป็นปกติ ส่งผลให้เกิดอาการต่างๆ ขึ้นมา โดยจะเป็นมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงและตำแหน่งที่สมองนั้นเสียหาย เช่น 

  • มีอาการชาหรืออ่อนแรงที่บริเวณใบหน้า ตามร่างกาย หรือชาครึ่งซีกของร่างกาย 
  • พูดไม่ชัด 
  • ปากเบี้ยว มุมปากตก 
  • น้ำลายไหล กลืนลำบาก 
  • ปวดศีรษะ เวียนศีรษะทันทีทันใด 
  • ตามัว มองเห็นภาพซ้อนหรือเห็นครึ่งซีก หรือตาบอดข้างเดียวอย่างฉับพลัน  
  • เดินเซ ทรงตัวลำบาก 

อาการเหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่ในรายที่เป็นภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราวจะเกิดอาการเหล่านี้ขึ้นมาเตือนพักหนึ่งแล้วจะหายไปเอง หรือก็อาจจะเกิดขึ้นหลายๆ ครั้งก่อนที่จะมีอาการสมองขาดเลือดแบบถาวร

ดังนั้นถ้าพบว่าตัวเองมีอาการผิดปกติเหล่านี้เกิดขึ้นควรรีบเข้าพบแพทย์เพื่อทำการรักษาในทันที เนื่องจากอาการของโรคหลอดเลือดสมองเป็นอาการที่ร้ายแรงอย่างมาก และอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ หรือหากไม่ถึงแก่ชีวิต ก็อาจทำให้เป็นโรคอัมพาต อัมพฤกษ์ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้และต้องใช้เวลาในการรักษาฟื้นฟูร่างกายค่อนข้างนาน

การรักษาโรคหลอดเลือดสมอง

การจะรักษาอย่างไรนั้นก็ขึ้นอยู่กับสาเหตุในการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง ว่าเป็นหลอดเลือดสมองตีบหรือหลอดเลือดสมองแตก เพราะมีการรักษาที่แตกต่างกันโดยมีรายละเอียดดังนี้

  • หลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน: เป้าหมายในการรักษาคือทำให้เลือดไหลเวียนได้อย่างปกติ สามารถรักษาได้หลายทาง เช่น แพทย์อาจใช้ยาละลายลิ่มเลือดซึ่งได้ผลดีกับผู้ที่มีอาการแล้วรีบส่งตัวโรงพยาบาลภายในระยะเวลาไม่เกิน 4.5 ชั่วโมง
  • หลอดเลือดสมองปริแตกหรือฉีกขาด: เป้าหมายของการรักษาคือควบคุมปริมาณเลือดที่ออกด้วยการรักษาระดับของความดันเลือด ในกรณีที่เลือดออกมาก แพทย์อาจจะจำเป็นต้องพิจารณาให้เข้ารับการผ่าตัดเพื่อป้องกันความเสียหายของสมองที่อาจจะเกิดขึ้นหากมีการเปลี่ยนแปลงความดันเลือด

การป้องกันการกลับเป็นโรคหลอดเลือดสมองซ้ำ

การป้องกันนั้นเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการรักษาโรคหลอดเลือดสมอง และควรจะทำก่อนที่จะเกิดโรคนี้ขึ้น โดยการควบคุมปัจจัยเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดหลอดเลือดตีบตันหรือแตก เช่น 

  • หมั่นตรวจเช็คสุขภาพประจำปี เพื่อตรวจสอบปัจจัยเสี่ยง ถ้าพบเร็วก็สามารถรักษาได้เร็ว
  • ถ้าพบปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้หลอดเลือดตีบตันหรือแตก ให้รีบรักษาและรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอตามแพทย์สั่ง ห้ามหยุดยาเองโดยเด็ดขาด และถ้าพบอาการผิดปกติให้รีบเข้าพบแพทย์ทันที
  • คอยควบคุมระดับความดันโลหิต ไขมัน น้ำตาลให้อยู่ในระดับปกติ 
  • รับประทานอาหารให้สมดุล เลี่ยงการทานเค็ม หวาน มัน 
  • ออกกำลังอย่างสม่ำเสมออย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน 3 วันต่อสัปดาห์ และคอยควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสม 
  • งดการสูบบุหรี่ และหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ 
  • ถ้ามีอาการเตือนว่าเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอเป็นการชั่วคราว ให้รีบเข้าพบแพทย์แม้อาการเหล่านั้นจะหายเป็นปกติในเวลาไม่นาน 
  • ในผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันไปแล้ว แพทย์จะให้การรักษาโดยให้ทานยาเพื่อป้องกันการกลับมาเกิดซ้ำของโรค แต่การให้ยานั้นก็ต้องมีการติดตามผลภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างเคร่งครัด เนื่องจากการให้ยาผิด หรือประมาท หรือไม่มีการติดตามดูแลอย่างดีอาจจะเกิดผลร้ายอย่างรุนแรงและเป็นอันตรายแก่ชีวิตได้ 

บทความที่เกี่ยวข้อง
ตรวจคัดกรองความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง จำเป็นต้องตรวจไหม ใครควรตรวจ?


1 แหล่งข้อมูล
กองบรรณาธิการ HD มุ่งมั่นตั้งใจให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง โดยทำงานร่วมกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงเลือกใช้ข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือจากสถาบันต่างๆ คุณสามารถอ่านหลักการทำงานของกองบรรณาธิการ HD ได้ที่นี่

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HD พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ผู้เขียนและผู้รีวิวบทความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่นำเสนอแต่อย่างใด เว้นแต่จะระบุในเนื้อหา การแนะนำสินค้าและบริการแสดงขึ้นอัตโนมัติจากระบบของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าบทความนี้มีประโยชน์มากแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ตั้งกระทู้ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลส่วนตัวของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวิดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รอยโรค (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่ดูไฟล์ได้
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เข้าถึงได้

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม