กองบรรณาธิการ HD
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HD

โรคหลอดเลือดแดงแข็ง (Atherosclerosis)

เผยแพร่ครั้งแรก 11 ก.พ. 2017 อัปเดตล่าสุด 13 ส.ค. 2020 เวลาอ่านประมาณ 5 นาที

โรค Atherosclerosis (หลอดเลือดแดงแข็ง) จะเกิดขึ้นเมื่อหลอดเลือดหนาตัว หรือแข็งตัวขึ้น เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคหัวใจชนิดร้ายแรง เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ (Coronary artery disease: CAD)

โรค Atherosclerosis จัดเป็นหนึ่งในรูปแบบของภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง (Arteriosclerosis) ที่พบได้บ่อยที่สุด

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจภูมิแพ้และภาวะแพ้วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 855 บาท ลดสูงสุด 3150 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

Ads h 3

โรค Atherosclerosis เกิดจากอะไร

ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุของโรคแน่ชัด แต่เชื่อว่าเป็นโรคที่เกิดขึ้นตั้งแต่เด็ก และจะมีอาการรุนแรงขึ้นเมื่อผู้ป่วยมีอายุมากขึ้น โดยโรค Atherosclerosis จะหมายถึงคนที่มีภาวะคอเลสเตอรอล ไขมันอิ่มตัว และแคลเซียมสูงจนทำให้เกิดการอุดตันในเส้นเลือดแดง

นอกจากนี้ โรค Atherosclerosis อาจเกิดจากการทำลายผนังชั้นในของเส้นเลือดแดง ซึ่งเป็นบริเวณที่เริ่มมีการสะสมของสารต่างๆ ซึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดการทำลายของผนังชั้นใน ประกอบด้วย

บริเวณที่เกิดการสะสมของสารเหล่านี้อาจทำให้เส้นเลือดแดงแตกได้ และเมื่อมีการแตกเกิดขึ้นก็จะทำให้มีเกล็ดเลือดมาจับตัวกันที่บริเวณดังกล่าวจนทำให้เกิดลิ่มเลือด ซึ่งลิ่มเลือดเหล่านี้จะทำให้เส้นเลือดมีการตีบมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้ปริมาณออกซิเจนและสารอาหารที่ไปหล่อเลี้ยงทั่วร่างกายลดลง 

โดยอาการของโรค Atherosclerosis จะขึ้นอยู่กับเส้นเลือดที่ได้รับผลกระทบ

โรคที่เกิดจากภาวะหลอดเลือดแดงแข็งตัวในส่วนต่างๆ

  • อาจทำให้เกิดอาการเจ็บหน้าอก หัวใจขาดเลือด หรือเป็นอัมพาตจากเส้นเลือดในสมองอุดตันได้
  • หากเกิดที่หลอดเลือดบริเวณไตจะทำให้เกิดภาวะไตวายเรื้อรัง
  • หากเกิดที่เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงแขน หรือขา อาจเกิดปัญหาของการไหลเวียนเลือดของแขนและขา เรียกอาการดังกล่าวว่าโรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายอุดตัน (Peripheral Artery Disease)
  • สามารถทำให้เกิดหลอดเลือดโป่งพอง (Aneurysm) ในบริเวณที่ผนังหลอดเลือดแดงเปราะบางลงจนทำให้หลอดเลือดบริเวณนั้นโป่งเป็นกระเปาะ ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงและสามารถเกิดได้ทั่วร่างกาย ภาวะนี้มักไม่มีอาการใดๆ แต่หากหลอดเลือดเกิดการแตกออกอาจทำให้เป็นอันตรายถึงชีวิต

ใครบ้างที่มีความเสี่ยงในการเกิดโรค Atherosclerosis

  • ระดับไขมันไม่ดีชนิดแอลดีแอล (Low Density Lipoprotein: LDL) สูง และ/หรือระดับไขมันดีชนิดเอชดีแอล (High Density Lipoprotein: HDL) ต่ำ
  • ความดันโลหิตสูง
  • การสูบบุหรี่
  • ภาวะดื้อต่ออินซูลิน และ/หรือเป็นโรคเบาหวาน
  • น้ำหนักเกินหรืออ้วน
  • ไม่ออกกำลังกาย
  • รับประทานอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ
  • ผู้ชายจะมีความเสี่ยงในการเกิดโรคนี้มากขึ้นเมื่ออายุมากกว่า 45 ปีขึ้นไป
  • ผู้หญิงจะมีความเสี่ยงในการเกิดโรคนี้มากขึ้นเมื่ออายุมากกว่า 55 ปีขึ้นไป
  • ความเสี่ยงอาจเพิ่มขึ้นหากมีพ่อ หรือน้องชายที่เป็นโรคหัวใจก่อนอายุ 55 ปี หรือแม่หรือน้องสาวที่เป็นโรคหัวใจก่อน 65 ปี
  • ระดับโปรตีนซี-แอคทีฟ (C-reactive protein: CRP) ที่สูงอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคนี้ได้

การตรวจวินิจฉัยโรค Atherosclerosis

การตรวจโรค Atherosclerosis สามารถทำได้โดยการเอกซเรย์ที่หลอดเลือด แต่การเอกซเรย์ทั่วไปนั้นจะไม่แสดงภาพของหลอดเลือดออกมาชัดเจนนัก ทำให้ต้องฉีดสีย้อมหลอดเลือดแบบพิเศษ (เรียกว่าสารทึบรังสี) เข้าไปในจุดที่ต้องการตรวจสอบ ซึ่งสีดังกล่าวจะไหลไปตามหลอดเลือด ณ จุดที่ฉีด ทำให้เห็นหลอดเลือดขึ้นมาบนฟิล์มเอกซเรย์อย่างชัดเจน

เรียกวิธีการตรวจนี้ว่า “การตรวจสวนหัวใจ (Coronary Artery Angiography: CAG)”

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจภูมิแพ้และภาวะแพ้วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 855 บาท ลดสูงสุด 3150 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

Ads h 3

ข้อดีของการตรวจสวนหัวใจคือ ช่วยให้แพทย์หาสาเหตุของปัญหาที่แท้จริงและเลือกแนวทางการรักษาได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น

จุดประสงค์ของการตรวจสวนหัวใจ

  • ตรวจหาภาวะเลือดออกภายใน
  • ตรวจหาการอุดตันของเลือด
  • ตรวจสอบอาการบาดเจ็บของอวัยวะ
  • วางแผนการผ่าตัดที่เกี่ยวข้องกับหลอดเลือด

ภาวะแทรกซ้อนของการวินิจฉัยหลอดเลือด

ภาวะแทรกซ้อนที่ไม่รุนแรงหลังจากตรวจวินิจฉัยหลอดเลือดมีดังนี้

  • มีเลือดไหลออกมาจากบริเวณแผลกรีดมาก
  • มีการติดเชื้อที่แผลกรีด ซึ่งจะรักษาโดยการใช้ยาปฏิชีวนะ
  • มีปฏิกิริยาแพ้จากสารทึบรังสี ซึ่งควบคุมโดยการใช้ยาต้านอาการแพ้

ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงหลังจากตรวจวินิจฉัยหลอดเลือด (พบได้น้อยมาก) มีดังนี้

  • เกิดลิ่มเลือด
  • ไตได้รับความเสียหาย
  • ภาวะหลอดเลือดสมอง
  • เส้นเลือดเสียหาย
  • เกิดปฏิกิริยาแพ้จากสารทึบรังสีรุนแรงจนถึงชีวิต

แนวทางการรักษาโรค Atherosclerosis

แนวทางการรักษาโรค Atherosclerosis ได้แก่ การใช้ยา การผ่าตัด การรักษาที่บ้าน และการรักษาทางเลือก

ยาที่ใช้รักษาโรค Atherosclerosis

มียาหลายตัวที่สามารถใช้ชะลอ หรือทำให้การดำเนินโรคกลับมาดีขึ้นได้ เช่น

  • กลุ่มยาสแตติน (Statins) และไฟเบรต (Fibrates) ช่วยลดปริมาณไขมันชนิดแอลดีแอล ซึ่งจะช่วยยับยั้งหรือทำให้ลดการสะสมไขมันในหลอดเลือด
  • ยาต้านการแข็งตัวของเกล็ดเลือด เช่น แอสไพริน (Aspirin) ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดลิ่มเลือดอุดตัน
  • ยารักษาโรคความดันโลหิตสูง เช่น ยากลุ่มเบต้า-บล็อกเกอร์ (Beta-blockers) ยากลุ่มแองจิโอเทนซิน คอนเวิร์ทติง เอนไซม์ (Angiotensin converting enzyme) ช่วยลดการดำเนินโรคโดยการลดความดันโลหิต ขยายเส้นเลือด และลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดซ้ำ
  • ยาขับปัสสาวะ เช่น โดปามีน (Dopamine) เป็นหนึ่งในยาที่ช่วยบรรเทาอาการความดันโลหิตต่ำได้
  • ยาละลายลิ่มเลือด สามารถสลายลิ่มเลือดที่อุดตันเส้นเลือดแดงได้
  • ยาต้านแคลเซียม (Calcium channel blockers) ช่วยลดความดันโลหิต ขยายหลอดเลือด และใช้เป็นยารักษาอาการเจ็บหน้าอก

การผ่าตัดกับโรค Atherosclerosis

ถ้าหากผู้ป่วยมีอาการของโรครุนแรง หรืออาการไม่ตอบสนองด้วยยา จะต้องเข้ารับการผ่าตัด ซึ่งการผ่าตัดที่ใช้รักษาโรคนี้ประกอบด้วย

  • การขยายหลอดเลือดแดงด้วยบอลลูนและใส่ขดลวด (Angioplasty and Stent placement) แพทย์จะทำการใส่สายสวนเข้าไปในหลอดเลือดที่มีการตีบหรืออุดตัน และใส่สายเส้นที่สองที่มีบอลลูนอยู่ตรงปลายสายเข้าไป หลังจากนั้นจะทำการเป่าลูกบอลลูนนั้น ทำให้เกิดการถ่างผนังเส้นเลือดออก ก่อนจะทำการใส่ขดลวดถ่างขยาย (Stent) เข้าไปเพื่อให้เส้นเลือดคงการขยายไว้
  • การผ่าตัดเอาตะกรันที่พอกในหลอดเลือดออก (Endarterectomy) แพทย์จะทำการนำไขมันที่สะสมตามผนังเส้นเลือดออก
  • การผ่าตัดบายพาส (Coronary Artery Bypass Graft: CABG) คือการที่แพทย์นำเส้นเลือดจากส่วนอื่นของร่างกาย หรือใช้เส้นเลือดเทียมมาใช้เป็นเส้นเลือดใหม่แทนเส้นเดิมที่มีการอุดตัน ทำให้เลือดสามารถผ่านเส้นเลือดที่มีการอุดตันหรือตีบนั้นไปได้

การรักษาที่บ้านและการรักษาทางเลือก

การรับประทานอาหารหรือสมุนไพรบางชนิดสามารถลดระดับไขมันชนิดแอลดีแอล และทำให้ความดันโลหิตอยู่ในระดับปกติได้ ซึ่งเป็น 2 ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดโรค Atherosclerosis อย่างไรก็ตามควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มรับประทานอาหารหรือสมุนไพรเสริมเหล่านี้ เนื่องจากอาจจะไม่ก่อให้เกิดผลใดๆ หรืออาจจะส่งผลต่อยาที่แพทย์ใช้ในการรักษาจนทำให้เกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงได้

อาหารและสมุนไพรเหล่านี้ประกอบด้วย

  • กรดไขมันแอลฟาไลโนเลนิก (Alpha Linolenic Acid: ALA)
  • อาร์ติโชค
  • ข้าวบาร์เล่ย์
  • เบตาซิโตสเตอรอล (Beta-sitosterol) พบมากในถั่วเหลือง จมูกข้าวสาลี น้ำมันข้าวโพด
  • โกโก้
  • น้ำมันตับปลา
  • โคเอนไซม์คิวเทน (Coenzyme Q10)
  • กระเทียมและหัวหอม
  • รำข้าวโอ๊ต
  • กรดไขมันโอเมก้า 3 (Omega-3)
  • วิตามินซี
  • เปลือกมะนาว

การป้องกันโรค Atherosclerosis

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตสามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะนี้ได้ และเป็นวิธีการรักษาลำดับแรกที่แนะนำในผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ เช่น

  • ฝึกเทคนิคผ่อนคลายต่างๆ เช่น โยคะหรือการฝึกลมหายใจ จะช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายมากขึ้น ส่งผลให้ความเครียดลดลง ซึ่งจะช่วยบรรเทาอาการความดันโลหิตได้ชั่วคราว
  • ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร โดยผู้เชี่ยวชาญจะแนะนำให้รับประทานถั่ว ธัญพืช ผัก ผลไม้ และน้ำมันพืช เช่น ทานตะวันหรือน้ำมันมะกอก
  • แนะนำให้รับประทานอาหารมื้อเล็กๆ แต่ถี่ขึ้น แทนการรับประทานอาหารมื้อใหญ่
  • จำกัดปริมาณการรับประทานอาหารประเภทครีม เนยใส ไขมันสัตว์ และหลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ติดมัน ซอส น้ำตาลทรายขาว อาหารแปรรูป กาแฟ เครื่องปรุงรส หรือของหมักดองเท่าที่จะสามารถทำได้
  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ เพราะการสูบบุหรี่จะทำลายเส้นเลือดแดง และทำให้เส้นเลือดแดงเหล่านั้นหดตัว ทำให้การพยากรณ์ของโรคแย่ลง และมีความเกี่ยวข้องกับภาวะความดันโลหิตสูงอีกด้วย
  • หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
  • ออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ

5 แหล่งข้อมูล
กองบรรณาธิการ HD มุ่งมั่นตั้งใจให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง โดยทำงานร่วมกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงเลือกใช้ข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือจากสถาบันต่างๆ คุณสามารถอ่านหลักการทำงานของกองบรรณาธิการ HD ได้ที่นี่
Janelle Martel, Atherosclerosis (https://www.healthline.com/health/atherosclerosis), May 31, 2019
Joseph Nordqvist, What to know about atherosclerosis (https://www.medicalnewstoday.com/articles/247837.php), December 13, 2017

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HD พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ผู้เขียนและผู้รีวิวบทความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่นำเสนอแต่อย่างใด เว้นแต่จะระบุในเนื้อหา การแนะนำสินค้าและบริการแสดงขึ้นอัตโนมัติจากระบบของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าบทความนี้มีประโยชน์มากแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ดูคำถามและคำตอบอื่นๆ ที่เกี่ยวกับอาการนี้
เบาหวานขึ้นตามีวิธีรักษาอย่างไรบ้างค่ะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ที่มีใบอนุญาต (คำตอบนี้เป็นการให้คำแนะนำเบื้องต้น ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค หรือการรักษา)
ทำไมหนูปวดเมื่อยตรงสะบักมักจะปวดหัวทุกที
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ที่มีใบอนุญาต (คำตอบนี้เป็นการให้คำแนะนำเบื้องต้น ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค หรือการรักษา)
ความดันสูงมีสิทธิ์หายขาดมั้ยคะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ที่มีใบอนุญาต (คำตอบนี้เป็นการให้คำแนะนำเบื้องต้น ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค หรือการรักษา)
ปวดหัวไมเกรนปวดมากๆเส้นเลือดในสมองจะแตกมั๊ยคะ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ที่มีใบอนุญาต (คำตอบนี้เป็นการให้คำแนะนำเบื้องต้น ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค หรือการรักษา)
อาการเวลาอากาศเย็นแล้วปวดขา ปวดนิ้วมือ เมื่อย เป็นเพราะอะไรครับ
คำถามนี้ได้การตอบจากแพทย์ที่มีใบอนุญาต (คำตอบนี้เป็นการให้คำแนะนำเบื้องต้น ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค หรือการรักษา)
หากคุณยังมีคำถาม ส่งคำถามให้คุณหมอตอบได้ที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลส่วนตัวของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวิดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รอยโรค (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่ดูไฟล์ได้
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เข้าถึงได้

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม