กองบรรณาธิการ HD
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HD
ทีมแพทย์ HD
ตรวจสอบความถูกต้องโดย
ทีมแพทย์ HD

ไขมันเกิดจากอะไร กระบวนการสลายไขมันในร่างกายทำได้อย่างไรบ้าง?

เผยแพร่ครั้งแรก 8 เม.ย. 2018 อัปเดตล่าสุด 17 พ.ย. 2020 ตรวจสอบความถูกต้อง 1 เม.ย. 2019 เวลาอ่านประมาณ 4 นาที
ไขมันเกิดจากอะไร กระบวนการสลายไขมันในร่างกายทำได้อย่างไรบ้าง?

เรื่องควรรู้

ขยาย

ปิด

  • หากอาหารที่รับประทานเข้าไปมีพลังงานและไขมันสูง ระบบย่อยอาหารจะไม่สามารถย่อยได้ทั้งหมด ทำให้สารอาหารต่างๆ เช่น คาร์โบไฮเดรต และน้ำตาล เปลี่ยนรูปไปเป็นไขมันเกาะตามบริเวณต่างๆ ของร่างกาย
  • ไขมันที่เกาะตามบริเวณต่างๆ ก็จะส่งผลแตกต่างกันออกไป หากเกาะบริเวณช่องท้องไขมันจะไปเบียดบังอวัยวะภายในจนผิดปกติ หากเกาะกล้ามเนื้อมักพบว่ามีความสัมพันธ์กับโรคเบาหวาน 
  • หากมีการสะสมของไขมันใกล้กับอวัยวะภายใน ก็มีโอกาสที่ไขมันจะพอกบนอวัยวะได้มาก ส่งผลทั้งในเรื่องของระบบไหลเวียนเลือด และการทำงานของอวัยวะนั้นๆ ที่ผิดไปจากเดิม
  • การสลายไขมันในร่างกายขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัยคือ 1) ปริมาณที่กิน ไม่ควรเกิน 2,000 กิโลแคลอรี่ 2) เคลื่อนไหวต่อเนื่องมากกว่า 30 นาที เพื่อดึงไขมันสะสมมาใช้ 3) อัตราเผาผลาญของร่างกาย ในกรณีที่ไม่ได้มีการเคลื่อนไหวใดๆ ในผู้ชายจะมีอัตราการเผาผลาญ มากกว่าผู้หญิง
  • ดูแพ็กเกจตรวจเบาหวานได้ที่นี่

ในร่างกายของมนุษย์ มีกระบวนการและกลไกต่างๆ ที่ทำงานประสานกันได้อย่างน่าทึ่ง โดยเฉพาะกระบวนการเปลี่ยนสารอาหารไปเป็นพลังงานในการใช้ชีวิตประจำวัน 

เมื่อใดก็ตามที่เรารับประทานอาหารมากกว่าที่ร่างกายต้องการ พลังงานที่เหลือจากการใช้เหล่านั้นก็จะเปลี่ยนรูปไปเป็นไขมันตามจุดต่างๆ ของร่างกาย 

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ทำเลสิกวันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 0 บาท ลดสูงสุด 25650 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

แล้วเคยสงสัยกันหรือไม่ว่า กระบวนการนี้มีการทำงานอย่างไร และมีเคล็ดลับอะไรบ้างที่จะช่วยเพิ่มการสลายไขมันให้กับร่างกายได้ดียิ่งขึ้น

ไขมันเกิดขึ้นได้อย่างไร?

ไขมัน เป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย มีประโยชน์หลายอย่าง เช่น ให้พลังงานแก่ร่างกาย ช่วยในการละลายและดูดซึมวิตามินบางตัว ได้แก่ วิตามินเอ วิตามินดี วิตามินอี และวิตามินเค ป้องกันการกระทบกระเทือนต่ออวัยวะภายใน และสร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกาย เป็นต้น 

จริงอยู่ที่ว่า ไขมันมีประโยชน์ถ้าหากได้รับในปริมาณที่พอดี แต่ถ้ามากเกินไปก็จะเป็นโทษ เกิดปัญหาสุขภาพตามมาหลายอย่าง ซึ่งมักเกิดจากไขมันสะสมในร่างกาย ที่มาจากการรับประทานอาหารเป็นหลักนั่นเอง 

หากอาหารที่รับประทานเข้าไป เป็นอาหารที่ให้พลังงานและมีไขมันสูงย่อมทำให้ระบบย่อยอาหารไม่สามารถย่อยได้ทั้งหมด ทำให้สารอาหารต่างๆ เช่น คาร์โบไฮเดรต และน้ำตาล มีการเปลี่ยนรูปไปเป็นไขมันไปเกาะตามบริเวณต่างๆ ของร่างกาย 

โดยจุดที่มักจะมีการสะสมไขมันมากที่สุด คือ บริเวณช่องท้อง บริเวณใต้ผิวหนัง บริเวณใกล้เคียงกับอวัยวะภายใน หากมีปริมาณไขมันสะสมมากเกินไป

ในบางคนอาจถึงขั้นไปพอกบนอวัยวะภายในได้ เช่น ไขมันพอกตับ เป็นต้น และอาจจะพบได้ในกล้ามเนื้อบางส่วน 

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ทำเลสิกวันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 0 บาท ลดสูงสุด 25650 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

ความสำคัญของกระบวนการสร้างไขมันในส่วนนี้ ก็เพื่อนำมาใช้เป็นพลังงานสำรอง ในกรณีที่ร่างกายไม่ได้รับพลังงานหลัก (คาร์โบไฮเดรต)หรือใช้พลังงานหลักหมดไปแล้ว เช่น การออกกำลังกายต่อเนื่องกันเป็นเวลามากกว่า 45 นาทีขึ้นไป 

แน่นอนว่าหากไม่ได้ทำกิจกรรมจนถึงขั้นต้องเอาพลังงานสำรองออกมาใช้ ก็เป็นอันมั่นใจได้ว่าไขมันเหล่านี้จะส่งผลให้เรากลายเป็นคน “อ้วน” ในอนาคต 

ไขมันที่สะสมตามส่วนต่างๆ ของร่างกายจะส่งผลอะไรได้บ้าง

อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า จุดสำคัญที่มักจะมีเกิดการสะสมของไขมัน มีด้วยกัน 4 จุด ซึ่งแต่ละจุดจะส่งผลต่อร่างกายที่แตกต่างกันไป ดังนี้ 

1.   บริเวณช่องท้อง

การสะสมของไขมันในบริเวณนี้ ส่งผลให้เกิดภาวะ “อ้วนลงพุง” และอาจทำให้เกิดการเบียดบังอวัยวะภายในที่อยู่ในช่องท้องจนทำให้เกิดความผิดปกติตามมา ถ้าหากมีการสะสมไขมันในช่องท้องมาก อาจนำไปสู่การเป็นโรคร้ายหลายชนิด และการสลายไขมันในส่วนนี้ทำได้ยากที่สุด

2.   บริเวณใต้ผิวหนัง 

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ทำเลสิกวันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 0 บาท ลดสูงสุด 25650 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

สามารถพบการสะสมไขมันในส่วนนี้ได้มากตาม ท้อง เอว สะโพก ต้นขาส่วนบนทั้งด้านหน้าและด้านหลัง หรือที่รู้จักกันดีในนาม “เซลลูไลท์” การสลายไขมันในส่วนนี้สามารถทำได้ยากเช่นกัน แต่ถ้าเปรียบเทียบกับในช่องท้อง ก็ถือว่าง่ายกว่าพอสมควร

3.   บริเวณกล้ามเนื้อ 

มักจะพบในผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน หรือคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับการทำงานผิดปกติของฮอร์โมนอินซูลิน และคนที่อ้วนมากๆ 

คนที่มีน้ำหนักมาก ค่า BMI สูง ควรหาโอกาสตรวจเบาหวานกับแพทย์เพื่อเช็กระดับไขมันและระดับน้ำตาลในเลือด เพราะหากเป็นความดันโลหิตสูงหรือโรคเบาหวาน จะทำให้กระทบต่อการใช้ชีวิตอื่นๆ อีกหลายด้านตามมาในภายหลัง เช่น โรคหัวใจ โรคไต 

4.   บริเวณใกล้เคียงกับอวัยวะภายใน

หากมีการสะสมของไขมันใกล้กับอวัยวะภายในมาก โอกาสที่ไขมันจะเคลื่อนไปพอกบนอวัยวะได้มากเช่นกัน ซึ่งจะส่งผลทั้งในเรื่องของระบบไหลเวียนเลือด และการทำงานของอวัยวะนั้นๆ ที่ผิดไปจากเดิม

กระบวนการสลายไขมันในร่างกาย เกิดขึ้นได้อย่างไร?

กระบวนการที่ช่วยในการสลายไขมันของร่างกาย คือ กระบวนการ "เมตาบอลิซึม" ซึ่งทำหน้าที่ในการสลายอาหารที่รับประทานให้เปลี่ยนเป็นพลังงาน และจะทำหน้าที่ในการเสริมสร้าง โดยนำอาหารที่เปลี่ยนเป็นพลังงานไปซ่อมแซมอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย 

นอกจากนี้ กระบวนการเมตาบอลิซึม ยังสามารถช่วยในการเผาผลาญพลังงาน หรือไขมันให้สลายออกจากร่างกายได้ การที่ร่างกายจะสลายไขมันได้มากหรือน้อยนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยที่สำคัญ 3 ประการ ดังนี้

1. อาหารที่รับประทานเข้าไป 

ตามปกติแล้ว ร่างกายต้องการพลังงานจากอาหารอยู่ที่ 1,800-2,000 กิโลแคลอรี่ ถ้าหากได้รับพลังงานน้อยกว่าความต้องการของร่างกาย ก็มีโอกาสที่จะทำให้เกิดการสลายไขมันได้ในปริมาณมาก เพราะเมื่อร่างกายเผาผลาญพลังงานหลักไปหมดแล้ว ก็จะดึงไขมันสะสมออกมาเผาผลาญต่อนั่นเอง แต่เมื่อไรก็ตามที่ได้รับพลังงานเกินกว่าความจำเป็นของร่างกาย ก็จะทำให้พลังงานเหล่านั้นสะสมอยู่ในรูปของไขมันต่อไป

2. การทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน 

เมื่อร่างกายมีการเคลื่อนไหว ก็จะต้องมีการดึงพลังงานที่สะสมไว้ออกมาใช้ ถ้าหากเคลื่อนไหวบ่อย หรือเคลื่อนไหวต่อเนื่องมากกว่า 30 นาที ก็จะยิ่งทำให้เกิดการดึงพลังงานออกมาใช้มากยิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่น (กิจกรรมในเวลา 1 ชั่วโมง) โดยยิ่งใช้พลังงานต่อเนื่องนานเท่าไหร่ ยิ่งเพิ่มโอกาสที่ร่างกายจะดึงพลังงานจากไขมันมาใช้มากขั้นเท่านั้น

  • ซักผ้าด้วยมือ เผาผลาญ 240 กิโลแคลอรี่
  • เดินช้อปปิ้ง เผาผลาญ 210 กิโลแคลอรี่
  • นั่งทำงาน เผาผลาญ 110 กิโลแคลอรี่
  • วิ่งเหยาะๆ เผาผลาญ 600 กิโลแคลอรี่
  • ขี่จักรยาน เผาผลาญ 450 กิโลแคลอรี่

3. อัตราการเผาผลาญของร่างกาย 

ในส่วนนี้จะเกี่ยวข้องกับมวลกล้ามเนื้อที่มีในร่างกายโดยตรง ในผู้ชายจะมีอัตราการเผาผลาญ (ในกรณีที่ไม่ได้มีการเคลื่อนไหวใดๆ) มากกว่าผู้หญิง เพราะฉะนั้นหากมีการเพิ่มกล้ามเนื้อด้วยการออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่ง ก็จะสามารถเพิ่มอัตราการเผาผลาญในส่วนนี้เพิ่มขึ้นได้ ขณะเดียวกัน หากมวลกล้ามเนื้อเกิดสลายไปจากการลดน้ำหนักที่ผิดวิธี จะทำให้อัตราการเผาผลาญของร่างกายลดน้อยลงด้วยเหตุผลเดียวกัน

สรุป  ไม่มีวิธีใดที่จะช่วยให้ร่างกายมีการสลายไขมันได้เท่ากับการควบคุมอาหารควบคู่กับออกกำลังกาย ถึงแม้ว่าวิธีนี้ต้องใช้เวลานาน แต่ก็ส่งผลดีต่อร่างกายในระยะยาวมากกว่า รวมถึงช่วยให้การสลายไขมันเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย

ดูแพ็กเกจตรวจเบาหวาน เปรียบเทียบราคา โปรโมชั่นล่าสุดจากโรงพยาบาลและคลินิกชั้นนำได้ที่นี่ หรือไม่พลาดทุกการอัปเดตแพ็กเกจเหล่านี้ เมื่อกดเป็นเพื่อนทางไลน์ @hdcoth และกดดาวน์โหลดแอป iOS และ Android


2 แหล่งข้อมูล
กองบรรณาธิการ HD มุ่งมั่นตั้งใจให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง โดยทำงานร่วมกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงเลือกใช้ข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือจากสถาบันต่างๆ คุณสามารถอ่านหลักการทำงานของกองบรรณาธิการ HD ได้ที่นี่
Lipids and fat metabolism (https://www.amboss.com/us/know...)
How to naturally lose weight fast (https://www.medicalnewstoday.c...), 3 July 2018

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HD พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ผู้เขียนและผู้รีวิวบทความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่นำเสนอแต่อย่างใด เว้นแต่จะระบุในเนื้อหา การแนะนำสินค้าและบริการแสดงขึ้นอัตโนมัติจากระบบของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าบทความนี้มีประโยชน์มากแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ตั้งกระทู้ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลส่วนตัวของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวิดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รอยโรค (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่ดูไฟล์ได้
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เข้าถึงได้

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
บทความต่อไป