กองบรรณาธิการ HD
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HD
ทีมแพทย์ HD
ตรวจสอบความถูกต้องโดย
ทีมแพทย์ HD

งูสวัด คืออะไร?

สาเหตุที่คุณอาจไม่เคยรู้ และอาการต่างๆ ของงูสวัด อ่านเพื่อป้องกันปัญหาตั้งแต่ยังไม่เกิด
เผยแพร่ครั้งแรก 9 เม.ย. 2018 อัปเดตล่าสุด 9 ส.ค. 2020 ตรวจสอบความถูกต้อง 15 มี.ค. 2019 เวลาอ่านประมาณ 6 นาที
งูสวัด คืออะไร?

เรื่องควรรู้

ขยาย

ปิด

  • โรคงูสวัด คือ โรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคอีสุกอีใส โดยจะออกทำให้ผู้ป่วยมีผื่นตามแนวปมประสาทที่เชื้อไวรัสซ่อนตัวอยู่ และทำให้อวัยวะบริเวณที่มีผื่นเกิดความเสียหาย
  • โรคงูสวัดจะเกิดในผู้ที่เคยเป็นโรคอีสุกอีใส หรือเคยได้รับวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใสมาแล้ว แต่ร่างกายมีภูมิคุ้มกันร่างกายอ่อนแอ หรือมีโรคประจำตัวที่ทำให้เชื้อไวรัสกลับมาก่อโรคอีก
  • ลำดับอาการของโรคงูสวัดคร่าวๆ คือ มีอาการแสบผิว อ่อนเพลีย มีไข้ จากนั้นจะมีผื่นแดงขึ้นตามบริเวณต่างๆ ของร่างกายก่อนจะกลายเป็นผื่นพุพอง และเมื่อผื่นพุพองแตกออก ก็จะกลายเป็นสะเก็ดแผลแห้ง
  • โรคงูสวัดสามารถสร้างอาการแทรกซ้อนได้มากมาย เช่น ปอดอักเสบ ตาบอด สูญเสียการได้ยิน ศีรษะล้าน เป็นอัมพาตบนใบหน้า
  • วิธีรักษาโรคงูสวัดจะเป็นการรับประทานยาร่วมกับการดูแลตนเอง ส่วนวิธีป้องกันโอกาสเกิดโรคงูสวัด คือ การเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส แต่สำหรับผู้สูงอายุ แพทย์อาจให้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคงูสวัดโดยตรง
  • เปรียบเทียบราคาและแพ็กเกจฉีดวัคซีนป้องกันโรคงูสวัด

นิยามของโรคงูสวัดที่ใครหลายคนรู้จักก็คือ โรคที่มีผื่นแดงขึ้นรอบตัว มีอาการของโรคที่หนักรุนแรงมาก และเมื่อไหร่ที่ผื่นซึ่งโอบรอบลำตัวสองด้านชนกันเมื่อไหร่ ผู้ป่วยก็จะเสียชีวิต

จากอาการของโรคด้านบน ถือเป็นความเข้าใจของโรคงูสวัดที่ผิดไปหลายอย่าง วันนี้เรามาดูพร้อมๆ กันว่า โรคงูสวัดคืออะไร มีรายละเอียดการรักษา และป้องกันตนเองอย่างไรบ้าง

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ฉีดวัคซีนงูสวัดวันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 5225 บาท ลดสูงสุด 800 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

Ads h 32

นิยามของโรคงูสวัด

โรคงูสวัด (Shingles) คือ โรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสวาริเซลลา ซอสเตอร์ (Varicella Zoster Virus: VZV) ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคอีสุกอีใส

โดยเชื้อไวรัสตัวนี้จะซ่อนตัวอยู่ในปมประสาทของผู้ป่วยเมื่อหายจากโรคอีสุกอีใสแล้ว และเมื่อไรที่ผู้ป่วยมีภูมิคุ้มกันร่างกายอ่อนแอ มีโรคประจำตัว หรือมีเงื่อนไขทางสุขภาพที่ทำให้ร่างกายเจ็บป่วยง่าย เชื้อไวรัสชนิดนี้ก็จะออกมาก่อโรคงูสวัดขึ้น

ดังนั้นผู้สูงอายุที่อายุมากกว่า 50 ปีจึงเป็นกลุ่มผู้เสี่ยงเป็นโรคงูสวัดได้มากที่สุด รวมไปถึงผู้ที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน เช่น ติดเชื้อไวรัสเอชไอวี เป็นโรคแพ้ภูมิตนเอง หรือโรคมะเร็ง

โดยสรุป คือ โรคงูสวัดจะเกิดขึ้นหลังจากคุณเคยเป็นโรคอีสุกอีใสมาแล้ว หรือเคยได้รับวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใสเรียบร้อยแล้ว แต่ภูมิคุ้มกันร่างกายเกิดอ่อนแอขึ้นมาอีกครั้ง หรือสุขภาพไม่แข็งแรง จึงทำให้เชื้อที่ทำให้เกิดโรคกลับมาแพร่กระจายจนเกิดเป็นโรคงูสวัดขึ้นมานั่นเอง

ผู้เสี่ยงเป็นโรคงูสวัด

อายุที่มากขึ้น ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงมากที่สุดที่ทำให้เกิดโรคงูสวัด ส่วนปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ มักจะเป็นปัญหาสุขภาพ หรือโรคประจำตัวบางอย่าง เช่น

  • โรคมะเร็ง รวมถึงขั้นตอนการรักษาโรคมะเร็งอย่างการทำเคมีบำบัด และรังสีรักษา ซึ่งทำให้ภูมิคุ้มกันร่างกายอ่อนแอลง
  • ผู้ป่วยโรคปอด หรือไตเรื้อรัง
  • ผู้ที่เคยได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ
  • ผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสเอชไอวี
  • ผู้ป่วยที่ใช้ยากดภูมิคุ้มกัน

อ่านเพิ่มเติม: โรคงูสวัดในผู้สูงอายุ

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ฉีดวัคซีนงูสวัดวันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 5225 บาท ลดสูงสุด 800 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

Ads h 32

อาการของโรคงูสวัด

อาการของโรคงูสวัดในผู้ป่วยแต่ละช่วงวัยมักไม่แตกต่างกันมากนัก โดยลำดับอาการจะมีดังต่อไปนี้

อาการระยะที่ 1

ผู้ป่วยจะมีอาการชา ปวดเนื้อตัวบริเวณบริเวณหนึ่ง รู้สึกแสบผิวเหมือนโดนไฟไหม้ หรือน้ำร้อนลวก ร่วมกับมีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ปวดศีรษะ มีไข้

จากนั้น ผู้ป่วยจะเริ่มมีผื่นแดงขึ้นตามตัว โดยลักษณะผื่นอาจเป็นจุดเล็กๆ หรืออาจเป็นแถบผื่นกว้าง หรือยาว ร่วมกับมีอาการเจ็บแปลบบริเวณนั้นๆ ซึ่งบริเวณที่ผื่นขึ้นนั้นจะเป็นบริเวณปมประสาทที่มีเชื้อไวรัสซ่อนตัวอยู่

อาการระยะที่ 2

ผื่นแดงตามตัวจะเริ่มเปลี่ยนเป็นตุ่มพุพอง มีหนองอยู่ข้างใน ลักษณะคล้ายตุ่มน้ำของโรคอีสุกอีใส ซึ่งทำให้เกิดความระคายเคืองด้วย

โดยตุ่มพุพองนี้จะลุกลามไปทั่วบริเวณที่มีผื่นแดงขึ้น แต่จะไม่กระจายไปที่ร่างกายอีกซีกซึ่งไม่เคยมีผื่นขึ้น

อาการระยะที่ 3

ตุ่มพุพองจะแตกออก และหนองข้างในจะไหลออกมา จากนั้นแผลจะแห้งกลายเป็นแผ่นตกสะเก็ดอยู่ตามตัว จากนั้นจะค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ แต่อาการแสบระคายเคืองผิวจะยังอยู่กับผู้ป่วยเป็นเดือน หรือเป็นปี

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ฉีดวัคซีนงูสวัดวันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 5225 บาท ลดสูงสุด 800 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

Ads h 32

อย่างไรก็ตาม หากอาการของโรคงูสวัดอยู่ในระยะนี้แล้ว ความเสี่ยงที่แผลจะแพร่เชื้อไวรัสไปสู่ผู้อื่นได้จะน้อยลง

สำหรับบริเวณที่มักเกิดผื่นโรคงูสวัด ได้แก่ ใบหน้า เช่น ดวงตา หู รอบจมูก บริเวณเอว สะโพก ก้อน และแผ่นหลัง

ซึ่งอย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่า โรคงูสวัดเกิดจากเชื้อไวรัสที่ซ่อนอยู่ในปมประสาท ดังนั้นหากเกิดผื่นงูสวัดบริเวณใดของร่างกาย บริเวณนั้นก็เสี่ยงที่จะเกิดอาการร้ายแรงเสียหายตามมาได้มากกว่าปกติ เช่น

  • ผื่นงูสวัดขึ้นบริเวณดวงตา เป็นอันตรายต่อจอประสาทตา ผิวเปลือกตา และเสี่ยงตาบอดได้
  • ผื่นงูสวัดขึ้นบริเวณหู เป็นอันตรายต่อระบบประสาทการได้ยิน ทำให้กล้ามเนื้อใบหน้าใช้งานได้ไม่เหมือนเดิม เสี่ยงสูญเสียการได้ยินไปบางส่วน หรือทั้งหมด
  • ผื่นงูสวัดขึ้นบริเวณปาก หรือในปาก จะทำให้รู้สึกเจ็บแสบอย่างมาก ทำให้รับประทานอาหารได้น้อยลง ประสาทการรับรสเปลี่ยนไป
  • ผื่นงูสวัดขึ้นที่ผม ทำให้หวีผมยากเพราะจะแสบแผลผื่น อาจทำให้หนังศีรษะบริเวณนั้นล้านไม่มีผมขึ้นอีก

ส่วนกรณีแผลงูสวัดขึ้นที่แผ่นหลัง สะโพก ก้น หลายคนอาจสงสัยว่า แล้วผื่นจะลุกลามไปที่ร่างกายอีกซีกหรือไม่ เช่น จากก้นซ้ายลุกลามไปก้นขวา

คำตอบ คือ โดยปกติแล้ว ผื่นงูสวัดจะขึ้นที่ร่างกายซีกใดซีกหนึ่งเท่านั้น และจะไม่ลุกลามไปที่ร่างกายอีกซีก นี่จึงเป็นคำตอบของคำถามที่ว่า เป็นงูสวัดรอบเอวแล้วจะตายหรือไม่? ซึ่งคำตอบก็คือ ไม่

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับงูสวัดพันรอบเอวแล้วจะตายนั้น อาจมาจากผู้ป่วยที่บังเอิญเป็นโรคงูสวัดที่ทั้ง 2 ซีกของร่างกายจนเกิดอาการแทรกซ้อนรุนแรงจนเสียชีวิต ซึ่งเป็นกรณีที่พบได้น้อยมาก

อ่านเพิ่มเติม: อาการของโรคงูสวัด 

ภาวะแทรกซ้อนของโรคงูสวัด

ผื่นโรคงูสวัดไม่ได้ทำให้เกิดความเสียหายบริเวณชั้นผิวเท่านั้น แต่ยังเข้าไปสร้างความเสียหายภายในระบบร่างกายด้วย เช่น

  • ติดเชื้อแบคทีเรีย
  • ปอดอักเสบ
  • ตับอักเสบ
  • เยื่อหุ้มสมองอักเสบ
  • เกิดอัมพาตบริเวณใบหน้า
  • หลับตาได้ไม่สนิท 

ส่วนหญิงตั้งครรภ์ที่เป็นโรคงูสวัดนั้น โดยปกติอาการของโรคจะไม่รุนแรงมากนัก และไม่ส่งผลต่อสุขภาพทารกในครรภ์

แต่ในหญิงตั้งครรภ์รายที่ไม่เคยเป็นโรคอีสุกอีใส และไม่เคยได้รับวัคซีนป้องกันมาก่อน หากได้รับเชื้อไวรัสเข้าไปในร่างกาย ก็จะเป็นโรคอีสุกอีใสแทน ซึ่งจะมีอาการแทรกซ้อนที่รุนแรงหลายอย่างต่อทั้งแม่เด็ก และทารก เช่น

  • ทารกเป็นโรคอีสุกอีใสแต่กำเนิด ซึ่งส่งผลต่อพัฒนการของร่างกายหลายอย่าง
  • ทารกเป็นโรคอีสุกอีใสชนิดรุนแรงซึ่งเสี่ยงเสียชีวิตได้
  • ทารกต้องคลอดก่อนกำหนด
  • มารดามีอาการแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ สมองอักเสบ มีอาการท็อกซิกซินโดรม

อย่างไรก็ตาม หากคุณกำลังตั้งครรภ์ และเกิดเป็นโรคงูสวัดขึ้นมา ก็ต้องไปพบแพทย์เพื่อขอคำแนะนำสำหรับการดูแลตนเองไว้ก่อน หรือหากกำลังวางแผนมีบุตร คุณควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการป้องกันโรคงูสวัดในขณะตั้งครรภ์ไว้ก่อนด้วย

อ่านเพิ่มเติม: โรคงูสวัดในเด็กเล็ก เด็กวัยรุ่น

การรักษาโรคงูสวัด

การรักษาโรคงูสวัดหลักๆ แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ใช้ยารักษาร่วมกับดูแลตนเองอย่างเหมาะสม

โดยตัวยารักษาโรคงูสวัดมักจะเป็นยารักษาอาการที่เกิดขึ้นในโรคนี้ เช่น

  • ยาแก้ปวด ยาแก้อักเสบ เช่น พาราเซตามอล (Paracetamol) ยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ยานาพรอกเซน (Naproxen)
  • ครีมทาสำหรับลดผื่นคัน แก้อาการระคายเคือง เช่น ครีมแคปไซซีน (Capsaicin Cream)
  • ยาต้านไวรัส เพื่อลดการกระจายตัวของผื่นผุพอง เช่น อะไซโคลเวียร์ (Acyclovir)

แต่สำหรับยาที่มักนิยมใช้เพื่อรักษาโรคงูสวัด คือ ยาอะซัยโคลเวียร์ (Acyclovir) ซึ่งนอกจากจะเป็นยารักษาโรคงูสวัด และโรคอีสุกอีใสแล้ว ยังสามารถใช้รักษาอาการโรคเริม (Herpes simplex) ได้ด้วย

อย่างไรก็ตาม จะอะซัยโคลเวียร์ไม่สามารถกำจัดเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคต่างๆ ออกได้อย่างหมดจด แต่เป็นยาสำหรับบรรเทาอาการของโรคให้ดีขึ้น

ส่วนวิธีกำจัดเชื้อไวรัสให้ออกไปจากร่างกาย คุณต้องปรึกษาแพทย์อีกครั้งว่า มีวิธีรักษาเพิ่มเติมอย่างไร

อ่านเพิ่มเติม: ยารักษาโรคงูสวัด "Acyclovir"

วิธีดูแลแผลผื่นจากโรคงูสวัด

วิธีดูแลแผลผื่นจากโรคงูสวัดนั้น มีขั้นตอนไม่ซับซ้อน และสามารถทำได้ด้วยตนเอง ซึ่งมีดังต่อไปนี้

  • ทำความสะอาดแผลให้แห้ง ไม่ปล่อยให้แผลอับชื้นจนเสี่ยงติดเชื้อโรค
  • ไม่เกาะ หรือแกะแผล เพราะจะยิ่งทำให้เจ็บแผลกว่าเดิม
  • ประคบน้ำเกลือบริเวณแผลเพื่อให้แผลแห้งเร็วขึ้น
  • รับประทานยา และทายาตามที่แพทย์จ่ายให้อย่างเคร่งครัด
  • ประคบเย็นบริเวณแผลผื่นเพื่อบรรเทาอาการปวด และอักเสบ
  • พักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารเสริมภูมิคุ้มกันร่างกาย และหลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายทำงานช้าลงกว่าเดิม เพราะในช่วงนี้ ทั้งเซลล์เม็ดเลือดข้าว และระบบภูมิคุ้มกันจะต้องทำงานอย่างหนักเพื่อให้ร่างกายขับเชื้อไวรัสออกมา
  • สวมเสื้อผ้าที่ใส่สบาย ไม่คับแน่นเกินไป รวมถึงทำจากผ้าใยธรรมชาติ เพื่อลดความระคายเคืองผิว

และอีกสิ่งสำคัญที่ผู้ป่วยโรคงูสวัดต้องระมัดระวัง คือ ต้องปิดแผลผื่นให้มิดชิดเพื่อป้องกันไม่ให้คนรอบตัวมาสัมผัสแผลจนเสี่ยงได้รับเชื้อไวรัสเข้าร่างกายไปด้วย

การป้องกันโรคงูสวัด

การป้องกันโรคงูสวัดที่ดีที่สุด คือ การฉีดวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส เพราะ 2 โรคนี้เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ถึงแม้คุณจะเคยได้รับวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใสแล้ว แต่ความเสี่ยงที่จะเป็นโรคงูสวัดก็ยังมีอยู่ แต่โอกาสเป็นจะลดลงถึงประมาณ 50%

นอกจากนี้ ในปัจจุบันยังมีการคิดค้นวัคซีนป้องกันโรคงูสวัดออกมาแล้ว แต่วัคซีนนี้มักถูกแนะนำให้ฉีดในผู้สูงอายุที่ภูมิคุ้มกันอ่อนแอมากกว่า อีกทั้งผู้ที่เคยได้รับวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใสแล้ว ก็ยังไม่ควรรับวัคซีนป้องกันโรคงูสวัดด้วย จนกว่าจะได้รับการยินยอมจากแพทย์ก่อน

พฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เหมาะสม ก็เป็นอีกปัจจัยที่ช่วยป้องกันการเกิดโรคงูสวัดได้ ไม่ว่าจะเป็นการพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการเกิดภาวะเครียด รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หมั่นไปตรวจสุขภาพเป็นประจำ

หากคุณสังเกตว่า ตนเองมีอาการคล้ายกับโรคงูสวัด ร่วมกับมีผื่นประหลาดขึ้นตามตัวโดยไม่ทราบสาเหตุ ให้รีบไปพบแพทย์เพื่อขอรับการวินิจฉัยทันที จะได้รีบหาทางรักษาโรคนี้ได้ทันเวลา ก่อนที่อาการจะลุกลามรุนแรง

เปรียบเทียบราคาและแพ็กเกจฉีดวัคซีนป้องกันโรคงูสวัด จากคลินิกและโรงพยาบาลใกล้คุณ และไม่พลาดทุกอัปเดตเรื่องสุขภาพและโปรโมชั่นเมื่อกดดาวน์โหลดแอป iOS และ Android

รวมบทความที่เกี่ยวข้องกับโรคงูสวัด


4 แหล่งข้อมูล
กองบรรณาธิการ HD มุ่งมั่นตั้งใจให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง โดยทำงานร่วมกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงเลือกใช้ข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือจากสถาบันต่างๆ คุณสามารถอ่านหลักการทำงานของกองบรรณาธิการ HD ได้ที่นี่
Camila K Janniger, Herpes Zoster (Shingles) Treatment & Management (https://emedicine.medscape.com...), 25 January 2019
Seth John Stankus et al., Management of Herpes Zoster (Shingles) and Postherpetic Neuralgia (https://www.aafp.org/afp/2000/...), 15 April 2000
คมชัดลึก, “โรคงูสวัด”เพิ่มขึ้น 10 % (https://www.rajavithi.go.th/rj...), 20 กุมภาพันธ์ 2560

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HD พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ผู้เขียนและผู้รีวิวบทความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่นำเสนอแต่อย่างใด เว้นแต่จะระบุในเนื้อหา การแนะนำสินค้าและบริการแสดงขึ้นอัตโนมัติจากระบบของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าบทความนี้มีประโยชน์มากแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ตั้งกระทู้ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลส่วนตัวของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวิดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รอยโรค (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่ดูไฟล์ได้
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เข้าถึงได้

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม