ความรู้สุขภาพ

Atyp. Lymph, Mono, Eos คืออะไร?

เผยแพร่ครั้งแรก 18 เม.ย. 2019 อัปเดตล่าสุด 11 ก.พ. 2020 เวลาอ่านประมาณ 5 นาที
Atyp. Lymph, Mono, Eos คืออะไร?

อ่านข้อมูลเกี่ยวกับ Atypical Lymphocytes ,Monocyte และ Eosinophil ว่าคืออะไร มีหน้าที่

และมีความสำคัญอย่างไรในร่างกาย รวมทั้งบอกข้อมูลเกี่ยวกับค่าปกติและค่าที่ผิดปกติจะแสดงผลอย่างไรต่อร่างกาย อ่านได้ที่นี่

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 370 บาท ลดสูงสุด 1010 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

195

วัตถุประสงค์

เพื่อทราบว่า Atypical Lymphocytes หรือ Reactive Lymphocytes หรือ ลิมโฟไซต์นอกแบบ (typical = ตามแบบ, Atypical = นอกแบบ) มีจำนวนมากน้อยเพียงใดในกระแสเลือดหรือมีค่าเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของ WBC (จำนวนเซลล์เม็ดเลือดขาว)

อธิบายอย่างสรุป

  1. ลิมโฟไซต์ ตามปกติในร่างกายมนุษย์นั้นจะมี 2 ขนาดกล่าวคือ
    • ก. ลิมโฟไซต์ขนาดใหญ่ มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 15 ไมครอน (หรือเท่ากับ 15 ไมโครเมตร) มันมักไม่อยู่ในกระแสเลือดแต่จะอยู่ตามเนื้อเยื่อและในหลอดน้ำเหลือง
    • ข. ลิมโฟไซต์ขนาดเล็ก มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 6-8 ไมครอน หรือ 6-8 ไมโครเมตร ซึ่งมักเป็นพวก T-cells ที่อยู่ในกระเเสเลือด
  2. ในการเจาะเลือดตรวจหาค่า WBC และ lymphocyte จึงย่อมจะต้องตรวจพบลิมโฟไซต์ ตามแบบซึ่งมีขนาด 6-8 ไมครอน จึงจะถือว่าร่างกายเป็นปกติ
  3. ลิมโฟไซต์นอกแบบ (Atypical Lymphocyte) ก็คือ ลิมโฟไซต์ ส่วนน้อยจำนวนหนึ่งที่ตรวจพบในกระแสเลือด ซึ่งมันมีขนาดใหญ่กว่าปกติมากกล่าวคืออาจมีเส้นผ่าศูนย์กลางมากกว่า 30 ไมโครเมตร
  4. การแสดงผลว่ามีจำนวนลิมโฟไซต์นอกแบบอยู่มากเท่าใดก็ย่อมแสดงว่าได้เกิดมีจุลชีพก่อโรคบุกรุกเข้าสู่ร่างกายมากเท่านั้นซึ่งมาแสดงด้วยตัวเลขเป็นเปอร์เซ็นต์ของเม็ดเลือดขาว (WBC) ทั้งหมดเลยเลือกที่จะออกมาตรวจ

ค่าปกติของ Atyp. Lymph

  1. หากร่างกายมีสุขภาพเป็นปกติก็ไม่ควรจะมีลิมโฟไซต์นอกเเบบ หรือมีลิมโฟไซต์ขนาดผิดปกติฉะนั้น Atyp. Lymph = 0%
  2. จำนวนตัวเลขใดใดที่ปรากฏค่ามากกว่า 0 เปอร์เซ็นต์แสดงว่าเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์ฟ้องว่า ได้มีความผิดปกติเกิดขึ้นในร่างกายแล้วเนื่องจากเซลล์ลิมโฟไซต์จะบวม โตขึ้นอย่างผิดปกติได้ ก็ต่อเมื่อมันได้รับการกระตุ้นจากสาร "antigen" จากจุลชีพก่อโรคหรือเหตุใดเหตุหนึ่ง

ค่าผิดปกติ

  1. ในทางน้อย ไม่มี หรือไม่ถือว่าผิดปกติ
  2. ในทางมากอาจแสดงผลว่า
    • ร่างกายอาจกำลังได้รับเชื้อโรคหรือเชื้อราที่ร้ายแรงบางชนิด เช่น เอพสไตน์-บาร์ ไวรัส (Epstein-Bar virus) เชื่อไวรัสตับอักเสบชนิดซี (hepatitis C virus, HCV) ซิฟิลิส ฯลฯ
    • อาจกำลังได้รับการฉีดวัคซีน
    • อาจกำลังถูกฉายรังสีบำบัด
    • อาจกำลังกินยาบางอย่างที่ถูกกดภูมิต้านทาน
    • อาจกำลังตกอยู่ในความเครียดอย่างหนัก

ข้อสังเกต เชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดซี นับเป็นไวรัสที่มีความร้ายแรงมากอีกชนิดหนึ่งที่วงการแพทย์ปัจจุบันยังไม่สามารถผลิตวัคซีนป้องกันได้ รวมทั้งเมื่อมันเข้าสู่ตับได้แล้วย่อมก่อให้เกิดโรคตับอักเสบที่ยากต่อการรักษาและนำไปสู่โรคมะเร็งตับได้

Mono

วัตถุประสงค์

เพื่อทราบจำนวนของ monocyte (โมโนไซต์) ซึ่งเป็นหน่วยย่อยของในเลือดขาว (WBC) อีกชนิดหนึ่งทั้งนี้โดยธรรมดาการรายงานผลของค่า monocyte จะบอกเป็นเปอร์เซ็นต์ของ WBC

คำอธิบายอย่างสรุป

  1. Monocyte เป็นเซลล์หน่วยย่อยชนิดหนึ่งของ WBC นับว่าเป็นเม็ดเลือดขาวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดกล่าวคือมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 14-19 ไมครอน ในภาวะปกติจะมีจำนวนประมาณ 300-600 เซลล์ต่อ 1 ลูกบาศก์มิลลิเมตร
  2. Monocyte ถือกำเนิดขึ้นมาจากไขกระดูกต่อเมื่อเจริญเติบโตเต็มที่แล้วจึงเข้าสู่กระแสเลือดมันมักจะทำหน้าที่คล้ายกันกับนิโตรฟิลส์ ในการกำจัดจุลชีพก่อโรคหรือเชื้อโรคแปลกปลอมด้วยกระบวนการกลืนกิน (phagocytosis, phago = กิน, cyto = เซลล์, osis = กระบวนการ) Monocyte ซึ่งมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "phagocyte" ซึ่งมีความหมายตรงตัวว่า "เซลล์นักกลืนกิน"
  3. หน้าที่ปกติของ Monocyte ในการกำจัดเชื้อโรคแปลกปลอมนั้นจะจำกัดขอบเขตของตนเองอยู่แต่ภายในหลอดเลือดเท่านั้น
  4. ในกรณีมีจุลชีพก่อโรค (pathogen) บุกรุกทำลายเซลล์ที่ฝังตัวอยู่ในเนื้อเยื่อภายนอกหลอดเลือดจนมีสารพิษ (toxic) อันเกิดจากการปล่อยของจุลชีพก่อโรคเหล่านั้นฟุ้งกระจายจนชักนำให้ Monocyte ที่อยู่ในหลอดเลือดตรวจพบ มันก็จะทำการปรับปรุงตัวเองให้"รีดเรียว" เล็กลงจนสามารถรอดผ่านรูที่ผนังหลอดเลือดจนออกไปยังเนื้อเยื่อและตรงไปยังเซลล์ที่บาดเจ็บเหล่านั้นได้ ภายหลังจากนั้นโดยธรรมดา Monocyte จะใช้ระยะเวลาประมาณ 72 ชั่วโมง ในการวิวัฒนาการตัวเองกลับคืนให้ค่อยๆ ใหญ่ขึ้นๆ จนได้ขนาดทำให้ได้นามเรียกขานใหม่ว่า "แมคโครฟาจ" (macrophage, macro = มาก, กว้าง, ใหญ่, phage = กิน) ฝรั่งจึงแปล macrophage ว่า "big eater" ผมจะขอเรียกชื่อในภาษาไทยอย่างง่ายๆ ว่า "จอมเขมือบปากกว้าง"
  5. Macrophage ซึ่งเป็นจอมเขมือบปากกว้างนี้ออกจะมี "ลีลาการเขมือบ" ตามที่ปรากฏในตำราทางการแพทย์ซึ่งค่อนข้างพิสดารกล่าวคือมันจะกระทำเป็น 3 ขั้นตอนดังนี้
    • ก. การเข้าประชิด (adherence) ต่อเซลล์แปลกปลอมหรือจุลชีพก่อโรคใดๆ แล้วมันจะอ้าปากในทำนองอ้าแขนเข้าโอบล้อม (engulf) จนมิดชิดแม้เซลล์เป้าหมายที่เป็นเหยื่อใหญ่โตกว่าตัวมันใดก็ตาม
    • ข. การเขมือบกลืน (ingestion) จะค่อยๆ เริ่มเมื่อมันอมเชื้อจุลินทรีย์ใดที่แม้จะใหญ่แค่ไหน ห่างมันอมจนมิดปากได้แล้วมันก็จะค่อยๆ เอากลืนกินสิ่งที่มันอมไว้นั้น ลงลึกเข้าไปภายในตัวมันแล้วเตรียมการย่อย
    • ค. การค่าและการย่อยสลายด้วยเอนไซม์ (enzymatic digestion) จะเป็นลำดับขั้นตอนสุดท้ายที่จุลชีพก่อโรคซึ่งถูกเขมือบจะถูกย่อยสลายจนแม้แต่ซากศพก็ไม่เหลือ
  6. โดย-ความสามารถพิเศษของการย่อยด้วยเอนไซม์ดังว่านั้นมันจึงจะฆ่าแบคทีเรียได้ 100 กว่าตัวก่อนที่ตัวมันเองจะสิ้นอายุขัยเพราะพิษของเอนไซม์จากตัวเองเหมือนกัน
  7. Macrophage มีบทบาทสำคัญยิ่งในการช่วยปกป้องร่างกายโดยทำงานร่วมกับ NK cells และ cytotoxic T-cells

ค่าปกติของ Monocyte

  1. ให้ยึดถือตามค่าที่ระบุไว้ในใบรายงานแสดงผลเลือด (ถ้ามี)
  2. ค่าปกติทั่วไป

 

 

Mono =

% WBC

 

2 – 8

หน่วยนับสมบูรณ์

Absolute count (per mm3)

100 – 700

ค่าผิดปกติ

  1. ในทางน้อย ถือว่าไม่สำคัญ
  2. ในทางมาก อาจแสดงผลว่า
    • อาจเกิดจากร่างกายได้รับการติดเชื้อในบางโรค เช่น โรคเยื่อบุหัวใจอักเสบจากแบคทีเรียชนิดไม่รุนแรง (subacute bacterial endocarditis) โรควัณโรค โรคตับอักเสบ (hepatitis) โรคมาลาเรีย
    • อาจเกิดโรคร้ายแรง เช่น มะเร็งของต่อม (carcinoma) มะเร็งเม็ดเลือดขาวของเซลล์โมโนไซต์ (monocytic leukemia) มะเร็งปุ่มน้ำเหลือง (hymphoma)

Eos

วัตถุประสงค์

เพื่อทราบจำนวนอีโอซิโนฟิล (eosinophil เขียนย่อๆ ว่า Eos) ซึ่งเป็นหน่วยย่อยของเซลล์เม็ดเลือดขาวว่ามีจำนวนกี่เปอร์เซ็นต์ของเซลล์เม็ดเลือดขาว (WBC)

คำอธิบายอย่างสรุป

  1. อีโอซิโนฟิล มีต้นกำเนิดและเติบโตขึ้นมาจากไขกระดูก เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่แล้วจะมีลักษณะรูปร่างทรงกลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 10-12 ไมครอน
  2. ในภาวะปกติ อีโอซิโนฟิล จะมีจำนวนเพียงประมาณร้อยละ 1-4 ของ WBC หรืออยู่ในเลือดประมาณ 150-300 เซลล์ต่อ ลบ.มม.
  3. อีโอซิโนฟิล มีหน้าที่ทำลายสารที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้ซึ่งหากปล่อยไว้จะก่อให้เกิดการอักเสบ เช่น สารจากตัวอ่อน(larva) ของพยาธิตัวกลม พยาธิเฮลมินท์ (helminths) สารก่อภูมิแพ้จากมะเร็งบางชนิดและสารจากยาบางอย่าง

ค่าปกติของ Eosinophil

  1. ให้ยึดถือตามข้าที่ระบุไว้ในใบรายงานแสดงผลเลือด (ถ้ามี)
  2. ค่าปกติทั่วไป

 

 

Mono =

% WBC

 

2 – 8

หน่วยนับสมบูรณ์

Absolute count (per mm3)

100 – 700

 

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 370 บาท ลดสูงสุด 1010 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

195

ค่าผิดปกติ

1. ในทางน้อยมีศัพท์เรียกว่า eosinophil ซึ่งอาจแสดงผลว่า

  • ร่างกายอาจกำลังตกอยู่ในความเครียด สภาวะเช่นนี้ต่อมหมวกไตจะหลั่งฮอร์โมนออกมาตัวหนึ่งชื่อ "คอร์ติโคสเตอรอยด์" (corticosteroids) ซึ่งสร้างความเสียหายไปทั่วร่างกายรวมทั้งมันจะลดค่า eosinophil ให้ลดลงอย่างรวดเร็วด้วย
  • ร่างกายอาจกำลังเกิดอาการ Cushing Syndrome ซึ่งมักจะมีไขมันในร่างกายส่วนบนมากผิดปกติจนทำให้ใบหน้ากลม คอกลม แต่แขนเล็กลีบ ความดันเลือดสูงขึ้น น้ำตาลในเลือดมีค่ามากขึ้นมีอาการเหนื่อยผิดปกติทั้งหมดนั้นก็มาจากเหตุที่ฮอร์โมนจากต่อมหมวกไตในระดับสูงเข้ามาอยู่ในกระแสเลือดนานเกินไป

2. ในทางมากมีศัพท์เรียกว่า eosinophilia ซึ่งอาจแสดงผลว่า

  • ร่างกายอาจกำลังเผชิญกับสภาวะภูมิแพ้ เช่น หอบหืด แพ้ดอกหญ้า แพ้อาหารบางอย่าง ( เช่น กุ้ง) แพ้ยา ฯลฯ
  • อาจกำลังเกิดการอักเสบจากพยาธิบางชนิด
  • อาจกำลังเกิดโรคผิวหนังบางชนิดเช่นการอักเสบจากสิว งูสวัด ฯลฯ
  • อาจมีโรคไขกระดูกบางอย่าง

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 370 บาท ลดสูงสุด 1010 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

195

2 แหล่งข้อมูล
กองบรรณาธิการ HD มุ่งมั่นตั้งใจให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง โดยทำงานร่วมกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงเลือกใช้ข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือจากสถาบันต่างๆ คุณสามารถอ่านหลักการทำงานของกองบรรณาธิการ HD ได้ที่นี่
Analysis of Separation of White Blood Cells in Peripheral Blood as an Indicator of MPO Deficiency. National Center for Biotechnology Information. (https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/28801368)

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HD พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ผู้เขียนและผู้รีวิวบทความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่นำเสนอแต่อย่างใด เว้นแต่จะระบุในเนื้อหา การแนะนำสินค้าและบริการแสดงขึ้นอัตโนมัติจากระบบของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าบทความนี้มีประโยชน์มากแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ตั้งกระทู้ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลส่วนตัวของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวิดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รอยโรค (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่ดูไฟล์ได้
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เข้าถึงได้

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
บทความต่อไป
วิตามิน (Vitamins) คืออะไร?
วิตามิน (Vitamins) คืออะไร?

ร่างกายของคุณต้องการวิตามินที่สำคัญถึง 13 ชนิดในการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ