ไวรัสชนิดนี้เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดเริมที่อวัยวะเพศ
เชื้อ Herpes simplex virus ชนิดที่ 2 (HSV-2) เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดที่ทำให้เกิดเริมที่อวัยวะเพศ เชื้อนี้ระบาดได้ง่ายมาก และสามารถแพร่กระจายผ่านทางสารคัดหลั่งจากปากและอวัยวะเพศ โดยเชื้อสามารถติดต่อระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ทางทวารหนัก หรือทางปาก หรือจากการสัมผัสผิวหนังที่มีแผลเปิด เชื้อ herpes simplex virus อีกชนิดหนึ่งซึ่งก็คือเชื้อ HSV-1 นั้นทำให้เกิดโรคเริมที่ปาก เชื้อ HSV-1 นี้ยังสามารถทำให้เกิดโรคเริมที่อวัยวะเพศได้หากมีการแพร่จากปากไปสู่อวัยวะเพศระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ทางปาก
หมดปัญหาเหงื่อออกมากที่มืออย่างถาวร รักษาแล้วมือแห้ง ชีวิตง่ายขึ้น!
จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / เบิกประกันได้ / ผ่อน 0% ได้ / ปรึกษาหมอก่อนผ่าตัดได้ไม่จำกัดครั้ง
ความชุกของการติดเชื้อไวรัส HSV-2
การติดเชื้อชนิดนี้เป็นการติดเชื้อที่พบได้ทั่วไป ศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคของสหรัฐอเมริกา (CDC) ได้ประมาณว่ามีประชาชนสหรัฐอเมริกา 15% ระหว่างอายุ 14-49 ปีที่มีการติดเชื้อ HSV-2 คนส่วนมากที่มีการติดเชื้อนี้มักจะไม่มีอาการ และอาจไม่รู้ว่าตนเองมีเชื้อดังกล่าว จำนวนของผู้ที่เป็นโรคเริมที่อวัยวะเพศในกลุ่มอายุดังกล่าวจะสูงว่า 15% เนื่องจากเชื้อ HSv-1 ก็สามารถทำให้เกิดโรคเริมที่อวัยวะเพศได้เช่นกัน เชื้อ HSV-2 พบได้บ่อยในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย โดยพบว่ามีการติดเชื้อในผู้หญิงสหรัฐประมาณ 1 ใน 5 เมื่อเทียบกับ 1 ใน 10 ในผู้ชาย
คุณติดเชื้อนี้ได้อย่างไร
ไวรัสนี้มีการแพร่กระจายระหว่างบุคคล 2 คนระหว่าง
- การมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด
- การมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก
- การมีเพศสัมพันธ์ทางปาก
เชื้อนี้สามารถส่งผ่านจากคนหนึ่งไปอีกคนหนึ่งได้จากการสัมผัสแผลเปิด สารคัดหลั่งจากอวัยวะเพศและจากปากที่มีเชื้อ เชื้อนี้สามารถแพร่กระจายได้มากที่สุดเมื่อมีแผลเปิดเกิดขึ้น แต่เชื้อไวรัสก็สามารถแพร่กระจายได้แม้ว่าจะไม่มีแผลเปิดดังกล่าวและผิวหนังดูปกติ เชื้อสามารถแพร่จากผู้ชายไปสู่ผู้หญิงได้ง่ายกว่าจากผู้หญิงสู่ผู้ชาย นอกจากนั้นยังสามารถติดต่อได้จากการสัมผัสโดยตรง คุณไม่สามารถติดเชื้อนี้ได้จากการสัมผัสพื้นผิวต่างๆ เช่นที่รองนั่งชักโครก ผ้าเช็ดตัวหรือผ้าปูที่นอนที่คนที่ติดเชื้อใช้งาน
ปัจจัยต่อไปนี้จะเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อของคุณ
- มีคู่นอนหลายคน
- มีเพศสัมพันธ์บ่อย
- ไม่ใช้ถุงยางหรือใช้ถุงยางไม่สม่ำเสมอ
- วิธีเดียวที่จะสามารถหลีกลี่ยงการติดเชื้อนี้ก็คือการไม่มีเพศสัมพันธ์ หรือมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนคนเดียวที่ไม่มีการติดเชื้อ
- หากคุณหรือคู่นอนของคุณมีการติดเชื้อเริมที่อวัยวะเพศ คุณสามารถลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายของเชื้อได้โดย
- ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์
- หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างที่มีอาการ (แม้ว่าแผลดังกล่าวอาจจะไม่ได้อยู่ที่อวัยวะเพศโดยตรง)
- ใช้แผ่นยางในปากระหว่างที่มีเพศสัมพันธ์ทางปาก
การรับประทานยาต้านไวรัส herpes สามารถลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายของไวรัสไปสู่คู่นอนที่ไม่มีการติดเชื้อได้ หากคุณมีการติดเชื้อเริมที่อวัยวะเพศภายใน 1 ปีที่ผ่านมา
คำถามจากผู้ป่วยท่านอื่นเกี่ยวกับเชื้อไวรัส HSV-2 หรือ เริมที่อวัยวะเพศ
หากเป็นเริม แล้วมีเพสสัมพันธ์ จนเกิดการตั้งครรภ์ จะเป็นอันตรายต่อเด็กในครรภ์มากน้อยแค่ไหน
คำตอบ: ถ้ากรณีที่มารดามีอาการขึ้นของโรคเริมที่อวัยวะเพศก่อนที่จะมีการตั้งครรภ์ โอกาสที่เชื้อโรคจะถ่ายทอดไปยังทารกนั้นค่อนข้างต่ำ เพราะว่าภูมิคุ้มกันของมารดานั้นจะถูกส่งผ่านไปยังทารกในครรภ์ ยิ่งมารดาติดเชื้อโรคเริมก่อนการตั้งครรภ์นานเท่าใดระบบภูมิคุ้มกันโรคเริมยิ่งมากขึ้นเท่านั้น สำหรับมารดาที่เพิ่งติดเชื้อโรคเริมที่อวัยวะเพศในระยะ 13 สัปดาห์แรก (ไตรมาสแรก) ของการตั้งครรภ์ อัตราความเสี่ยงที่เชื้อโรคจะถูกส่งผ่านไปยังทารกในครรภ์นั้นก็จะสูงขึ้น ถ้ามารดาติดเชื้อในระยะท้าย ๆ ระหว่างการตั้งครรภ์ ความเสี่ยงที่ทารกในครรภ์จะได้รับเชื้อนั้นก็ยิ่งเพิ่มสูงขึ้นไปอีก การติดเชื้อ Herpes Simplex Virus หรือ เชื้อเริม ในเด็กแรกเกิด เป็นโรคที่มีอันตรายถึงชีวิต ที่เกิดกับเด็กทารกแรกเกิดที่คลอดทางช่องคลอด ที่มารดามีการติดเชื้อเริม (Herpes Simplex) ที่อวัยวะเพศขณะคลอด โดยจะมีอาการได้เป็น 3 รูปแบบ คือ 1. การติดเชื้อจำเพาะที่ ที่มีการติดเชื้อจำกัดวงอยู่แค่ที่ ผิวหนัง, ตา, ปาก 2. การติดเชื้อที่ระบบประสาทส่วนกลางซึ่งอันตรายที่สุด 3. การติดเชื้อแพร่กระจายไปทั่วร่างกาย เพราะฉนั้นหากมารดารู้ตัวว่าเป็นเริมควรได้รับการรักษาทันทีค่ะ - ตอบโดย Witchuda Onmee (พญ.)
ตรวจ STD วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 97 บาท ลดสูงสุด 76%
จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!
เชื้อที่เกิดเริมเป็นเชื้อประเภทไหนนะคะ เชื้อรา แบคทีเรีย หรือไวรัส และไม่เข้าใจว่าทำไมเป็นเป็นซ้ำๆล่ะคะ
คำตอบ: เกิดจากเชื้อไวรัส Herpes Simplex ค่ะ ที่เป็นซ้ำๆเพราะเชื้อจะไปซ่อนที่ปมประสาทค่ะ และเมื่อใดที่ร่างกายอ่อนแอก็จะกลับมาเป็นได้อีกค่ะ - ตอบโดย นิชดา พงษ์ธัญญกรณ์ (พญ.)
เคยเป็นเริมที่อวัยวะเพศ แล้วพอช่วงที่ร่างกายพักผ่อนน้อยจะกลับมาเป็นอีก มีวิธีที่หายขาดไหมคะ
คำตอบ: เริมเป็นเชื้อไวรัส ไม่สามารถฆ่าเชื้อหรือรักษาให้หายขาดได้ เมื่อเป็นแล้วเชื้อจะหลบซ่อนอยู่ตามปมประสาทของร่างกาย รอเวลาที่ร่างกายอ่อนแอ มันก็ออกปฏิบัติการทำให้เกิดการเป็นซ้ำได้ วิธีการดูแลตัวเอง คือ พักผ่อนเพียงพอ ทานอาหารมีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ผ่อนคลายความเครียด เมื่อมีอาการต้องรักษาความสะอาดให้ดี สมารถใช้ยาบรรเทาอาการได้มีทั้งยาทานและยาทา ส่วนใหญ่เมื่อเป็นแล้วอาการครั้งต่อๆไปจะมีความรุนแรงน้อยกว่าและมีความถี่ในการเป็นน้อยลงเพราะร่างกายสร้างภูมิต่อสู้เชื้อ - ตอบโดย ศิรินทิพย์ ผอมน้อย (นักจิตวิทยาคลินิก)
คำตอบ 2: โรคเริมไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้แต่สามารถป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำได้ค่ะ เพราะเมื่อติดเชื้อแล้ว เชื้อจะไปซ่อนอยู่ที่ปมประสาท วันดีคืนดีเมื่อภูมิคุ้มกันต่ำหรือร่างกายอ่อนแอจะกลับมาเป็นได้ค่ะ ดังนั้นต้องพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงความเครียดเพื่อไม่ให้กลับมาเป็นอีกค่ะ - ตอบโดย นิชดา พงษ์ธัญญกรณ์ (พญ.)
พอดีแฟนเป็นเริมที่ริมฝีปากแต่ช่วงที่ไม่มีอาการ สามารถจูบกับแฟนได้ไหมครับ แล้วสามารถมีเพศสัมพันธุ์ได้ตามปกติไหมครับ
คำตอบ: ยังไม่แนะนำครับ เพราะอาจเกิดการติดต่อกันได้ ควรจะรักษาให้เชื้อหายก่อนครับ - ตอบโดย ชยากร พงษ์พยัคเลิศ (นพ.)
ความเสี่ยงของเริมกับการตั้งครรถ์
คำตอบ: เสี่ยงต่อการติดเชื้อสู่ทารกค่ะ โดยเฉพาะถ้าคุณแม่กำลังมีอาการกำเริบอยู่ และกำลังท้องในช่วงสุดท้ายของการตั้งครรภ์หรือช่วงไตรมาสที่สาม วิธีการป้องกันไม่ให้ติดสู่ทารกคือ หมอจะให้ทานยาต้านไวรัสค่ะ แล้วเวลาคลอดจะต้องใช้วิธีผ่าแทนการคลอดเอง อีกทั้งควรดูแลสุขภาพไม่ให้ภูมิต้านทานต่ำ โดยการกินอาหารให้ครบห้าหมู่ พักผ่อนให้เพียงพอ และไม่เครียดค่ะ - ตอบโดย นิชดา พงษ์ธัญญกรณ์ (พญ.)
เคยเป็นเริมแล้วจะเป็นไม่หายและกลับมาเป็นใหม่ใช่มั้ยคะ แล้วรักษายังไงคะ เป็นครั้งที่สองแล้วค่ะ ครั้งแรกปล่อยให้หายเอง นานมาก
คำตอบ: เป็นแล้วจะไม่หายค่ะ เพราะเชื้อจะไปซ่อนที่ปมประสาท วันดีคืนดีถ้าร่างกายอ่อนแอหรือภูมิคุ้มกันต่ำก็จะเกิดเริมได้ค่ะ สำหรับการรักษามีดังนี้ค่ะ *สำหรับการติดเชื้อเริมครั้งแรกในช่องปากหรืออวัยวะเพศ แพทย์จะให้รับประทานยาอะไซโคลเวียร์ (Acyclovir) ครั้งละ 200 มิลลิกรัม วันละ 5 ครั้ง ทุก ๆ 4 ชั่วโมง (เว้นช่วงนอนหลับตอนดึก) หรือให้รับประทานในขนาด 400 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง ทุก ๆ 8 ชั่วโมง นาน 10-14 วัน *สำหรับการติดเชื้อซ้ำในบริเวณช่องปาก (ริมฝีปากด้านนอก เหงือก หรือเพดานปาก) หรืออวัยวะเพศ แพทย์จะให้รับประทานยาอะไซโคลเวียร์ (Acyclovir) ครั้งละ 400 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง ทุก ๆ 8 ชั่วโมง นาน 5 วัน นอกจากนี้อาจพิจารณาให้ยาทา Acyclovir cream หรือชื่อการค้าตามตลอดทั่วไปคือ Vilerm หรือ Zovirax ค่ะ - ตอบโดย นิชดา พงษ์ธัญญกรณ์ (พญ.)
อ่านเพิ่มเติม: รวมคำถามที่ถูกถามบ่อยเกี่ยวกับโรคทางเพศสัมพันธ์ (STD) ทั้งหญิง และชาย
เป็นไข้หวัดใหญ่ชนิดเดียวกันในช่วงๆเวลาใกล้กันได้หรือไม่คะ