รู้จักการฝังยาคุม ประสิทธิภาพและผลข้างเคียงต่อสุขภาพที่ควรรู้ !

การฝังยาคุมกำเนิดเป็นอย่างไร? อันตรายหรือไม่?
เผยแพร่ครั้งแรก 30 พ.ย. 2017 อัปเดตล่าสุด 17 พ.ย. 2020 ตรวจสอบความถูกต้อง 11 ก.ค. 2019 เวลาอ่านประมาณ 5 นาที
รู้จักการฝังยาคุม ประสิทธิภาพและผลข้างเคียงต่อสุขภาพที่ควรรู้ !

เรื่องควรรู้

ขยาย

ปิด

  • ยาคุมกำเนิดแบบฝัง เป็นวิธีการคุมกำเนิดแบบชั่วคราวที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุด มีโอกาสตั้งครรภ์เพียง 0.05% หรือ 1 ใน 2,000 คน
  • การฝังยาคุม 1 ครั้ง สามารถคุมกำเนิดได้ 3 ปี โดยจะต้องเข้ารับการฝังยาคุมและถอดยาคุมออกที่โรงพยาบาล หรือคลินิกสูตินรีเวชเท่านั้น
  • ผู้ที่เหมาะจะฝังยาคุมกำเนิด คือ ผู้ที่ชอบลืมรับประทานยาคุมกำเนิดแบบเม็ด หรือไม่สามารถรับประทานยาคุมได้ ผู้ที่ต้องการคุมกำเนิด 3-5 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่เคยเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันมาก่อน
  • ผู้ที่ไม่ควรฝังยาคุมกำเนิด เช่น ผู้ที่ไม่แน่ใจว่ากำลังตั้งครรภ์อยู่หรือไม่ ผู้ที่มีเลือดออกบริเวณช่องคลอดโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวต่างๆ เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคลมชัก
  • ยาคุมกำเนิดแบบฝังมีประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์ แต่ไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ จึงควรใช้ถุงยางอนามัยควบคู่กับยาคุมกำเนิดแบบฝังจะเป็นการดีที่สุด (ดูแพ็กเกจตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ที่นี่)

วิธีคุมกำเนิดโดยใช้การฝังยาคุมกำเนิด หรือ ยาคุมกำเนิดแบบฝัง (Contraceptive implant หรือ Implantable contraception) เป็นวิธีคุมกำเนิดแบบชั่วคราว โดยการฝังฮอร์โมนที่ชื่อ โปรเจสติน (Progestin) ที่ใต้ผิวหนังบริเวณใต้ท้องแขนข้างใดข้างหนึ่งซึ่งเป็นข้างที่ไม่ถนัด 

ฮอร์โมนนี้จะถูกเก็บอยู่ภายในหลอด หรือแท่งพลาสติกขนาดเล็กประมาณไม้จิ้มฟันชนิดกลม ซึ่งเมื่อฮอร์โมนโปรเจสตินได้ถูกปล่อยเข้าสู่ร่างกายแล้ว ก็จะมีผลให้การเจริญเติบโตของฟองไข่ถูกยับยั้ง ทำให้ไม่เกิดการตกไข่ จึงไม่มีการตั้งครรภ์เกิดขึ้นนั่นเอง

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจโควิด-19 (COVID-19) วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 4275 บาท ลดสูงสุด 2275 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

Ads h 48

ยาฝังคุมกำเนิดออกฤทธิ์อย่างไร?

การใช้ยาฝังคุมกำเนิดจะไม่ทำให้เกิดผลข้างเคียงเหมือนการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม เนื่องจากยาฝังคุมกำเนิดจะมีฮอร์โมนโปรเจสติน (Progestin) เพียงชนิดเดียวเท่านั้น 

ซึ่งเมื่อซึมออกมาจากแท่งยาเข้าสู่กระแสเลือดแล้ว ฮอร์โมนนี้จะทำให้ฟองไข่หยุดการเจริญเติบโต จึงทำให้ไม่มีไข่ตกพร้อมที่จะผสมกับเชื้ออสุจิ 

ไม่เพียงเท่านั้น ฮอร์โมนโปรเจสตินยังส่งผลให้มูกที่ปากมดลูกมีลักษณะเหนียวข้น จึงสร้างความยากลำบากให้แก่อสุจิที่จะว่ายผ่านเข้าไป จึงเป็นอีกทางหนึ่งที่จะช่วยลดโอกาสในการผสมกันระหว่างไข่กับอสุจิ 

อีกทั้งยังทำให้ผนังมดลูกบางลง เป็นการลดโอกาสในการฝังตัวของไข่ที่ผสมแล้ว การตั้งครรภ์จึงไม่สามารถเกิดขึ้นได้

ยาฝังคุมกำเนิดมีประสิทธิภาพมากแค่ไหน?

เมื่อเทียบกับวิธีคุมกำเนิดแบบอื่นๆ แล้วการฝังยาคุมกำเนิดถือเป็นวิธีป้องกันการตั้งครรภ์ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยจะเป็นรองก็แต่การไม่มีเพศสัมพันธ์เลยเท่านั้น 

ซึ่งวิธีนี้จะทำให้มีโอกาสล้มเหลวที่จะตั้งครรภ์เกิดขึ้นได้เพียง 0.05% หรือ 1 ใน 2,000 คนเท่านั้น โดยการฝัง 1 ครั้ง ยาคุมที่ฝังไว้จะค่อยๆ ปลดปล่อยฮอร์โมนออกมา และสามารถคุมกำเนิดได้ยาวนานถึง 3 ปี

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจโควิด-19 (COVID-19) วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 4275 บาท ลดสูงสุด 2275 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

Ads h 48

ขั้นตอนการฝังยาคุมกำเนิด

การฝังยาคุมกำเนิดสามารถทำได้ตลอดรอบเดือน แต่ก่อนจะเริ่มทำการฝังยาคุมกำเนิดจะต้องตรวจสอบให้มั่นใจว่า ผู้ป่วยไม่ได้ตั้งครรภ์อยู่ หลังจากนั้นแพทย์จะทำรอยเล็กๆ เอาไว้ที่บริเวณท้องแขนด้านในข้างที่จะทำการฝังยาเข้าไป 

จากนั้นจะใช้น้ำยาฆ่าเชื้อทำความสะอาดผิวหนัง และฉีดยาชาที่บริเวณใต้ท้องแขน เสร็จแล้วแพทย์จะเปิดแผลที่ท้องแขนออกโดยการใช้เข็มนำ ซึ่งแผลที่เปิดออกนี้จะมีความกว้างประมาณ 0.3 เซนติเมตร จากนั้นจึงจะนำแท่งตัวนำหลอดบรรจุยาสอดใส่เข้าไปข้างใน

พอฝังหลอดยาเข้าภายในร่างกายแล้ว แท่งนำยากับเข็มนำก็จะถูกถอนออก จากนั้นจะใช้ปลาสเตอร์เล็กๆ ปิดแผลแล้วใช้ผ้าพันแผลพันทับอีกทีหนึ่งก็เป็นอันเรียบร้อย โดยจะพันแผลทิ้งไว้ประมาณ 24 ชั่วโมง 

เมื่อนำผ้าพันแผลออกแล้วจะปรากฏเป็นรอยฟกช้ำ และมีอาการเจ็บแขนตรงจุดที่ฝังยาเล็กน้อยอยู่ราวๆ 1 สัปดาห์ จากนั้นรอยฟกช้ำจะเริ่มหายไป และภายในระยะเวลา 3 – 5 วัน แผลก็จะค่อยๆ หายเป็นปกติ

แต่ในระยะเวลา 7 วันหลังจากที่ทำ ห้ามให้แผลถูกน้ำ และแพทย์จะนัดตรวจดูบาดแผลหลังจากที่ทำไปได้ 7 วัน

ขั้นตอนของการถอดยาฝังคุมกำเนิดออก

ในขั้นตอนการถอดยาฝังคุมกำเนิดออกจะทำให้เกิดบาดแผลที่ใหญ่กว่าตอนใส่เข้าไปเล็กน้อย และอาจจำเป็นต้องใช้ไหมในการเย็บแผล 1 เข็ม 

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจโควิด-19 (COVID-19) วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 4275 บาท ลดสูงสุด 2275 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

Ads h 48

แพทย์จะฉีดยาชาแต่เพียงเล็กน้อยบริเวณด้านใต้ส่วนปลายของแท่งฮอร์โมน แล้วจึงกรีดผิวหนังออกเป็นแผลขนาดเล็ก เสร็จแล้วจึงใช้อุปกรณ์ดึงเอาแท่งฮอร์โมนออกมา 

โดยจะกลับมามีประจำเดือนตามปกติภายในเวลา 1–12 เดือนหลังจากที่ได้ถอดยาออกไปแล้ว และจะเริ่มมีไข่ตกประมาณ 1–3 เดือน

เข้ารับการฝังยาคุมกำเนิดได้ที่ไหนบ้าง?

ผู้ที่ต้องการคุมกำเนิดแบบการฝังยา สามารถติดต่อขอรับบริการฝังยาคุมกำเนิดได้ที่โรงพยาบาลประจำอำเภอขนาดใหญ่ หรือโรงพยาบาลประจำจังหวัด หรืออาจจะสอบถามไปที่คลินิกสูตินรีเวชต่างๆ ก็ได้ โดยจะใช้ระยะเวลาในการทำไม่เกิน 10–20 นาทีเท่านั้น

ผู้ที่เหมาะจะฝังยาคุมกำเนิด

ผู้ที่เหมาะกับการใช้วิธีฝังยาคุมกำเนิดนั้น คือ ผู้ที่มักจะลืมรับประทานยาคุมกำเนิดอยู่เป็นประจำ หรือต้องการวิธีคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการป้องกันการตั้งครรภ์ และต้องการที่จะคุมกำเนิดเป็นระยะเวลา 3–5 ปีขึ้นไป 

หรือผู้ที่ไม่สามารถที่จะใช้วิธีคุมกำเนิดรูปแบบอื่นซึ่งต้องใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจนได้ เช่น ผู้หญิงที่อยู่ระหว่างให้นมลูก (จะใช้วิธีฝังยาคุมกำเนิดได้เมื่อทารกอายุ 6 สัปดาห์ขึ้นไป) 

หรือผู้ที่เคยเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันมาก่อน เนื่องจากการฝังยาคุมกำเนิดซึ่งมีฮอร์โมนโปรเจสตินเพียงอย่างเดียวมีความเสี่ยงในการเกิดลิ่มเลือดอุดตันเฉียบพลันน้อยกว่ายาคุมกำเนิดแบบรวม

ผู้ที่ไม่ควรฝังยาคุมกำเนิด

การฝังยาคุมกำเนิดอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพของยารักษาโรคบางชนิด หรืออาการผิดปกติต่างๆ บุคคลเหล่านี้จึงไม่ควรฝังยาคุมกำเนิด ซึ่งได้แก่

  • ผู้ที่สงสัย หรือไม่แน่ใจว่าจะตั้งครรภ์หรือไม่ ซึ่งหากต้องการฝังยาคุมกำเนิด ก็ควรลองทดสอบการตั้งครรภ์ดูก่อน

  • ผู้ที่บริเวณช่องคลอด หรืออวัยวะเพศมีเลือดออกผิดปกติ โดยไม่รู้สาเหตุ รวมถึงผู้ที่มีเลือดออกง่ายด้วย

  • ผู้ที่เป็นมะเร็งบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ เช่น มะเร็งเต้านม หรือว่าเคยมีประวัติเป็นมะเร็งเต้านม

  • ผู้ที่มีข้อห้ามในการใช้ฮอร์โมนโปรเจสโตเจน หรือมีเนื้องอกที่มีความสัมพันธ์กับการใช้ฮอร์โมนโปรเจสโตเจน เพราะการฝังยาอาจไปกระตุ้นได้นั่นเอง

  • ผู้ที่เป็นโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคลมชัก โรคถุงน้ำดี หากต้องการฝังยาคุมกำเนิด ควรปรึกษาแพทย์ก่อนจะดีที่สุด

  • ผู้ที่รับประทานยาบางชนิดที่ทำให้ยาคุมกำเนิดมีประสิทธิภาพลดลง เช่น ยารักษาอาการติดเชื้อ HIV ยาต้านชัก ยารักษาวัณโรค และยาปฏิชีวนะบางชนิด เช่น rifabutin rifampicin หรือรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบางชนิด เช่น St John's wort

ผลข้างเคียงยาฝังคุมกำเนิด

แม้ว่ายาฝังคุมกำเนิดจะมีประสิทธิภาพในการป้องกันสูงสุด และเหมาะสำหรับผู้ที่ไม่สามารถใช้ยาคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนได้ แต่ก็ทำให้เกิดผลข้างเคียงได้เช่นกัน ดังนี้

  • ในช่วง 2–3 เดือนแรก อาจพบว่าประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ หรืออาจจะมาแบบกะปริดกะปรอย หรือมีอาการตกขาวมาก หรือบางรายอาจจะมีประจำเดือนมามากติดต่อกันนานหลายวัน ไม่มีประจำเดือน หรือประจำเดือนอาจขาดไปเลยก็มีซึ่งเป็นอาการที่พบบ่อยที่สุดแต่ไม่เป็นอันตราย

    สามารถช่วยให้อาการเลือดออกกะปริดกะปรอยลดน้อยลงได้ โดยใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจน 0.05 มิลลิกรัม วันละ 1 เม็ด ติดต่อกันประมาณ 7-10 วัน

  • อาจมีอาการปวดท้องน้อยและปวดประจำเดือนในช่วง 2 – 3 เดือนแรก และอาจรู้สึกปวดแขนตรงบริเวณที่ฝังยาคุมกำเนิดได้

  • แผลที่ฝังยาอาจมีอาการอักเสบหรือเกิดเป็นรอยแผลเป็นได้

  • มีอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน ในช่วงแรก

  • มีอารมณ์ไม่คงที่ หงุดหงิดและอารมณ์เสียบ่อยๆ

  • รู้สึกปวดหรือเจ็บบริเวณเต้านม และอาจเกิดภาวะลิ่มเลือดในหลอดเลือดต่ำ

  • หากมีการตั้งครรภ์ อาจเกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูกขึ้นได้ง่าย

  • อาจเกิดสิว มีขนดก และมีความต้องการทางเพศลดน้อยลง ซึ่งเป็นผลจากตัวยานั่นเอง

ฝังแล้วประจำเดือนไม่มา เป็นอันตรายหรือไม่?

โดยปกติแล้วหลังจากฝังยาคุมกำเนิด คนส่วนใหญ่มักจะไม่มีประจำเดือนมา เนื่องจากเป็นผลของฮอร์โมนในยาคุมที่ฝังเข้าไปนั่นเอง ซึ่งเป็นอาการข้างเคียงที่พบได้ทั่วไป ไม่เป็นอันตรายใดใด

สำหรับบางคนอาจมีอาการเลือดออกกระปริบกระปรอยได้ แต่ปัญหาเหล่านี้จะลดน้อยลงหลังจากผ่านหนึ่งปีไปแล้ว 

ดังนั้นหากประจำเดือนมาก็ไม่ต้องกังวลเพราะไม่ใช่เรื่องผิดปกติ ยิ่งในคนที่มีน้ำหนักตัวมากกว่า 70 กิโลกรัมด้วยแล้ว ก็ยิ่งมีโอกาสที่ประจำเดือนมาได้มากกว่าบุคคลทั่วไป เว้นแต่ประจำเดือนมามากและมาแบบไม่หยุด ควรไปพบแพทย์โดยด่วน

การฝังยาคุมกำเนิด เป็นอีกวิธีหนึ่งในการป้องกันการตั้งครรภ์ที่มีประสิทธิภาพ และคุมได้ในระยะยาว เพราะฉะนั้นใครที่ต้องการคุมกำเนิดแบบระยะยาว ก็เหมาะที่จะคุมกำเนิดด้วยการฝังยาคุมกำเนิดมากที่สุด 

อย่างไรก็ตาม วิธีการฝังยาคุมกำเนิดไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ ดังนั้นควรใช้วิธีการคุมกำเนิดชนิดนี้ร่วมกับการใช้ถุงยางอนามัยจะเป็นการดีที่สุด

ดูแพ็กเกจตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เปรียบเทียบราคา โปรโมชั่นล่าสุดจากโรงพยาบาลและคลินิกชั้นนำได้ที่นี่ หรือไม่พลาดทุกการอัปเดตแพ็กเกจต่างๆ เมื่อกดเป็นเพื่อนทางไลน์ @hdcoth และกดดาวน์โหลดแอป iOS และ Android


2 แหล่งข้อมูล
กองบรรณาธิการ HD มุ่งมั่นตั้งใจให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง โดยทำงานร่วมกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงเลือกใช้ข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือจากสถาบันต่างๆ คุณสามารถอ่านหลักการทำงานของกองบรรณาธิการ HD ได้ที่นี่
Andrea R. Resseguie, Contraception Choices for Women at Risk for Venous Thromboembolism (https://www.pharmacytimes.com/publications/issue/2014/june2014/contraception-choices-for-women-at-risk-for-venous-thromboembolism ), 16 June 2014
NHS, Contraceptive implant (https://www.nhs.uk/conditions/contraception/contraceptive-implant/), 22 January 2018

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HD พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ผู้เขียนและผู้รีวิวบทความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่นำเสนอแต่อย่างใด เว้นแต่จะระบุในเนื้อหา การแนะนำสินค้าและบริการแสดงขึ้นอัตโนมัติจากระบบของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าบทความนี้มีประโยชน์มากแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ตั้งกระทู้ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลส่วนตัวของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวิดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รอยโรค (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่ดูไฟล์ได้
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เข้าถึงได้

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
บทความต่อไป
อาการก่อนเป็นประจําเดือน
อาการก่อนเป็นประจําเดือน

อย่าด่วนตัดสินว่า ขี้เหวี่ยง ขี้วีน ขี้กังวล ร้องไห้ง่าย คือนิสัยของผู้หญิง แท้ที่จริงอาจมาจากพีเอ็มเอสก็ได้

อ่านเพิ่ม
PMS พีเอมเอส อาการหงุดหงิดขั้นรุนแรง ก่อนที่จะมีประจำเดือน
PMS พีเอมเอส อาการหงุดหงิดขั้นรุนแรง ก่อนที่จะมีประจำเดือน

รู้จัก เข้าใจ และพร้อมรับมือกับทุกอาการพีเอ็มเอส...หนักแค่ไหนก็เอาอยู่

อ่านเพิ่ม