คางทูม

เผยแพร่ครั้งแรก 2 เม.ย. 2018 อัปเดตล่าสุด 17 พ.ย. 2020 เวลาอ่านประมาณ 2 นาที
คางทูม

คางทูมเป็นได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ คางทูมเป็นโรคติดต่อและพบได้บ่อยในเด็ก ลักษณะเด่นคือมีการปวดและบวมโตของต่อมน้ำลายด้านข้างแก้ม หรือต่อมน้ำลายพาโรติด (parotid glands)

สาเหตุของคางทูม

เกิดจากการติดเชื้อไวรัสคางทูม ซึ่งแพร่กระจาย ติดต่อสู่ผู้อื่นได้ง่ายผ่านน้ำลายของผู้ป่วย โดยการสัมผัสหรือหายใจเอาน้ำลายจากการไอหรือจามของผู้ป่วยเข้าไป หรือเกิดจากการใช้สิ่งของร่วมกันกับผู้ป่วยเช่น ช้อน ส้อม แก้วน้ำ เป็นต้น

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ปรึกษาเภสัช สั่งยา ฟรีค่าส่งทั่วประเทศ*

แชทกับเภสัชกรฟรี! 9 โมงเช้าถึงเที่ยงคืน พร้อมรับส่วนลดค่ายา 5% HDmall ออกค่าส่งให้สูงสุด 40 บาท

อาการของคางทูม

โรคคางทูม มีอาการเริ่มแรกคือมีไข้ 2-3 วัน ปวดหัว ปวดบริเวณกล้ามเนื้อ เหนื่อยล้า และเบื่ออาหาร จากกนั้นจะมีการบวมโตของต่อมน้ำลาย ประมาณ 20% ของผู้ป่วยโรคคางทูมจะไม่แสดงอาการของโรค ในผู้ป่วยเพศชายที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ มีประมาณ 10-20% มีความเสี่ยงที่จะเกิดการติดเชื้อบริเวณอัณฑะได้ด้วย

การวินิจฉัยคางทูม

หากแพทย์สงสัยว่าผู้ป่วยเป็นโรคทางทูม อาจจะต้องทดสอบทางห้องปฏิบัติการได้แก่ ตรวจเลือด หรือ ทดสอบหาเชื้อไวรัสโดยวิธีพีซีอาร์ (PCR)  เมื่อเราเป็นโรคร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันหรือแอนติบอดีขึ้นเพื่อต่อสู้กับไวรัส ดังนั้นหากสงสัยเป็นคางทูมอาจตรวจได้โดยการทดสอบหาแอนติบอดีได้เช่นกัน

การรักษาคางทูม

โรคเกิดจากเชื้อไวรัส ดังนั้นยาปฏิชีวนะจะใช้ไม่ได้ผล และทำได้เพียงรักษาไปตามอาการ และจะหายได้เองในเวลา 2 สัปดาห์ การพักผ่อนให้เพียงพอเป็นวิธีการรักษาที่ดีที่สุด นอกจากนี้ยังมีวิธีที่ช่วยลดความเจ็บปวดได้ และช่วยป้องกันการติดต่อสู่ผู้อื่น ได้ดังนี้

  • พักผ่อนจนกว่าอาการไข้จะหาย
  • แยกตัวเองออกจากผู้อื่นเพื่อป้องกันการแพร่กระจายโรคสู่ผู้อื่น อาจใช้ยาแก้ปวดหากมีอาการปวดมาก
  • ประคบร้อนหรือประคบเย็นเพื่อช่วยลดความเจ็บปวดและลดบวม
  • เลี่ยงการรับประทานอาหารที่ต้องเคี้ยวเยอะ รับประทานอาหารอ่อน เช่น ซุป
  • เลี่ยงการรับประทานผลไม้รสเปรี้ยว หรือน้ำผลไม้ ซึ่งจะทำให้หลั่งน้ำลายออกมากขึ้น
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ

โรคแทรกซ้อน

คางทูมสามารถหายได้เองและมีโรคแทรกซ้อนได้น้อยมาก โรคแทรกซ็อนที่อาจเป็นไปได้คือ การอักเสบ บวมแดง ในบางบริเวณได้ เช่น อัณฑะ ตับอ่อน รังไข่ เต้านม และเนื้อเยื่อสมองและของเหลวรอบสมองและไขสันหลัง คางทูมอาจทำให้สูญเสียการได้ยิน และแท้งบุตรได้แต่พบได้น้อยมาก

การป้องกันคางทูม

ปกติในร่างกายของเรามีภูมิคุ้มกันอยู่บ้างแล้วจากการเคยติดเชื้อต่างๆ หรือเคยได้รับวัคซีนมาก่อน วัคซีนจะรวมกับโรคหัดและหัดเยอรมันด้วย ชื่อว่าวัคซีนเอ็มเอ็มอาร์ (measles-mumps-rubella ,MMR) ซึ่งจะให้ในเด็กทุกคน แบ่งให้ 2 ครั้ง คือ

  • ครั้งแรก ในช่วงอายุ 12-15 เดือน
  • ครั้งที่สอง ให้ช่วงอายุ 4-6 ปี หรือ 11-12 ปี

เมื่อได้รับครบทั้ง 2 ครั้ง วัคซีนจะป้องกันการเกิดโรคคางทูมได้ 95%

 


1 แหล่งข้อมูล
กองบรรณาธิการ HD มุ่งมั่นตั้งใจให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง โดยทำงานร่วมกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงเลือกใช้ข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือจากสถาบันต่างๆ คุณสามารถอ่านหลักการทำงานของกองบรรณาธิการ HD ได้ที่นี่
Viral etiology of mumps-like illnesses in suspected mumps cases reported in Catalonia, Spain. National Center for Biotechnology Information. (https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC4514168/)

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HD พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ผู้เขียนและผู้รีวิวบทความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่นำเสนอแต่อย่างใด เว้นแต่จะระบุในเนื้อหา การแนะนำสินค้าและบริการแสดงขึ้นอัตโนมัติจากระบบของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าบทความนี้มีประโยชน์มากแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

บทความต่อไป