กองบรรณาธิการ HD
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HD

5 ประโยชน์ของเลมอนที่มีต่อผู้ป่วยโรคเบาหวาน

เผยแพร่ครั้งแรก 5 พ.ค. 2018 อัปเดตล่าสุด 9 ส.ค. 2020 เวลาอ่านประมาณ 3 นาที
5 ประโยชน์ของเลมอนที่มีต่อผู้ป่วยโรคเบาหวาน

เลมอนเป็นหนึ่งในผลไม้ตระกูลซิตรัสที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก แต่นอกจากสีสันของเปลือกและเนื้อที่เตะตา และกลิ่นหอมที่เย้ายวนใจแล้ว มันก็ยังนำมาใช้เป็นส่วนผสมของสารพัดเมนูคาวหวาน น้ำและเนื้อของเลมอนอุดมไปด้วยสารอาหารที่อาจมากกว่าที่คุณคิดไว้เสียอีก และที่สำคัญคือ มันยังเป็นอาหารที่เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานด้วยค่ะ แต่ว่าจะเป็นเพราะอะไรนั้น เราลองมาดูพร้อมกันเลยดีกว่า

5 ประโยชน์ของเลมอนที่มีต่อผู้ป่วยโรคเบาหวาน มีอะไรบ้าง?

1. วิตามินซีในเลมอนอาจช่วยลดระดับของน้ำตาลกลูโคสในเลือด

นักวิจัยพบความสัมพันธ์ที่ผกผันระหว่างระดับของวิตามินซีในร่างกาย และความเสี่ยงของการเป็นโรคเบาหวาน ทั้งนี้พวกเขาพบว่า การทานผลไม้และผักอาจช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวาน ซึ่งเลมอนมอบวิตามินซีให้คุณได้เกือบประมาณ 50% ของปริมาณที่แนะนำต่อวัน นอกจากนี้นักวิจัยยังชี้ให้เห็นถึงการใช้วิตามินซีร่วมกับยาอย่างเมทฟอร์มิน เพื่อช่วยรักษาโรคเบาหวานประเภท 2 ซึ่งมีงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่นักวิจัยให้ผู้เข้าร่วมทดลองทานวิตามินซีร่วมกับเมทฟอร์มินเป็นเวลา 12 สัปดาห์ ผลปรากฏว่า ระดับของกลูโคสในเลือด และน้ำตาลสะสม (HbA1c) ลดลงทั้งก่อนและหลังทาน อย่างไรก็ตาม การทานวิตามินซีแบบอาหารเสริมปริมาณมากอาจมีผลข้างเคียง ดังนั้นการเลือกทานวิตามินซีที่มาจากแหล่งธรรมชาติอย่างน้ำ   เลมอนจึงเป็นไอเดียที่ดี

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจ DNA วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 5605 บาท ลดสูงสุด 3895 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

Ads h 53

2. ไฟเบอร์ช่วยควบคุมกลูโคสและลดความเสี่ยงในการโรคหัวใจ

เลมอนมีไฟเบอร์ในเนื้อมากถึง 2.4 กรัม ซึ่งมีค่าประมาณ 9.6% ของปริมาณที่แนะนำต่อวัน ทั้งนี้การทานอาหารที่มีไฟเบอร์เป็นเรื่องสำคัญสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน เพราะคนที่เป็นโรคนี้มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดมากขึ้น การทานอาหารที่มีไฟเบอร์สูงอาจช่วยปรับปรุงการควบคุมค่าดัชนีน้ำตาล ทำให้ระดับของน้ำตาลกลูโคสผันผวนน้อยลงและทำให้คุณอิ่มนานขึ้น นอกจากนี้ไฟเบอร์ยังทำให้ร่างกายพึ่งฮอร์โมนอินซูลินลดลง ทำให้ระดับของไตรกลีเซอไรด์ต่ำลง ช่วยลดน้ำหนัก ปรับปรุงการควบคุมการเผาผลาญพลังงานสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน และลดความดันโลหิต

3. โพแทสเซียมในเลมอนช่วยต่อสู้กับปัญหาที่เกี่ยวกับหัวใจ

โพแทสเซียมสามารถช่วยลดระดับของความดันโลหิต และลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจและภาวะกล้ามเนื้อหัวใจวายเฉียบพลัน ซึ่งเป็นโรคที่ผู้ป่วยโรคเบาหวานมีโอกาสเป็นได้ เพราะมันช่วยลดการแข็งตัวของหลอดเลือดที่เกิดจากการสะสมของแคลเซียม นอกจากนี้โพแทสเซียมยังทำงานร่วมกับโซเดียมเพื่อควบคุมสมดุลของน้ำในร่างกาย และช่วยควบคุมการเต้นของหัวใจให้เป็นปกติ

4. ช่วยในการย่อยอาหาร

คนที่เป็นโรคเบาหวานจำเป็นต้องรักษาระบบย่อยอาหารให้ทำงานเป็นปกติ โรคเบาหวานที่ไม่ได้รับการควบคุมที่ดีสามารถส่งผลต่อระบบอื่นๆ ในร่างกาย ไม่เว้นแม้แต่ระบบย่อยอาหาร อีกทั้งยังทำให้เป็นโรคกรดไหลย้อนและภาวะกระเพาะอาหารบีบตัวช้า อาหารจะถูกย่อยได้ช้าลง และทำให้กระเพาะว่างช้าลงกว่าปกติ ซึ่งมีการค้นพบว่า น้ำเลมอนสามารถช่วยย่อยอาหาร และช่วยร่างกายกำจัดสารพิษ นอกจากนี้หากคุณมีปัญหากับน้ำหนักตัว การดื่มน้ำอุ่นพร้อมกับน้ำเลมอนอาจช่วยทำให้ระบบเมทาบอลิซึมทำงานได้ดีขึ้น ส่งผลให้ร่างกายเผาผลาญแคลอรีได้มากขึ้นตลอดทั้งวัน

5. มีแคลอรีต่ำ

คนที่เป็นโรคเบาหวานอาจต้องเลือกทานอาหารมากกว่าคนอื่น โดยไม่ให้ทานน้ำตาล คาร์บ หรือได้รับแคลอรีมากเกินไป แต่เลมอนเป็นหนึ่งในอาหารที่มีไขมันและแคลอรีต่ำที่คุณสามารถทานได้อย่างสบายใจ นอกจากนี้เลมอนยังมีวิตามินและแร่ธาตุมากเหมือนกับผลไม้ตระกูลซิตรัสชนิดอื่นๆ ซึ่งเนื้อเลมอน 84 กรัม มีวิตามินซีประมาณ 44.5 มิลลิกรัม (49.4% ของประมาณที่แนะนำต่อวัน) ไฟเบอร์ 2.4 กรัม (9.6% ของประมาณที่แนะนำต่อวัน) แคลเซียม 22 มิลลิกรัม (1.7% ของประมาณที่แนะนำต่อวัน) โพแทสเซียม 116 มิลลิกรัม (2.5% ของประมาณที่แนะนำต่อวัน) และโฟเลต 22 ไมโครกรัม (2.3% ของประมาณที่แนะนำต่อวัน)

อย่างไรก็ตาม คุณสามารถทานเลมอนแบบง่ายๆ โดยนำมาคั้นเป็นน้ำ หรือนำมาผสมกับน้ำอุ่น ในกรณีที่คุณทานสลัด คุณก็อาจนำน้ำเลมอนมาทำเป็นน้ำราดสลัดแทนมายองเนส หรืออาจนำไปเพิ่มรสชาติให้เนื้อหรือปลาย่าง แต่ทั้งนี้คุณก็ควรจำกัดการทานเลมอนให้เหมะสม เพราะการทานเลมอนมากเกินไปสามารถทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น ทำให้แสบร้อนกลางอก ท้องเสีย อาเจียน ทำให้เคลือบฟันถูกทำลาย ทำให้เกิดนิ่วในไต ฯลฯ


12 แหล่งข้อมูล
กองบรรณาธิการ HD มุ่งมั่นตั้งใจให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง โดยทำงานร่วมกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงเลือกใช้ข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือจากสถาบันต่างๆ คุณสามารถอ่านหลักการทำงานของกองบรรณาธิการ HD ได้ที่นี่
Is Green Tea Good for Type 2 Diabetes?. Everyday Health. (https://www.everydayhealth.com/type-2-diabetes/diet/green-tea-good-type-2-diabetes/)
Using Lemons as a Folk Remedy for Diabetes. Verywell Health. (https://www.verywellhealth.com/benefits-of-lemon-and-diabetes-1087441)
Lemons and Diabetes: Are They Safe to Eat?. Healthline. (https://www.healthline.com/health/lemons-and-diabetes)

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HD พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ผู้เขียนและผู้รีวิวบทความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่นำเสนอแต่อย่างใด เว้นแต่จะระบุในเนื้อหา การแนะนำสินค้าและบริการแสดงขึ้นอัตโนมัติจากระบบของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าบทความนี้มีประโยชน์มากแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ตั้งกระทู้ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลส่วนตัวของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวิดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รอยโรค (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่ดูไฟล์ได้
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เข้าถึงได้

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม