ชวิน รวิทิวากุล
เขียนโดย
ชวิน รวิทิวากุล
นพ.พิสุทธิ์ พงษ์ชัยกุล
ตรวจสอบความถูกต้องโดย
นพ.พิสุทธิ์ พงษ์ชัยกุล

จัดการความเครียดอย่างไรในช่วง COVID-19 ระบาด

วิธีจัดการความวิตกกังวลสำหรับคนที่กำลังเครียดเรื่อง COVID-19
เผยแพร่ครั้งแรก 27 มี.ค. 2020 อัปเดตล่าสุด 14 ม.ค. 2021 ตรวจสอบความถูกต้อง 7 เม.ย. 2020 เวลาอ่านประมาณ 6 นาที
จัดการความเครียดอย่างไรในช่วง COVID-19 ระบาด

เรื่องควรรู้

ขยาย

ปิด

  • ในสถานการณ์ที่โรค COVID-19 กำลังแพร่ระบาดอยู่ในขณะนี้อาจทำให้หลายคนเกิดความวิตกกังวลและความเครียดได้ เนื่องจากไม่สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติและเสพข่าวสารต่างๆ มากเกินไป 
  • ควรเสพข่าวดีๆ ดูรายการที่ชื่นชอบ รายการเบาสมอง ดูซีรีส์ ออกกำลังกาย เพื่อผ่อนคลายความเครียดจากการเสพข่าวโรค COVID-19 มากเกินไป บางคนอาจถือโอกาสนี้ทำในสิ่งที่เคยตั้งใจว่า จะทำแต่ยังไม่มีเวลาได้ทำ 
  • ระวังการเสพข่าวลวงที่อาจบั่นทอนจิตใจ แนะนำให้ติดตามข่าวจากหน่วยงานที่มีความน่าเชื่อถือ เช่น องค์การอนามัยโลก ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) กระทรวงสาธารณสุข
  • สำหรับผู้ป่วยโรคจิตเวช หรือผู้มีอาการทางจิต ควรมีวินัยในการรับประทานยาอย่างเคร่งครัด หากมีอาการหนัก หรืออาการแทรกซ้อนควรไปพบแพทย์ หรืออาจโทรปรึกษาสายด่วนสุขภาพจิต ไปพบจิตแพทย์หากมีความเครียดมาก 
  • เปรียบเทียบราคา และแพ็กเกจตรวจเชื้อ COVID-19 

มาตรการต่างๆ ในช่วงการระบาดของโรค COVID-19 ทำให้หลายคนเกิดความวิตกกังวลในการใช้ชีวิตมากขึ้น เนื่องจากไม่สามารถปรับตัวกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วได้

ดังนั้นควรทำความเข้าใจสาเหตุและวิธีคลายความกังวล เพื่อลดผลกระทบทางจิตใจที่เกิดขึ้นในระหว่างการระบาดของโรค COVID-19

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจโควิด-19 (COVID-19) วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 1188 บาท ลดสูงสุด 7500 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

Ads h 48

สาเหตุที่ทำให้เครียดในช่วงการระบาดของ COVID-19

การระบาดของโรค COVID-19 ทำให้หลายคนเกิดความวิตกกังวลและความเครียด สาเหตุเกิดได้จากหลายปัจจัย ดังนี้

1. มีผลกระทบกับกิจวัตรประจำวัน

หลายคนมีกิจวัตรประจำวันที่ต้องทำร่วมกับคนอื่นๆ อยู่เสมอ เช่น การออกกำลังกายที่ฟิสเนส หรือสวนสาธารณะ การพบปะพูดคุยกันในร้านกาแฟ การทำงานในบริษัท การออกไปพบลูกค้า

แต่เมื่อรัฐบาลกำหนดให้หลีกเลี่ยงการรวมตัว การเดินทางที่แออัด ด้วยนโยบายการเหลื่อมเวลาเข้า-ออกงาน การทำงานจากที่บ้าน (Work from home) จึงทำให้หลายคนไม่สามารถปฏิบัติกิจวัตรประจำวันตามปกติได้ ส่งผลให้รู้สึกสูญเสียอิสรภาพและขาดการปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น ซึ่งขัดกับธรรมชาติของมนุษย์ที่ต้องอยู่ร่วมกันเป็นสังคม

2. การเสพข่าวร้ายมากเกินไป

ในช่วงที่หลายคนอยู่ในบ้านเพื่อหลีกเลี่ยงที่ชุมชน ทำให้ใช้เวลาไปกับโทรทัศน์และสื่อโซเชียลมีเดียมากขึ้น จึงทำให้ได้รับข่าวสารเกี่ยวกับโรค COVID-19 อย่างต่อเนื่อง

นั่นจึงเห็นภาพในเหตุการณ์เดียวกันหลายๆ ครั้ง เช่น สถิติผู้ติดเชื้อรายวันในประเทศทั้งในคนไทย แรงงานข้ามชาติ การค้นหาผู้ติดเชื้อเชิงรุก ผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศสถิติผู้ติดเชื้อจากทั่วโลก ไทม์ไลน์ของผู้ติดเชื้อรายต่างๆ รวมทั้งการเสพข่าวลวงที่สร้างขึ้นมาเพื่อปั่นกระแส ก็ทำให้วิตกกังวลมากขึ้น

3. การเหยียดชนชาติ

เนื่องจากโรค COVID-19 เป็นโรคที่เกิดขึ้นในเมืองอู่ฮั่นประเทศจีน ทำให้หลายคนกลัวที่จะเข้าหา หรือมีปฏิสัมพันธ์กับคนจีนจนเกิดเป็นความวิตกกังวลในบางท้องที่ 

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจโควิด-19 (COVID-19) วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 1188 บาท ลดสูงสุด 7500 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

Ads h 48

นอกจากนี้สถานการณ์การแพร่ระบาดระลอกใหม่ในประเทศไทยตั้งแต่ช่วงกลางเดือนธันวาคม 2563 ที่ผ่านมา ซึ่งพบการติดเชื้อในกลุ่มแรงงานข้ามชาติจำนวนกว่าพันราย ส่งผลให้สังคมไทยเริ่มกลัวที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับชาวต่างชาติ

4. ไม่ไว้ใจการแพทย์

โรค COVID-19 ไม่ใช่โรคระบาดของโลกที่เกิดขึ้นครั้งแรก ในสมัยอดีตเองก็เคยเกิดโรคระบาดรุนแรง เช่น ไข้หวัดสเปน (Spanish flu) ไข้ทรพิษ (Smallpox) ไข้หวัดใหญ่ (Influenza) โรคซาส์ (SARS) มาแล้ว

ทุกครั้งที่เกิดโรคระบาดขึ้น หลายคนเกิดความไม่ไว้วางใจการแพทย์ที่ไม่สามารถควบคุมได้ และเกิดความวิตกกังวลจนนำไปสู่การป้องกันโรคแบบผิดๆ

ดังในกรณีของโรค COVID-19 ที่มีให้เห็นหลายตัวอย่าง เช่น การดื่มเหล้าวอดก้าเพื่อฆ่าเชื้อ การใช้ผ้าอนามัยปิดจมูกแทนหน้ากากทางการแพทย์ ซึ่งการกระทำเหล่านี้ล้วนแต่ส่งผลเสียมากกว่าเดิม

วิธีจัดการกับความเครียดในระหว่าง COVID-19 ระบาด

หากมีความวิตกกังวลมากขึ้นในช่วงการระบาดของ COVID-19 อาจลองทำตามคำแนะนำของนักจิตวิทยา ดังต่อไปนี้

1. ให้โอกาสตัวเองดูข่าวสารในเชิงบวกบ้าง

การดูแต่ข่าวสารในเชิงลบอย่างต่อเนื่องหลายชั่วโมงอาจเพิ่มความวิตกกังวล ดังนั้นควรแบ่งเวลาให้ตัวเองไปดูสื่อประเภทอื่นบ้าง เช่น ภาพยนตร์ สารคดี รายการตลก ภาพยนตร์แนวคอมเมดี้ รายการเกมส์โชว์ที่ตนเองชื่นชอบ

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ปรึกษาสุขภาพจิต วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 864 บาท ลดสูงสุด 336 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

Ads h 46

แต่หากต้องการรู้ความเคลื่อนไหวของโรค COVID-19 บ้าง ให้เลือกกลับมาดูย้อนหลัง โดยไม่ใช้เวลานานเกินไป หลังจากได้รับข้อมูลที่ต้องการแล้ว ก็ปิดข่าวเหล่านั้น

2. ทำทุกอย่างให้เหมือนกิจวัตรปกติ

โดยการประยุกต์มาทำที่บ้าน เช่น ตื่นนอนและเข้านอนในเวลาเดิม รับประทานอาหารเวลาเดิม หากคุณเป็นคนชอบเข้าสังคมให้หาทางติดต่อกับเพื่อนสนิทอยู่เสมอ อาจวีดีโอคอลเพื่อจะได้คุยกันแบบเห็นหน้า และได้มีปฏิสัมพันธ์ต่อกันมากขึ้น

วิธีนี้จะทำให้ชีวิตประจำวันไม่เปลี่ยนไปมาก สามารถปรับตัวได้มากขึ้น และยังมีเวลามากขึ้นจากการลดเวลาเดินทางอีกด้วย 

3. ดูข้อมูลจากหน่วยงานทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ

ติดตามข้อมูลจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ เช่น องค์การอนามัยโลก (World health organization: WHO) ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (Centers for disease control and prevention) ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) กระทรวงสาธารณสุข

HD ได้จัดทำแหล่งรวมข้อมูลโรค COVID-19 ไว้เช่นกัน สามารถกดดูได้ที่นี่

การรู้วิธีป้องกันตัวเองจากโรค COVID-19 จะทำให้รู้สึกว่า คุณสามารถควบคุมสถานการณ์ที่อาจเกิดกับคุณ หรือคนในครอบครัวได้ ซึ่งจะลดความวิตกกังวลได้เป็นอย่างดี

4. อย่าตั้งสมมติฐานด้วยตัวเองมากเกินไป

แม้จะเป็นเรื่องที่ดีในการวางแผนป้องกัน แต่หลายคนมักคิดถึงกรณีร้ายแรงที่สุดเสมอ ดังนั้นให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ เพราะจะทำให้คุณสามารถรับรู้ความเสี่ยงได้ดี เพียงแต่คุณอาจไม่ใช่ผู้ประเมินความเสี่ยงที่ดีเสมอไป

5. ทำกิจกรรมที่วางแผนไว้แต่ยังไม่เคยได้ทำ

หลายคนสร้างเงื่อนไขในการไม่ทำตามเป้าหมายของตนเอง เช่น ไม่จัดระเบียบบ้านเพราะไม่มีเวลา ไม่ได้อ่านหนังสือเพราะเหนื่อย

ดังนั้นในช่วงที่ต้องอยู่บ้านต่อเนื่องนานหลายสัปดาห์จึงเป็นโอกาสที่ดีในการทำตามเป้าหมาย เช่น อ่านหนังสือ ดูซีรี่ส์ เรียนภาษา สิ่งเหล่านี้จะทำให้รู้สึกสบายใจมากขึ้น

6. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

นี่คือหนึ่งในสิ่งสำคัญที่หลายคนละเลย มีงานวิจัยมากมายที่แสดงให้เห็นว่า การออกกำลังกายเป็นประจำช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายดีขึ้น และยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคซึมเศร้าได้ 

ดังนั้นหากคุณไม่ค่อยมีโอกาสได้ออกกำลังกาย ควรถือโอกาสในช่วงนี้เริ่มออกกำลังกาย

7. หากมีเด็กเล็กในบ้านให้บอกกล่าวกันด้วยเหตุผล

หลายครอบครัวที่มีเด็กเล็กซึ่งมักไม่เข้าใจสถานการณ์การระบาดของโรค COVID-19 และสงสัยว่า ทำไมจึงต้องหยุดเรียน ทำไมจึงต้องเรียนออนไลน์ ทำไมจึงไม่สามารถออกไปเล่นกับเพื่อนได้ ฯลฯ 

ดังนั้นการสื่อสารจากพ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือบุคคลใกล้ชิด จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความกังวลของเด็กลงได้ ควรอธิบายถึงสถานการณ์ และเหตุผลที่ต้องอยู่บ้านให้เด็กได้เข้าใจ เช่น การติดเชื้อ COVID-19 อาจทำให้ทั้งตัวเด็ก ครอบครัว และเพื่อนๆ ได้รับผลกระทบไปด้วย

เด็กบางคนยังอาจเกิดความเครียดที่ไม่ได้ใช้ชีวิตตามปกติ รวมทั้งมีการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์แต่ละวันเร็วเกินไป พ่อแม่ควรเฝ้าดูและสังเกตว่า ลูกมีความผิดปกติไปจากเดิมหรือไม่

8. รักษาสุขภาพจิตของตนเอง

นักจิตวิทยามักให้คำแนะนำว่า สุขภาพจิตก็เหมือนลำไส้ของตนเอง หากป้อนอาหารที่ดีให้กับลำไส้ ตัวคุณก็จะสุขภาพดี แต่หากป้อนอาหารที่ไม่ดี คุณก็อาจเจ็บป่วยได้เช่นกัน 

ดังนั้นจึงควรบริหารจัดการอารมณ์ด้วยวิธีที่ทำให้ตนเองสบายใจ เช่น นั่งสมาธิ ใช้เวลากับคนในครอบครัวเพิ่มมากขึ้น ทำงานความสะอาดบ้าน ทำอาหาร ทำขนม ทำสวนในบ้าน ปลูกต้นไม้ เล่นกับสัตว์เลี้ยง ออกกำลังกาย

หากมีความเครียดมาก หาทางออกไม่ได้ เริ่มมีอาการข้างเคียง เช่น เบื่ออาหาร ซึม เก็บตัว แนะนำให้ลองปรึกษาจิตแพทย์ เพื่อหาทางแก้ไข หากมีอาการนอนไม่หลับร่วมด้วยอาจเข้ารับการตรวจการนอน (Sleep Test) เพื่อหาทางแก้ไขเรื่องการนอน 

นอกจากนี้ยังอาจโทรสายด่วนปรึกษาปัญหาสุขภาพจิต 1323 หรือใช้บริการปรึกษาจิตแพทย์ออนไลน์จากที่บ้านก็เป็นอีกช่องทางที่น่าสนใจเช่นกัน 

ผู้ป่วยจิตเวชควรทำอย่างไรในช่วงกักตัว?

หากผู้ป่วยจิตเวช หรือผู้ที่มีอาการทางจิต เช่น โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล กำลังอยู่ในช่วงกักตัว 14 วันเพื่อดูอาการ หรือทำงานจากที่บ้าน อาจทำให้ผู้ป่วยมีความกังวลมากกว่าคนปกติ

ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น ควรทำตามคำแนะนำของกรมสุขภาพจิต ดังนี้

  • มีวินัยในการรับประทานยา อาจปรึกษากับจิตแพทย์เพื่อรับยามารับประทานในระยะยาวเพื่อไม่ให้มีการขาดยา หากกำลังกักตัวอยู่แล้วยาหมด อาจให้ญาติไปคุยกับจิตแพทย์เพื่อรับยาแทน
  • หากมีอาการหนักควรไปพบแพทย์ ในกรณีที่อาการทางจิตรุนแรงขึ้นในระหว่างกักตัว ควรให้ญาติโทร.แจ้งสถานพยาบาลที่รักษาอยู่ประจำ เพื่อประเมินความเสี่ยง และเตรียมเจ้าหน้าที่ให้พร้อมหากต้องเคลื่อนย้ายผู้ป่วย
  • โทรปรึกษาสายด่วน หากไม่สบายใจจะแจ้งกับญาติสนิท สามารถโทรสอบถามอาการเกี่ยวกับโรค COVID-19 ได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422 หรือสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

นอกจากนี้เนื่องจากผู้ป่วยโรคจิตเวชมักมีความกังวลมากขึ้นในช่วงโรค COVID-19 เพราะมีความลำบากในการปรับตัว ดังนั้นญาติ หรือคนใกล้ชิดควรพูดคุยเพื่อปรับความเข้าใจมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม แม้โรค COVID-19 จะเป็นโรคระบาดที่มีการแพร่กระจายอย่างต่อเนื่องไปทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย แต่อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดโรคระบาดขึ้นในโลก บุคลากรทางการแพทย์ นักวิทยาศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ จึงพยายามหาทางรักษาและป้องกันได้ในที่สุด

สถานการณ์วัคซีนป้องกันโรค COVID-19 ล่าสุด

ล่าสุดหลายบริษัทยายักษ์ใหญ่ของโลกทั้งในจีน สหรัฐอเมริกา สามารถผลิตวัคซีนป้องกันโรค COVID-19 ที่มีประสิทธิภาพออกมาใช้กับมนุษย์ได้สำเร็จและเริ่มทยอยฉีดให้บุคคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข กลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ เจ้าหน้าที่ผู้ดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง บ้างแล้ว

ไม่เพียงเท่านั้นบริษัทยายักษ์ใหญ่ในสหราชอาณาจักร รัสเซีย ก็เตรียมรับการอนุมัติใช้วัคซีนป้องกันโรค COVID-19 ที่มีประสิทธิภาพออกมาใช้กับมนุษย์ได้แล้วเช่นกัน 

ส่วนในไทยนั้น สถาบันวัคซีนแห่งชาติได้แจ้งช่องทางการรับวัคซีนเข้ามาในประเทศซึ่งมีด้วยกัน 3 ช่องทางได้แก่ 

  • วิธีแรก ร่วมมือวิจัยกับสถาบันวิจัยวัคซีนระดับโลกเพื่อให้ได้มา ซึ่งยังต้องรอต่อไป
  • วิธีที่สอง สั่งซื้อจาก AstraZeneca 26 ล้าน โดยถ่ายทอดเทคโนโลยีมาให้ บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด คาดว่า จะได้วัคซีนประมาณกลางปีหน้า และคงต้องหาทางต่อรองจัดซื้อกับ บริษัทอื่นๆ ด้วย 
  • วิธีที่สาม พัฒนาวัคซีน-19 ในประเทศไทย 

ในช่วงที่คนไทยรอวัคซีนโควิด-19 เป็นช่วงที่แต่ละองค์กรพัฒนาวัคซีนก็ได้ประกอบชิ้นส่วนวัคซีน พร้อมทดสอบความปลอดภัยในมนุษย์ โดยคณะกรรมการจริยธรรมทางการแพทย์ และองค์การอาหารและยา (อย.)

ดังนั้นในระหว่างนี้คนไทยควรปรับตัวเข้ากับมาตรการต่างๆ ของภาครัฐบาล และองค์การอนามัยโลก เพื่อชะลอการระบาดของโรคให้ได้มากที่สุด

เปรียบเทียบราคาและแพ็กเกจตรวจเชื้อ COVID-19 จากคลินิกและโรงพยาบาลใกล้คุณ และไม่พลาดทุกอัปเดตเรื่องสุขภาพและโปรโมชั่นเมื่อกดดาวน์โหลดแอป iOS และ Android


3 แหล่งข้อมูล
กองบรรณาธิการ HD มุ่งมั่นตั้งใจให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง โดยทำงานร่วมกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงเลือกใช้ข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือจากสถาบันต่างๆ คุณสามารถอ่านหลักการทำงานของกองบรรณาธิการ HD ได้ที่นี่
กรมสุขภาพจิต, กรมสุขภาพจิต แนะผู้ป่วยจิตเวช อย่าขาดยา ระหว่างกักตนเองเพื่อสังเกตอาการที่บ้าน, (http://www.prdmh.com/ข่าวสาร/ข่าวแจกกรมสุขภาพจิต/1490-กรมสุขภาพจิต-แนะผู้ป่วยจิตเวช-อย่าขาดยา-ระหว่างกักตนเองเพื่อสังเกตอาการที่บ้าน.html), 16 มีนาคม 2563.
Kristen Fuller, M.D., Is the Coronavirus Impacting Our Mental Health?, (https://www.psychologytoday.com/intl/blog/happiness-is-state-mind/202003/is-the-coronavirus-impacting-our-mental-health), 10 March 2020.
Arash Javanbakht M.D., How to Survive Anxiety in the Age of COVID-19, (https://www.psychologytoday.com/intl/blog/the-many-faces-anxiety-and-trauma/202003/how-survive-anxiety-in-the-age-covid-19), 19 March 2020.

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HD พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ผู้เขียนและผู้รีวิวบทความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่นำเสนอแต่อย่างใด เว้นแต่จะระบุในเนื้อหา การแนะนำสินค้าและบริการแสดงขึ้นอัตโนมัติจากระบบของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าบทความนี้มีประโยชน์มากแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ตั้งกระทู้ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลส่วนตัวของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวิดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รอยโรค (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่ดูไฟล์ได้
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เข้าถึงได้

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
บทความต่อไป