กองบรรณาธิการ HD
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HD

สาระน่ารู้จากการตรวจเลือด

เผยแพร่ครั้งแรก 12 พ.ย. 2017 อัปเดตล่าสุด 17 พ.ย. 2020 เวลาอ่านประมาณ 10 นาที
สาระน่ารู้จากการตรวจเลือด

สาระน่ารู้จากการตรวจเลือด

วัตถุประสงค์

    เพื่อจะทราบว่าเมื่อผิวหนังของร่างกายเกิดบาดแผลจนมีเลือดไหลออกมาจะใช้เวลานานกี่นาทีเลือดจึงจะสร้างลิ่มเลือดจนทำให้หยุดไหล

คำอธิบายอย่างสรุป

            1. Bleeding Time ได้จากการทดสอบง่ายง่ายแต่ผู้ทำการทดสอบต้องเป็นผู้ทำงานในสายการแพทย์หรือการพยาบาลเท่านั้น โดยกรรมวิธีในการทดสอบอาจกระทำดังนี้

                        ก. ผู้ถูกทดสอบจะต้องถูก 1000 แขนด้วยแผ่นยางอัดลม (ที่ใช้วัดความดันเลือด) ณ บริเวณท่อนแขนส่วนบนตรงที่ใช้วัดความดันเลือดแล้วอัดลม จนมีความดันขึ้นไปที่ 40 มิลลิเมตรปรอท

                        ข. ภายหลังจากนั้นจึงเรื่อง. บริเวณที่จะเจาะเลือดที่แขน ท่อนล่างโดยทำความสะอาดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรคให้แน่ใจว่าแขนปลอดเชื้อเสียก่อน

                        ค. ใช้เข็มฉีดยาขนาดเล็กจอดลงใต้ผิวหนังลึกประมาณ 1 มิลลิเมตรเมื่อเลือดไหลจึงเริ่มจับเวลาพร้อมกับผ่อนลมแผ่นยางรัด

                        ง. เมื่อเลื่อนไหลออกจากผิวหนังก็ให้เช็ดด้วยผ้าหรือกระดาษกรองซับเลือดที่ปราศจากเชื้อโรคทุกๆ 30 วินาทีจนกว่าผ้าหรือกระดาษซับไม่ติดเลือดซึ่งแสดงว่าเลือดหยุดไหล

                        จ. เมื่อเลือดหยุดไหลเมื่อใดก็ตรวจดู เวลาว่าผ่านไปเป็นเวลากี่นาทีนับตั้งแต่ได้เริ่มจับเวลา

                        ฉ. จำเป็นต้องใช้เข็มเจาะกระทำซ้ำอีกหนึ่งแห่งเพื่อจับเวลาอย่างเดียวกัน

                        ช. นำเวลาที่เป็นนาทีทั้งสองครั้งมาคำนวณหาค่าเฉลี่ยทั้งนี้เวลาตามผลลัพธ์ที่คำนวณได้คือ Bleeding Time

            2. สรุปว่า Bleeding Time คือช่วงเวลาที่เลื่อนเริ่มไหลจากการถูกเจาะผิวหนังด้วยวิธีมาตรฐานจนกว่าจะหยุดไหลเอง

            3. องค์ประกอบที่จะทำให้เลือดหยุดไหลก็คือ จำนวนหรือค่าของเกล็ดเลือดในระดับปกติ

ค่าปกติ

            1. ให้ยึดถือตามข้าที่ระบุไว้ในใบรายงานแสดงผลเลือด (ถ้ามี)

            2. ค่าปกติทั่วไป

  Bleeding Time : 3 – 6 min

ค่าผิดปกติ

            1. ในทางน้อย อาจแสดงผลว่า ร่างกายมีเกล็ดเลือดมากเกินไป

            2. ในทางมาก อาจแสดงผลว่า

                        ก. ร่างกายมีเกล็ดเลือดต่ำเกินไป (thrombocytopenia)

                        ข. อาจขาดวิตามินซี

                        ค. ไขกระดูกอาจทำงานบกพร่อง ทำให้ผลิตเกล็ดเลือดออกในเกณฑ์ต่ำเกินไป

                        ง. อาจกำลังเกิดโรคมะเร็งในไขกระดูก

                        ฉ. อาจเกิดสภาวะม้ามทำงานเกิน (hypersplenism) หรือม้ามโตจึงทำลายเกล็ดเลือดมากกว่าปกติ

                        ช. อาจเกิดโรคตับอย่างร้ายแรง

Clotting Time...min

วัตถุประสงค์

            เพื่อจะทราบเวลาเป็นนาทีว่าเมื่อเลือดออกมาพ้นจากร่างกายแล้วจะเกิดสภาวะการแข็งตัว (clotting) ด้วยช่วงเวลานานเท่าใด

            ฉะนั้น Clotting Time จึงมีความหมายอย่างสรุปว่าช่วงเวลาที่เลือดแข็งตัว

คำอธิบายอย่างสรุป

            1. Clotting Time มักใช้ทดสอบร่วมกันกับ "Clot Retraction" (การยุบตัวของก้อนเลือดนับตั้งเเต่เริ่มเเข็งตัว)

            2. กรรมวิธีในการทดสอบก็กระทำคล้ายคลึงกับการใช้เลือดทั่วไป ด้วยการดูดจากหลอดเลือดดำ (เหมือนการตรวจผลเลือดอย่างอื่น) โดยนำเลือดใส่ลงในหลอดเลือดที่หล่อน้ำไว้ด้วยอุณหภูมิเท่าอุณหภูมิร่างกาย คือ 98.6 องศาฟาเรนไฮต์ (37 องศาเซนติเกรด) ก่อนที่จะรีบนำส่งห้องปฏิบัติการ

            3. เจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการ (laboratory) จะเอียงคว่ำหลอดเลือดกลับไปกลับมาทุกๆ 30 วินาที จนกว่าเลือดจะหมดสภาพจากการเป็นของเหลวทั้งนี้ โดยการเริ่มต้นจับเวลาจนกว่าเลือดจะแข็งตัวและจัดจับเวลาอีกครั้งนับตั้งแต่เลือดแข็งตัวไปจนกว่าจะยุบตัวลงประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ (เห็นได้จากข้างหลอดแก้ว)

ค่าปกติของ Clotting Time

 Clotting Time : 5 - 8 min

 

ในกรณีมีการทดสอบ Clot Retraction (การยุบตัวของก้อนเลือด) ด้วยค่าปกติทั่วไปของ Clot Retraction คือ

  50% Clot Retraction in 1 hour

 

ค่าผิดปกติ : Clotting Time นานมากกว่าค่าปกติ (8 นาที) อาจแสดงผลว่า

            1. ร่างกายอาจขาดองค์ประกอบที่ทำให้เลือดจับตัวเป็นก้อน (coagulation factors) อย่างร้ายแรง เช่น ค่าโปรตีนรวมในเลือดอาจต่ำเกินไปหรือค่าแคลเซียมในเลือดมีน้อยเกิน ไปทั้งนี้หากวิตามิน เค ในร่างกายมีต่ำเกินไป ก็ล้วนแต่จะทำให้ผลต่อการจับตัวของเลือดทั้งสิ้น

            2. อาจมียาละลายลิ่มเลือด (anticoagulants) ตกค้างอยู่ในกระแสเลือด เช่น ยาแอสไพริน หรือยาเเก้ปวด ชนิด "NSAID" (nonsteroidal antiinflammatory drugs)

Hb Typing

วัตถุประสงค์

            เพื่อจะทราบชนิดของเฮโมโกลบิน (Hb) ว่า ชนิดใดที่โดดเด่นเป็นหลักและอาจจะแสดง จำนวนของชนิดอื่นเป็นเปอร์เซ็นต์ให้เห็นโดยครบถ้วนด้วยก็ได้

จำนวนเปอร์เซ็นต์ของ Hb แต่ละชนิด อาจช่วยแสดงให้เห็นถึงความผิดปกติอันเป็นพยาธิสภาพของโรคเลือดโดยตรง

คำอธิบายอย่างสรุป

            1. โดยเครื่องมือวิทยาศาสตร์การแพทย์รุ่นใหม่ที่เรียกว่า "Hemoglobin Electrophoresis" ซึ่งสามารถวัดขนาดอนุภาคของสารที่แขวนลอยในของเหลวได้  จึงทำให้สามารถตรวจแยกให้เห็นความแตกต่างของเฮโมโกลบินแต่ละชนิดจากเลือดที่มีความไม่ปกติหลายประเภทซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากพันธุกรรมได้

            2. ชนิดของเฮโมโกลบิน (Hb) ที่สำคัญ ซึ่งอาจตรวจพบได้มี 6 ชนิดดังนี้

                        ก. Hb A1 เป็นเฮโมโกลบินส่วนใหญ่ที่แสดงคุณสมบัติให้เห็นถึงความเป็นปกติของเม็ดเลือดแดง (RBC)

                        ข. Hb A2 เป็นเฮโมโกลบิน ส่วนน้อย (2-3 %) ในกรณีที่แสดงค่าว่ามีจำนวนน้อยจริง ซึ่งอาจจะนำว่าเป็นความผิดปกติของเฮโมโกลบินทั้งหมดของเลือด

                        ค. Hb F เป็นเฮโมโกลบินของทารก (Fetus = ทารกที่ยังอยู่ในครรภ์) ซึ่ง จะยังคงมีในผู้ใหญ่ด้วยจำนวนที่ไม่มากนักแต่หากจำนวน Hb F มีมากกว่า 2 เปอร์เซ็นต์ในร่างกายผู้ใดที่อายุเกิน 3 ขวบจะได้รับการวินิจฉัยว่าเฮโมโกลบินในเลือดมีความผิดปกติ

                        ง. Hb S เป็นเฮโมโกลบินที่มีลักษณะไม่ปกติแสดงสภาวะเสี่ยงที่จะเกิดโรคโลหิตจางเนื่องจากเม็ดเลือดแดงเป็นรูปเคียว (sickle cell anemia) นับเป็นความผิดปกติที่เม็ดเลือดแดงควรจะมีรูปร่างเป็นจานกลมแบน (biconcave disk)

                        จ. Hb C เป็นเฮโมโกลบินที่ผิดรูปแบบอีกชนิดหนึ่งที่มักจะเกิดมีในบุคคลที่มีบรรพบุรุษข้ามสายพันธุ์ เช่น ชาวอเมริกันผิวดำในเม็ดเลือดแดงที่มี Hb C จะมีอายุสั้นกว่าปกติ (เม็ดเลือดแดงปกติจะมีอายุประมาณ 120 วัน) และเม็ดเลือดแดง Hb C ยังมีโอกาสแตกสลายง่ายกว่าเม็ดเลือดแดงปกติ

                        ฉ. Hb H เป็นเฮโมโกลบินที่ผิดปกติค่อนข้างร้ายแรงอีกชนิดหนึ่งเพราะมีอินชนิดแอลฟา 1 ตัวและชนิดบีตาจำนวน 3 ตัวแทนที่จะมีแอลฟา (α) 2 ตัว และบีตา (β) 2 ตัว ตามที่ควรจะมีปกติของ Hb A1 โดยทั่วไป ดังนั้น ผู้ที่มี Hb H โดดเด่น จึงเสี่ยงที่จะเป็นโรคโลหิตจางชนิด "H disease"

                        ช. ข้อความที่พ่วงต่อท้ายจากหัวข้อ Hb Typing ว่า "EDTA Blood จุกสีม่วง"

                        EDTA คือ น้ำยาที่ระบุให้เติมลงในเลือดเพื่อป้องกันมีให้เลือดแข็งตัว

                        จุกสีม่วง คือ ฝาครอบหลอดเลือดแสดงรหัสว่าจะตรวจสอบเลือดในเรื่องใด

ค่าปกติของเฮโมโกลบินแต่ละชนิด (ที่ควรตรวจพบ)

            ผู้ใหญ่/ผู้สูงอายุ มีตัวเลขโดยประมาณ ดังนี้

                                                Hb        A1        :           95         -          98        %

                                                Hb        A2        :           2           -            3        %

                                                Hb        F          :          0.8         -            2        %

                                                Hb        S          :                                    0         %

                                                Hb        C          :                                    0         %

            เด็ก (พิจารณาเฉพาะ Hb F)

                        แรกเกิด              Hb        F          :         50          -           80         %

                        < 6 เดือน           Hb        F          :                      <           8          %

                        > 6 เดือน           Hb        F          :          1           -            2          %

ค่าที่ผิดปกติ แต่ละชนิดของ Hb

            อาจแสดงผลว่าเกิดโรคเลือดชนิดต่างๆจากการพิเคราะห์ค่า Hb ของผลตรวจเลือดดังนี้

            1. โรค Sickle Cell Disease

                        ก. ในผลเลือดอาจแสดงค่า Hb ดังนี้

                                                Hb        S          80         -           100       %

                                                Hb        A1                                   0        %

                                                Hb        A2        2           -             3        %

                                                Hb        F                                     2        %

                        ข. คำอธิบายโดยย่อ

                                    1) เม็ดเลือดแดงมีรูปร่างคล้ายเคียว (เกี่ยวข้าว) ทำให้พาออกซิเจนไปได้น้อยกว่าปกติ จึงเกิดโรคโลหิตจางชนิดที่เรียกว่า "Sickle Cell Anemia"

                                    2) เม็ดเลือดแดงรูปร่างคล้ายเคียว (ไม่กลมแบน) จึงผ่านหลอดเลือดขนาดเล็กด้วยความขลุกขลักและอาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดการอุดตันทำให้เนื้อเยื่อบางแห่งขาดเลือดไปเลี้ยงหากเกิดที่จอดเลือดหัวใจหรือสมองอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

                                    3) อาจเกิดอาการเจ็บปวดมีแผลเน่าเปื่อย ขามีแผลเรื้อรัง ทุกสาเหตุเพราะเลือดไปไม่ถึง

                                    4) Sickle Cell Disease อ่าติดต่อผ่านทางพันธุกรรมโดยมีหลักการย่อๆ ว่า

                                        -หากบิดาหรือมารดาคนหนึ่งคนใดเป็น "Sickle Cell Anemia" และอีกคนหนึ่งก็เป็น "Sickle Cell Trait" กรณีอย่างนี้บุตรทุกคนที่เกิดมา 50 เปอร์เซ็นต์ (หรือ1 คนใน 2 คน) จะเกิดโรค Sickle Cell Anemia หรือ Sickle Cell Trait อย่างใดอย่างหนึ่ง

                                        -หากทั้งบิดาและมารดา ล้วนเป็น Sickle Cell Trait ด้วยกันทั้งคู่จะมีผลทำให้บุตรที่เกิดมาอีก 25 เปอร์เซ็นต์ (หรือ 1 คนใน 4 คน) มีโอกาสเป็น Sickle Cell Disease

            2. โรค Sickle Cell Trait

                        ก. ในผลเลือดอาจแสดงค่า Hb ดังนี้

                                    Hb        S          20          -           40         %

                                    Hb        A1        60          -           80         %

                                    Hb        A2         2           -            3          %

                                    Hb        F                                     2          %

                        ข. คำอธิบายโดยย่อ

                                    1) ต้นเองไม่เกิดอาการเจ็บป่วยใดๆ คงมีสุขภาพปกติเช่นคนทั่วไป

                                    2) แต่อาจถ่ายทอดทางพันธุกรรมให้แก่บุตรในลำดับถัดไป

            3. โรค Hemoglobin C Disease

                        ก. ในผลเลือดอ่ะแสดงค่า Hb ดังนี้

                                    Hb        C          90         -           100       %

                                    Hb        A1                                   0        %

                                    Hb        A2         2          -             3        %

                                    Hb        F                                     2        %

            ข. คำอธิบายโดยย่อ

                        1) Hb C Disease มีต้นกำเนิดมาจากชนเชื้อสายแอฟริกันตะวันตกปัจจุบันจึงมักปรากฏร่องรอยโรคนี้อยู่ในกลุ่มชาวอเมริกันผิวดำ

                        2) อาการทั่วไปของโรคมักไม่ร้ายแรงนักเพียงแต่เสนอให้เห็นโรคโลหิตจางอ่อนๆ (mild anemia) โดยมีจำนวนเม็ดเลือดแดงต่ำกว่าระดับปกติมีน้ำขนาดใหญ่และอาจมีนิ่วในถุงน้ำดี (gallstone)ร่วมด้วย

                        3) Hb C Disease อาจมีการถ่ายทอดทางพันธุกรรมคล้ายครึ่งกับ Hb S Disease

            4. โรค Hemoglobin H Disease

                        ก. ในผลเลือดอาจแสดงค่า Hb ดังนี้

                                    Hb        A1        65        -           90         %

                                    Hb        A2          2        -             3         %

                                    Hb        H           5        -           30          %

                        ข. คำอธิบายโดยย่อ

                                    1) อาจเกิดจากยีนของ Hb ที่ผิดปกติไปถึง 3 ตัวในจำนวน 4 ตัวจึงทำให้เกิดโรคโลหิตจางในระดับปานกลางไปจนถึงร้ายแรง

                                    2) มักมีอาการเหนื่อยอ่อนมากกว่าปกติ

                                    3) หากแอลฟายีนที่มีเหลือเพียงตัวเดียว มีโครงสร้างทางเคมีที่เกาะกันเป็นสายยาวกว่าปกติ ก็จะเรียกโรคนี้ว่า "Hemoglobin H-constant Spring Disease" ซึ่งจะแสดงอาการของโรคโลหิตจางที่หลายแรงมากขึ้น พร้อมๆ กับแสดงอาการดีซ่าน (jaundice) ผิวเหลือง ตาเหลือง มีม้ามโต อาจเกิดนิ่ว ในถุงน้ำดี (gallstone)

                                    4) สิ่งที่เป็นของแสลงหรือเป็นพิษสำหรับโรค Hb H disease ก็คือ ลูกเหม็น(mothball, ใช้ไล่แมลงสาบ) และถั่วฟาว่า (fava bean)

                                    5) กรดฟอลิก (folic acid) อาจใช้กินเพื่อเยียวยาโรคนี้ได้บ้าง

            5. โรค Thalassemia Major

                        ก. ในผลเลือดอาจแสดงค่า Hb ดังนี้

                                    Hb        A1        5          -           20        %

                                    Hb        A2         2         -             3        %

                                    Hb        F          65        -           100       %

                        ข. คำอธิบายโดยย่อ

                                    1) โดยธรรมดาในฮีโมโกลบินของเม็ดเลือดแดงจะปรากฏยีน (gene) ชนิดแอลฟา 2 ตัว และบีตา 2 ตัว ที่เป็นปกติอยู่ร่วมกันได้4 ตัวอย่างสมดุล

                                         ในบุคคลผู้ใดซึ่งมียีนชนิดใดก็ตามที่ผิดปกติไปถึง2 ตัวหรือมากกว่า จะมีผลทำให้เกิดโรค Thalassemia Major

                                    2) หากยีนที่ผิดปกติ 2 ตัวนั้นเป็นชนิดบีตายีนทั้งคู่ก็อาจจะได้ชื่อให้เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "Cooley's anemia"

                                    3) Thalassemia เป็นโรคที่ได้รับการสืบทอดจากทางพันธุกรรม

                                    4) Thalassemia Major ถือว่าเป็นโรคโลหิตจางชนิดร้ายแรงและจะปรากฏอาการภายหลังคลอดประมาณ 2 ปีอาการสำคัญที่อาจสังเกตเห็นด้วยตาโดยง่าย เช่น

                        ก) อาการดีซ่าน (jaundice) ผิวเหลือง ตัวเหลือง ตาเหลือง

                        ข) เหนื่อยหอบง่าย

                        ค) ม้ามโต

                        ง) เฉยเมย

                        จ) ฟันขึ้นไม่เป็นระเบียบ

                        ฉ) เจริญเติบโตช้า

                        ช) หายใจสั้นและถี่

                        ซ) มีปัญหาโรคตับ

                        ฌ) มีอาการของโรคหัวใจ

                                    ฯลฯ

                                    5) หนทางแก้ไขที่สำคัญอย่างหนึ่งซึ่งแพทย์มักช่วยผู้ป่วยก็คือการให้ (ถ่าย) เลือด (blood transfusion) แต่วิธีการนี้ก็อาจมีปัญหาที่ติดตามมาคือ การตกค้างสะสมของธาตุเหล็กในร่างกายซึ่งจะเป็นอันตรายต่อหัวใจและตับจำเป็นต้องได้รับยาขับธาตุเหล็กต่อไป

            6. โรค Thalassemia Minor

                        ก.  ในผลเลือดอาจแสดงค่า Hb ดังนี้

                                    Hb        A1        50         -           85         %

                                    Hb        A2         4          -           6           %

                                    Hb        F           1          -           3           %

                        ข. คำอธิบายโดยย่อ

                                    1) ในจำนวนยีนทั้ง 4 ตัวของเฮโมโกลบิน (แอลฟา2 ตัวและบีตา 2 ตัว) หากเกิดความผิดปกติที่ยีนตัวใดตัวหนึ่งเพียง 1 ตัวก็จะมีผลให้เกิดโรคที่เรียกว่า "Thalassemia Minor"

                                    2) หากยีนตัวที่ผิดปกติ 1 ตัวนั้น เป็นชนิดบีตาก็อาจปรากฏอาการของโรคโลหิตจางอย่างอ่อนและอาจถ่ายทอดทางพันธุกรรมไปสู่บุตรหลานได้เช่นเดียวกัน

เฉพาะกรณีนี้อาจเรียกชื่อโลกนี้ได้อีก 2 ชื่อหรือ โรค "beta thalassemia trait" หรือโรค "beta thalassemia minor"

หากคุณเห็นว่าบทความนี้มีประโยชน์และอยากอ่านเกี่ยวกับหัวข้อนี้เพิ่มเติมสามารถสนับสนุนผู้แต่ง (พลเอกประสาร เปรมะสกุล) ได้โดยการซื้อหนังสือ (คู่มือแปลผลการตรวจเลือด)

 

 


9 แหล่งข้อมูล
กองบรรณาธิการ HD มุ่งมั่นตั้งใจให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง โดยทำงานร่วมกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงเลือกใช้ข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือจากสถาบันต่างๆ คุณสามารถอ่านหลักการทำงานของกองบรรณาธิการ HD ได้ที่นี่
How to Understand Your Lab Results Lab Test Information. MedlinePlus. (https://medlineplus.gov/lab-tests/how-to-understand-your-lab-results/)
Understanding Common Blood Tests and What They Mean. Verywell Health. (https://www.verywellhealth.com/understanding-common-blood-tests-and-what-they-mean-3156935)
Patients and tests - a study into patient understanding of blood tests ordered by their doctor. National Center for Biotechnology Information. (https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/22574351)

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HD พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ผู้เขียนและผู้รีวิวบทความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่นำเสนอแต่อย่างใด เว้นแต่จะระบุในเนื้อหา การแนะนำสินค้าและบริการแสดงขึ้นอัตโนมัติจากระบบของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าบทความนี้มีประโยชน์มากแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

บทความต่อไป