การสร้างวินัยให้เด็ก

ลูกไม่ยอมนอน แก้ได้ตรงจุดด้วยการหาสาเหตุที่แท้จริง

การนอน สิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อพัฒนาการที่ดีของลูก ทั้งทางร่างกาย สติปัญญา และอารมณ์
เผยแพร่ครั้งแรก 4 ก.ย. 2019 อัปเดตล่าสุด 5 ส.ค. 2020 เวลาอ่านประมาณ 4 นาที
ลูกไม่ยอมนอน แก้ได้ตรงจุดด้วยการหาสาเหตุที่แท้จริง

การนอนหลับ จำเป็นต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของเด็ก ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และจำเป็นต่อการเรียนรู้รวมถึงความจำของเด็กเป็นอย่างมาก ปัญหาลูกไม่ยอมนอนจึงเป็นเรื่องสำคัญที่พ่อแม่ควรช่วยแก้ไข ไม่ปล่อยให้เป็นเรื้อรัง นอกจากนี้ปัญหาการนอนในเด็กและวัยรุ่นจำนวนหนึ่งยังเป็นข้อบ่งชี้ถึงโรคทางจิตเวชแอบแฝงอยู่ ซึ่งหากเมื่อปล่อยไว้ อาการของโรคอาจรุนแรงขึ้นทำให้รักษาได้ยากขึ้น

การนอนปกติในเด็กแต่ละวัย

เด็กแต่ละวัยมีลักษณะการนอนที่เป็นปกติแตกต่างกัน รวมถึงมีปัจจัยที่ทำให้หลับหรือตื่นแตกต่างกันไปด้วย ดังนี้

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจภูมิแพ้และภาวะแพ้วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 855 บาท ลดสูงสุด 3150 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

Ads h 3

วัยทารกถึงเด็กเล็ก

ทารกแรกเกิดจะนอนวันละ 16-20 ชั่วโมง ตื่นมาแค่กินนม เวลาตื่นสัมพันธ์กับอาการหิว ไม่สัมพันธ์กับกลางวันหรือกลางคืน ต่อมาเมื่ออายุ 1-3 เดือนจะนอนหลับลดลงเป็น 15-16 ชั่วโมง และสัมพันธ์กับกลางวันหรือกลางคืนมากขึ้น และจำนวนชั่วโมงที่นอนหลับจะลดลงเรื่อยๆ จนอายุ 6 เดือนจะเปลี่ยนเป็นนอนกลางคืนได้ยาวต่อเนื่องนานถึง 6-9 ชั่วโมง และนอนกลางวัน 2-3 ครั้ง หลังอายุ 9 เดือนส่วนมากจะนอนหลับได้ยาวตลอดทั้งคืน 

เด็กอายุ 6 เดือนถึง 3 ปีจะตื่นกลางคืน 3 -6 ครั้งแต่จะสามารถหลับต่อได้ง่ายหากสภาพแวดล้อมเหมือนเดิมกับก่อนที่จะนอนหลับจะลดการตื่นกลางคืนลงเหลือร้อยละ 10 เมื่ออายุ 5 ปี นอกจากนี้ก็จะลดการนอนกลางวันลงเรื่อยๆจนเหลือครั้งเดียวเมื่ออายุ 1 ปีครึ่ง แล้วไม่ต้องนอนกลางวันอีกเมื่ออายุ 4-5 ปี

วัยเรียน  

เด็กวัยนี้โดยทั่วไปจะต้องการการนอนประมาณ 9-12 ชั่วโมง ซึ่งอาจแตกต่างกันตามกิจกรรมในชีวิตประจำวันของแต่ละคน ถ้ามีการนอนเพียงพอ ปกติจะสามารถนอนหลับได้ภายใน 15-30 นาที เมื่อตื่นก็สามารถปลุกตื่นได้ไม่ยาก นอกจากนี้ ผู้ปกครองสามารถสังเกตได้ว่าเด็กนอนพอหรือไม่จากพฤติกรรมในระหว่างวัน โดยอาจถามจากคุณครู เช่น มีเผลอหลับตอนกลางวันในระหว่างเรียน เป็นต้น 

วัยรุ่น 

วัยรุ่นต้องการการนอนประมาณ 8-10 ชั่วโมง แต่จะเปลี่ยนไปคือ มักนอนดึกและตื่นสาย ซึ่งเป็นภาวะปกติ ดังนั้นช่วงเวลาเปิดภาคเรียนซึ่งต้องตื่นมาเรียนแต่เช้า มักทำให้วัยรุ่นมีอาการนอนไม่พอและกระทบต่อการเรียนได้ และจะมานอนชดเชยในวันหยุดแทน 

เมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ก็จะลดความต้องการการนอนเหลือเพียง 8 ชั่วโมงต่อวัน

ปัญหาการนอนที่พบบ่อยในเด็กวัยทารกและก่อนวัยเรียน

ในวัยทารกและเด็กก่อนวัยเรียน ปัญหาการนอนที่พบบ่อยประมาณ 10-40% คือ เด็กไม่ยอมนอนเมื่อถึงเวลาเข้านอน หลับยาก ตื่นบ่อย ไม่สามารถหลับต่อได้เอง เกิดจากสาเหตุหลายประการ สัมพันธ์กับพัฒนาการทางสมอง จิตใจ และอารมณ์ รวมทั้งการเลี้ยงดู และการฝึกวินัยการนอนที่ดีให้แก่เด็ก

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจภูมิแพ้และภาวะแพ้วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 855 บาท ลดสูงสุด 3150 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

Ads h 3

ปัญหาการนอนที่พบบ่อยในเด็กวัยทารกและก่อนวัยเรียนมี 2 รูปแบบ ดังนี้

  1. Trained night crier คือ เมื่อตื่นกลางดึกเด็กต้องการให้อุ้ม ปลอบ หรือเล่นด้วย จนกว่าจะหลับ ไม่สามารถหลับเองได้ เด็กคาดหวังว่าตื่นมาจะเห็นพ่อแม่อยู่ด้วยเสมอ จึงมีพ่อแม่เป็นเงื่อนไขทุกครั้งที่จะหลับต่อได้  มักเกิดจากพ่อแม่อุ้มเดินจนหลับ ตื่นมาเล่นด้วย หรือกระตุ้นเด็กตอนกลางคืน ไม่เคยปล่อยให้เด็กร้องหรือหลับเองเลย
  2. Trained night feeder คือ เด็กถูกฝึกให้คุ้นเคยกับการตื่นมากินนมตอนกลางคืน เนื่องจากพ่อแม่เคยตอบสนองการร้องของลูกทุกครั้งด้วยการให้นม ไม่ว่าจะหิวจริงหรือไม่ เนื่องจากกังวลว่าเด็กจะหิว จึงเอานมใส่ปากทุกครั้งที่ร้อง ซึ่งบางครั้งเด็กไม่ได้หิวจริง เพียงแต่เกิดจากปฏิกิริยาอัตโนมัติโดยปกติ ที่เมื่อนำวัตถุใส่ปาก เด็กจะดูดและหยุดร้อง ซึ่งพบได้ในทารก หรือเกิดจากพ่อแม่ให้นมจนลูกหลับคาเต้า คาขวดนม และทิ้งขวดนมไว้ในเปล จึงสร้างเงื่อนไขให้เด็กหลับพร้อมขวดนม แม้จะไม่ได้หิวก็ตาม Trained night feeder นี้นอกจากสร้างสุขนิสัยการนอนที่ไม่ดีแล้ว ยังมีผลเสียกับสุขภาพฟันตามมาด้วย จะเกิดฟันผุ เป็น Milk bottle caries ได้ 

เมื่อเด็กโตขึ้น ความผิดปกติของการนอนจะเปลี่ยนไปจากวัยทารก เช่น มีอาการละเมอกลัวร้องตกใจ (Sleep terror) ละเมอเดิน (Sleep walking) ฝันร้าย (Nightmares) มีรายละเอียดดังนี้

  • ละเมอกลัวร้องตกใจ (Sleep terrors) พบเมื่ออายุ 3-8 ปี เป็นอาการตกใจกลัวรุนแรง กรีดร้องเสียงดัง หัวใจเต้นแรง เหงื่อแตก เป็นช่วงต้นๆ ของการนอนหลับ อาการรุนแรงช่วง 1-5 นาทีแรก หรือนานกว่านั้น แล้วเริ่มผ่อนคลายหรือหลับต่อได้ เด็กจะจำเหตุการณ์ไม่ได้ จึงไม่ควรปลุกตื่นมาเนื่องจากเด็กจะตกใจ ควรตอบสนองให้น้อย ปลอบให้หลับต่อให้เร็ว อาจพบบ่อยช่วงที่มีความเครียด และอาการจะหายไปเองก่อนเข้าวัยรุ่น
  • ละเมอเดิน (Sleep walking) อาการคล้ายละเมอร้องไห้ตกใจ แต่เริ่มเมื่ออายุมากกว่า อาจพบในวัยเรียน  มักพบปัสสาวะรดที่นอนร่วมด้วย เด็กจะตื่นแล้วลุกเดิน ลืมตาแต่ไม่รู้สึกตัว ต้องระวังการเกิดอุบัติเหตุตกบันได หรือเดินออกจากห้อง
  • ฝันร้าย (Nightmares) มักเริ่มตั้งแต่อายุ 3-6 ปีที่เริ่มมีจินตนาการ พบได้ไปจนถึงวัยรุ่น เรื่องที่ฝันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ แต่จำเหตุการณ์ได้ มักเกิดในเวลาเช้ามืด ปัจจัยเรื่องการอดนอนหรือความกังวลทำให้ฝันร้ายบ่อยขึ้นได้ ควรแก้ไขโดยการงดดูภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาตื่นเต้นหรือน่ากลัวก่อนเข้านอน แก้ไขสาเหตุความเครียด และนอนให้เพียงพอตามวัย

อย่างไรก็ตาม หากลูกนอนแล้วร้องโวยวายมากหรือนาน ผิดปกติ ก็ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง

เมื่อเข้าสู่วัยเรียน มักมีปัจจัยกิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการนอนของเด็กมากขึ้น จึงพบปัญหาการนอนมาจากหลายสาเหตุ ทั้งความผิดปกติของการนอนเอง และโรคอื่นๆ เช่น ภาวะอุดกั้นทางเดินหายใจส่วนบนอุดกั้น ซึ่งอาจพบได้ตั้งแต่เล็กๆ  หรือโรคทางจิตเวชอื่นๆ เช่น โรควิตกกังวล โรคซึมเศร้า เด็กสมาธิสั้น ซึ่งส่วนมากมักมีปัญหาการนอนร่วมด้วย 

แนวทางแก้ไขปัญหาลูกไม่ยอมนอน

พ่อแม่ควรสร้างสุขนิสัยการนอนที่ดี เพื่อแก้ปัญหาลูกไม่ยอมนอน โดยมีแนวทางดังนี้

  • สนับสนุนให้เด็กหลับบนเตียง ที่นอน หรือเปลของตัวเองขณะยังตื่นอยู่เสมอ เมื่อลูกเคลิ้มหลับหรือเริ่มง่วงนอน ให้วางเด็กขณะยังไม่หลับสนิท ไม่อุ้มเดินหรือให้นมจนหลับ เพราะจะสร้างเงื่อนไขการนอนที่ไม่ถูกต้องแก่เด็ก และควรงดนมมื้อกลางคืนหลังอายุ 6 เดือน
  • งดกิจกรรมที่เป็นการกระตุ้นหรือเล่นมากเกินไปก่อนเข้านอน เด็กจะสนุกเกินไป ให้เปลี่ยนเป็นกิจวัตรที่สบายๆ ผ่อนคลาย ในช่วง 20-30 นาทีก่อนเข้านอน เช่น ร้องเพลงกล่อมเบาๆ พูดคุยเบาๆ เล่านิทาน สวดมนต์ เป็นต้น
  • จัดสภาพแวดล้อมในห้องนอนให้เหมาะสมกับการนอนหลับ คือ สงบ มืด อุณหภูมิพอเหมาะ ไม่มีโทรทัศน์ หรือสิ่งเร้าอื่นๆ สำหรับทารกควรแยกเตียงนอนกับพ่อแม่ 
  • เมื่อเด็กตื่นกลางคืน ไม่ควรให้นมทันที ควรตรวจสภาพแวดล้อมอื่นๆ ก่อน เช่น ผ้าอ้อมเปียกชื้นหรือไม่ อากาศร้อนหรือเย็นเกินไปหรือไม่ จากนั้นเปลี่ยนผ้าอ้อมหรือปรับอุณหภูมิให้เหมาะสม แล้วลองตบก้น ถ้าไม่หยุดลองให้ขวดน้ำก่อนจะให้นม หรือถ้าจำเป็นก็อุ้มปลอบในเวลาไม่นาน เด็กส่วนใหญ่จะหลับต่อได้เอง 
  • หลีกเลี่ยงการให้เด็กนอนกลางวันที่ใกล้กับเวลานอนกลางคืนมากเกินไป หรือนอนกลางวันบ่อยเกินไป โดยอาจปรับเวลาจากนอนใกล้หัวค่ำ เป็นนอนช่วงบ่ายๆ แทน เป็นต้น
  • กำหนดเวลาเข้านอนและตื่นนอนให้ตรงเวลาและสม่ำเสมอมากที่สุด 

สิ่งสำคัญ คุณพ่อคุณแม่ ควรสังเกตอย่างใกล้ชิด และให้ความสำคัญกับการฝึกสุขลักษณะนิสัยการนอนที่ดีให้กับลูกอย่างเหมาะสมในทุกช่วงวัย หากสงสัยว่าลูกมีความผิดปกติเกี่ยวกับการนอน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินและให้คำแนะนำอย่างเหมาะสมต่อไป


4 แหล่งข้อมูล
กองบรรณาธิการ HD มุ่งมั่นตั้งใจให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง โดยทำงานร่วมกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงเลือกใช้ข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือจากสถาบันต่างๆ คุณสามารถอ่านหลักการทำงานของกองบรรณาธิการ HD ได้ที่นี่
รศ. นพ. ศิริไชย หงษ์สงวนศรี Sleep Disturbances; Ambulatory Pediatrics 3 ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี 2553.
คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล, การนอนในเด็ก (https://med.mahidol.ac.th/ramamental/generalknowledge/child/02212017-1525)
First step pediatrics PLLC, Night Criers and Feeders Need Special Treatment (https://www.fspediatrics.com/docs/night_criers_and-feeders-handout.pdf)

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HD พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ผู้เขียนและผู้รีวิวบทความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่นำเสนอแต่อย่างใด เว้นแต่จะระบุในเนื้อหา การแนะนำสินค้าและบริการแสดงขึ้นอัตโนมัติจากระบบของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าบทความนี้มีประโยชน์มากแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ตั้งกระทู้ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลส่วนตัวของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวิดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รอยโรค (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่ดูไฟล์ได้
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เข้าถึงได้

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
บทความต่อไป