กองบรรณาธิการ HD
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HD

Ebola (อีโบลา)

เผยแพร่ครั้งแรก 10 ม.ค. 2017 อัปเดตล่าสุด 17 พ.ย. 2020 เวลาอ่านประมาณ 4 นาที

อีโบลา เป็นโรคติดต่อร้ายแรงที่เกิดจากเชื้อไวรัสอีโบลา (Ebola virus) โดย 25-90% ของคนที่ติดเชื้ออีโบลาจะเสียชีวิตด้วยโรคนี้ในที่สุด ตามข้อมูลขององค์กรอนามัยโลก 

ไวรัสอีโบลาเป็นหนึ่งในไวรัสกลุ่ม Filoviridae ส่วนไวรัสอีกชนิดที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันคือไวรัสมาร์บูร์ก (Marburg) ไวรัสทั้ง 2 ชนิดนี้ทำให้เกิดโรคไข้เลือดออก ซึ่งเป็นสภาวะร้ายแรงที่เส้นเลือดรั่วไหล นำไปสู่การตกเลือดหรือการมีเลือดออกอย่างหนัก ทำให้เกิดอาการช็อคและเสียชีวิตได้ เนื่องจากอวัยวะในร่างกายไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจ DNA วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 5605 บาท ลดสูงสุด 3895 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

Ads h 53

ไวรัสอีโบลามีทั้งหมด 5 สายพันธุ์ ได้แก่ ไทฟอเรส (Tai Forest) ซูดาน (Sudan) ซาร์อี (Zaire) เรสตัน (Reston) และบันดิบูเกียว (Bundibugyo) และมีแค่สายพันธุ์เรสตันเท่านั้นที่ไม่สามารถก่อให้เกิดโรคร้ายแรงในมนุษย์ได้ 

เชื้ออีโบลาจะอาศัยสัตว์เป็นพาหะนำโรค เช่น ค้างคาว และลิงในแอฟริกา เชื้อสามารถกระโดดไปสู่คนได้เป็นครั้งคราว ซึ่งเกิดขึ้นได้อย่างไรนั้นก็ยังไม่เป็นที่รู้จักแน่ชัด

อาการของโรคอีโบลา

อาการของโรคติดเชื้ออีโบลาจะเริ่มจากส่วนไหนก็ได้ภายหลังการติดเชื้อไวรัสเป็นเวลา 2-21 วัน โดยส่วนใหญ่จะเริ่มมีอาการภายในวันที่ 5-10 สัญญาณและอาการแรกเริ่มของอีโบลาอาจไม่รุนแรงและไม่เฉพาะเจาะจง สังเกตได้ดังนี้

  • มีไข้ต่ำ
  • เมื่อยล้า
  • อึดอัดหรือรู้สึกเหมือนจะป่วย ไม่สบาย

อาการเหล่านี้ค่อนข้างคลุมเครือและอาจบ่งชี้ถึงอาการของโรคต่างๆ มากมาย อาการของอีโบลาจึงมักจะถูกวินิจฉัยผิดว่าเป็นอาการของโรคอื่น 

เมื่อไวรัสเริ่มสร้างตัวหรือเพิ่มจำนวนขึ้นในร่างกายผู้ติดเชื้อ จะทำให้เส้นเลือดเกิดการรั่วไหล และมีอาการที่รุนแรงขึ้นเหล่านี้บังตามมา

แพทย์จะบอกได้ว่าเป็นการติดเชื้ออีโบลาหรือไม่จากการสังเกตอาการและประวัติที่เพิ่งผ่านมาของผู้ป่วย เช่น การสัมผัสกับผู้ติดเชื้อ และประวัติการเดินทาง รวมถึงการทดสอบเลือดเพื่อดูการติดเชื้อและชนิดของเชื้อที่ทำให้เกิดโรค

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจ DNA วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 5605 บาท ลดสูงสุด 3895 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

Ads h 53

การแพร่เชื้อของไวรัสอีโบลา

ตราบใดที่ผู้ป่วยยังไม่แสดงอาการ จะไม่มีการแพร่เชื้อโรคไปสู่ผู้อื่น แต่เมื่อใดที่เริ่มแสดงอาการ จะเป็นช่วงที่ไวรัสอีโบลาแพร่จากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่งผ่านการสัมผัสกับของเหลวและสารคัดหลั่งจากร่างกายผู้ติดเชื้อได้ เช่น เลือด อาเจียน อุจจาระ และการสัมผัสเชื้อจากของใช้ที่มีของเหลวจากผู้ติดเชื้อปนเปื้อนอยู่ ส่วนการแพร่กระจายเชื้อทางอากาศ เช่น การไอหรือการจามนั้นไม่พบว่าเป็นสาเหตุให้เกิดการแพร่เชื้ออีโบลาในคน

สมาชิกครอบครัวของคนที่ติดเชื้ออีโบลาและแพทย์ผู้ให้การรักษามีความเสี่ยงสูงต่อการติดโรคนี้ เพราะมีการสัมผัสกับผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด เช่นเดียวกับผู้ปฏิบัติงานในห้องปฏิบัติการที่ต้องจัดการเลือดและตัวอย่างอื่นๆ จากผู้ติดเชื้อ 

มาตรการที่สามารถป้องกันไม่ให้อีโบลาแพร่กระจาย มีดังนี้

  • แยกผู้ป่วยที่ติดเชื้อออกจากคนที่ไม่ติดเชื้ออีโบลาทุกคน
  • ในขณะที่ดูแลผู้ป่วย บุคลากรทางการแพทย์ที่ทำการรักษาต้องสวมชุดป้องกัน โดยใส่ถุงมือ หน้ากาก แว่นตา ชุดคลุม (กาวน์) และเครื่องแต่งกายอื่นๆ
  • กำจัดสิ่งปนเปื้อนหรือทิ้งอุปกรณ์ใดๆ ก็ตามที่ผู้ป่วยได้สัมผัสในถุงที่มิดชิด รวมทั้งเข็มฉีดยา เข็ม และอุปกรณ์ทางการแพทย์อื่นๆ
  • ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อด้วยน้ำยาฆ่าเชื้ออย่างคลอรีน ซึ่งสามารถฆ่าเชื้อไวรัสอีโบลาได้
  • สนับสนุนให้ผู้รอดชีวิตจากอีโบลาที่เชื่อว่าพ้นขีดอันตรายจากเชื้อที่เคยได้รับแล้ว ให้ช่วยดูแลผู้ที่เจ็บป่วยจากอีโบลาหรือช่วยฝังศพคนที่เสียชีวิต
  • ติดตามผลของทุกคนที่ได้สัมผัสผู้ป่วยที่ติดเชื้ออีโบลา

ตามหลักการแล้ว คนที่มีการติดต่อสัมผัสผู้ป่วยอีโบลา ไม่ว่าในหรือนอกโรงพยาบาลจะถูกติดตามอาการการติดเชื้อเป็นเวลาอย่างน้อย 21 วันหลังการสัมผัสครั้งสุดท้าย และในบางกรณีผู้ที่คลุกคลีอย่างใกล้ชิดจะถูกกักตัวจนกว่าจะผ่านระยะฟักตัวภายใน 21 วันไป เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่แพร่เชื้อไวรัสไปสู่ผู้อื่น เพราะคนอื่นๆ จะยังคงติดเชื้อได้ ตราบใดที่ไวรัสยังคงอยู่ในเลือดหรือของเหลวในร่างกาย ซึ่งรวมไปถึงอสุจิและน้ำนมด้วย

อ้างอิงจากองค์กรอนามัยโลก (WHO) ผู้ชายที่ฟื้นตัวจากอีโบลาสามารถแพร่เชื้อไวรัสนี้ผ่านทางน้ำอสุจิเป็นเวลาหลายเดือนภายหลังการฟื้นตัวได้ ในปี ค.ศ. 2015 แพทย์ผู้ติดเชื้ออีโบลาซึ่งได้รับการรักษาแล้วถูกตรวจพบว่าเขายังมีเชื้อไวรัสอยู่ที่ตา ซึ่งเป็นเวลาหลายเดือนหลังจากที่ตรวจพบว่าเขาไม่มีเชื้อไวรัสแล้ว จึงต้องทำการวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้และผลกระทบในระยะยาวอื่นๆ จากการติดเชื้ออีโบลาและ "กลุ่มอาการโรคหลังเป็นโรคอีโบลา" (Post-Ebola syndrome) ต่อไปจนกว่าจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจน

การบำบัดและรักษาโรคอีโบลา

ปัจจุบันยังไม่มีการรักษาอีโบลาที่เป็นที่เฉพาะเจาะจง โดยคนบางส่วนรอดชีวิตจากอีโบลาและเป็นที่เข้าใจว่ามีภูมิคุ้มกันจากการที่เคยติดเชื้อแล้ว แต่ภูมิคุ้มกันนี้จะอยู่ได้นานแค่ไหนก็ยังไม่อาจรู้ได้ และไม่มีวัคซีนป้องกันเชื้ออีโบลา แม้ว่าปัจจุบันจะมีการทดสอบวัคซีนที่มีประสิทธิภาพ 2 วัคซีนก็ตาม

การรักษาโรคอีโบลาเน้นการดูแลตามอาการ ได้แก่ การจัดการสารน้ำทางหลอดเลือดดำ การถ่ายเม็ดเลือดแดงและผลิตภัณฑ์เลือดอื่นๆ ในกรณีที่จำเป็น และการรักษาตามอาการที่เกิดขึ้น ผู้ป่วยบางคนจำเป็นต้องฟอกไตและใช้เครื่องช่วยหายใจด้วยหากมีอาการป่วยหนัก

มีการรักษาอยู่ 2 อย่างที่ถูกทดลองนำมาใช้ในช่วงที่อีโบลาระบาดหนัก ในปี ค.ศ. 2014 คือ

  • การถ่ายโอนน้ำเลือดหรือพลาสม่า พลาสม่าของู้รอดชีวิตจากอีโบลารายหนึ่งถูกถ่ายโอนไปยังผู้ป่วยหลายคน ด้วยความหวังว่าแอนติบอดี้ของผู้รอดชีวิตรายนั้นจะช่วยต่อสู้กับเชื้อไวรัสในคนที่ติดเชื้อเหล่านั้นได้ ในขณะที่ผู้ป่วยที่ได้รับการถ่ายโอนพลาสม่านั้นก็มีชีวิตรอดมาจนถึงเดี๋ยวนี้ ซึ่งก็ไม่รู้เลยว่าพลาสม่าที่ถ่ายโอนนั้นไปทำหน้าที่อะไรกันแน่ แนวคิดที่ใช้พลาสม่าของผู้รอดชีวิตจากเชื้ออีโบลาเพื่อรักษาผู้ป่วยรายอื่นไม่ใช่แนวคิดใหม่และแนวคิดนี้ก็ถูกใช้มาแล้วกับกลุ่มผู้ป่วยจำนวนเล็กๆ จากการระบาดในคราวก่อน ซึ่งก็ให้ผลดีอย่างเห็นได้ชัด
  • ZMapp ชาวอเมริกันสองคนที่รอดชีวิตได้รับการรักษาด้วยยาทดลองที่ชื่อ ZMapp ซึ่งถูกพัฒนาโดยบริษัท แมปป์ ไบโอฟามาซูติคัล (Mapp Biopharmaceutical, Inc) ตัวยาเป็นการผสมกันของโมโนโคลนอลแอนติบอดีสามชนิดที่ผูกกับโปรตีนของเชื้อไวรัสอีโบลา ZMapp แต่ยังไม่ได้รับการทดสอบกับมนุษย์ว่าปลอดภัยหรือมีประสิทธิภาพเพียงใด และมียาเหลือเพียงน้อยนิดเท่านั้นในช่วงที่อีโบลาระบาดในปี ค.ศ. 2014

5 แหล่งข้อมูล
กองบรรณาธิการ HD มุ่งมั่นตั้งใจให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง โดยทำงานร่วมกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงเลือกใช้ข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือจากสถาบันต่างๆ คุณสามารถอ่านหลักการทำงานของกองบรรณาธิการ HD ได้ที่นี่
Ebola virus disease. World Health Organization (WHO). (https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/ebola-virus-disease)
First FDA-approved vaccine for the prevention of Ebola virus disease, marking a critical milestone in public health preparedness and response. U.S. Food and Drug Administration (FDA). (https://www.fda.gov/news-events/press-announcements/first-fda-approved-vaccine-prevention-ebola-virus-disease-marking-critical-milestone-public-health)
Ebola virus disease. NHS (National Health Service). (https://www.nhs.uk/conditions/ebola/)

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HD พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ผู้เขียนและผู้รีวิวบทความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่นำเสนอแต่อย่างใด เว้นแต่จะระบุในเนื้อหา การแนะนำสินค้าและบริการแสดงขึ้นอัตโนมัติจากระบบของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าบทความนี้มีประโยชน์มากแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

หากคุณยังมีคำถาม ส่งคำถามให้คุณหมอตอบได้ที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลส่วนตัวของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวิดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รอยโรค (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่ดูไฟล์ได้
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เข้าถึงได้

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม