กองบรรณาธิการ HD
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HD

รวมอาการผิดปกติหลังผ่าคลอด สาเหตุและการดูแลป้องกัน

เผยแพร่ครั้งแรก 27 มิ.ย. 2018 อัปเดตล่าสุด 17 พ.ย. 2020 เวลาอ่านประมาณ 2 นาที
รวมอาการผิดปกติหลังผ่าคลอด สาเหตุและการดูแลป้องกัน

การผ่าคลอดนับเป็นวิธีที่เหมาะกับคุณแม่ตั้งครรภ์ ซึ่งไม่สามารถคลอดด้วยวิธีธรรมชาติได้ แต่หลังจากการผ่าคลอดเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว คุณแม่จำเป็นที่จะต้องสังเกตอาการต่างๆ เพราะนั่นอาจหมายถึงภาวะแทรกซ้อนที่จะตามมา และจำเป็นต้องได้รับการรักษาจากแพทย์หากมีอาการผิดปกติหลังคลอดเกิดขึ้นจากร่างกาย

อาการผิดปกติหลังผ่าคลอด

  1. แผลผ่าคลอด อักเสบและแผล ผ่าคลอดปริ

    มักจะมีอาการ บวม แดง หรือเจ็บแสบร้อน บางรายพบว่ามีหนองไหลออกมา รู้สึกเจ็บบริเวณแผลหรือมดลูกแบบผิดปกติ ตกขาวมีกลิ่นไม่พึงประสงค์ โดยสาเหตุเหล่านี้อาจเกิดจากการติดเชื้อของแผลผ่าตัด

    แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
    ฝากครรภ์ คลอดบุตรวันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 275 บาท ลดสูงสุด 4250 บาท

    จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

    Ads h 15
  2. มีไข้สูงหลังการผ่าคลอด

    หากภายใน 48 ชั่วโมง หลังจากรับประทานยาลดไข้แล้วไข้ยังคงไม่ลดหรือดีขึ้น เนื่องจากร่างกายของคุณแม่ตั้งครรภ์สูญเสียสารอาหารมาก เพราะถูกดึงไปใช้ให้ทารกและมีการเสียเลือด การเปลี่ยนแปลงฮอร์โมน จึงทำให้ร่างกายหลังการผ่าคลอดอ่อนแอ เกิดการอักเสบหรือระบมของอวัยวะภายในและอาจเกิดการติดเชื้อ ถ้ามีไข้สูงกว่า 38 องศาเซลเซียส อย่างต่อเนื่องหลายวันจะเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

  3. ตกเลือด

    หัวใจเต้นเร็ว มีเลือดออกจากช่องคลอดจำนวนมาก ความดันเลือดลดลง รวมทั้งเนื้อเยื่อบริเวณรอบๆ ช่องคลอดมีอาการบวมและเจ็บ เนื่องจากมดลูกบีบรัดตัวไม่ดีแล้วทำให้มีเศษรกหรือเศษถุงน้ำคร่ำตกค้าง หรืออาจเกิดจากการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ

  4. เต้านมอักเสบ

    มักมีอาการปวดร่วมกับการมีเต้านมคัด บวมแดง และแข็งเป็นก้อน ซึ่งอาจเกิดมาจากการเป็นฝีและทารกดูดไม่ถูกวิธี จนกระทั่งน้ำนมระบายไม่ทันแล้วอาจทำให้ท่อน้ำนมอุดตัน เนื่องจากมีน้ำนมค้างอยู่ในเต้านมเป็นเวลานาน เชื้อแบคทีเรียจึงเข้าสู่ทางลานหัวนมที่แตกและเกิดการอักเสบได้

  5. มดลูกอักเสบ

    มีอาการปวดท้องน้อย เจ็บช่องคลอด มีไข้ น้ำคาวปลาเป็นสีเข้มหรือสีแดงสดออกมาเป็นเวลานานๆ และมีกลิ่นเหม็น แบบนี้จึงถือว่าผิดปกติ ซึ่งเกิดจากการรอคลอดนาน ติดเชื้อแบคทีเรีย หรือการดูแลสุขภาพและความสะอาดไม่ดี

การดูแลตนเองและการป้องกัน

  1. แผลผ่าคลอดอักเสบติดเชื้อและแผลผ่าคลอดปริ

    ต้องดูแลแผลตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เมื่อได้รับยาแล้วจะต้องรับประทานให้ครบกำหนด ไม่ลดยาหรือหยุดยานอกจากได้รับคำสั่งจากแพทย์ รวมทั้งต้องทำความสะอาดแผลและหลีกเลี่ยงการโดนแผล ไม่ยกของหนัก อีกทั้งเลือกใส่เสื้อผ้าที่ไม่รัดแน่นจนเกินไป หากรู้สึกว่ามีไข้ให้รีบวัดอุณหภูมิแล้วไปพบแพทย์ทันที

  2. มีไข้สูงหลังการผ่าคลอด

    หลังการผ่าคลอดคุณแม่ควรลุกจากเตียงหรือขยับตัวบ่อยๆ อย่างเช่นเดินเข้าห้องน้ำเพื่อให้เลือดไหลเวียนไปทั่วร่างกาย ดื่มน้ำมากๆ ถ้ามีอาการไอก็ควรใช้มือกดแผลไว้ก่อนไอ สามารถับประทานยาพาราเซตามอลเพื่อลดไข้ได้ รวมทั้งต้องเช็ดตัวเพื่อให้อาการไข้ลด หากยังไม่ดีขึ้นจะต้องรีบไปพบแพทย์ทันที

    แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
    ฝากครรภ์ คลอดบุตรวันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 275 บาท ลดสูงสุด 4250 บาท

    จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

    Ads h 15
  3. ตกเลือด

    เราสามารถป้องกันได้โดยถ้าคุณแม่เป็นโรคโลหิตจาง ควรปรึกษาแพทย์ก่อนการคลอด ส่วนการรักษาแพทย์จะตรวจมดลูกและเนื้อเยื่ออุ้งเชิงกราน พร้อมกับจ่ายยาประเภทยาโพรสตาแกรน การนำรกที่ค้างอยู่ออก ใช้การส่องกล้องผ่าตัดทางช่องคลอดเพื่อหาสาเหตุ และการผ่าตัดมดลูกจะเป็นวิธีสุดท้าย

  4. เต้านมอักเสบ

    ควรประคบเต้านมด้วยความร้อนก่อนการให้นม และหลังการให้นมแล้วควรประคบด้วยความเย็น หากรู้สึกปวดมากให้รับประทานยาพาราเซตามอล แต่ถ้าไม่สามารถให้นมบุตรได้ก็ควรปั๊มน้ำนมออกเพื่อระบาย และควรพักผ่อนมากๆ

  5. มดลูกอักเสบ

    คุณแม่ที่มีโรคประจำตัวอย่างเช่นโรคเบาหวาน โรคเอสแอลอี หรือโรคอื่นๆ จะต้องแจ้งแพทย์ที่ดูแลขณะฝากครรภ์ เพราะอาการมดลูกอักเสบอาจเกิดจากการตรวจภายในถี่เกิน ซึ่งถ้ามีน้ำเดินจะต้องรีบไปโรงพยาบาลทันทีและปฏิบัติตนตามคำสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัด โดยแพทย์จะรักษาด้วยการให้ยาปฏิชีวนะหรือการขูดมดลูก 

อาการหลังการผ่าคลอดอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่คุณแม่ได้ ดังนั้นเราจึงควรใส่ใจและหมั่นสังเกตอาการของตนเอง หากพบอาการผิดปกติดังที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว อย่านิ่งนอนใจแล้วควรรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาให้ทันท่วงที


37 แหล่งข้อมูล
กองบรรณาธิการ HD มุ่งมั่นตั้งใจให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง โดยทำงานร่วมกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงเลือกใช้ข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือจากสถาบันต่างๆ คุณสามารถอ่านหลักการทำงานของกองบรรณาธิการ HD ได้ที่นี่

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HD พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ผู้เขียนและผู้รีวิวบทความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่นำเสนอแต่อย่างใด เว้นแต่จะระบุในเนื้อหา การแนะนำสินค้าและบริการแสดงขึ้นอัตโนมัติจากระบบของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าบทความนี้มีประโยชน์มากแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ตั้งกระทู้ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลส่วนตัวของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวิดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รอยโรค (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่ดูไฟล์ได้
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เข้าถึงได้

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
บทความต่อไป