วิธีการป้องกันการเกิดโรคติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ

รู้ทันความเสี่ยงของโรคติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ และหลักการดูแลสุขภาพ เพื่อลดโอกาสการเป็นโรคนี้
เผยแพร่ครั้งแรก 11 ส.ค. 2019 อัปเดตล่าสุด 5 ส.ค. 2020 เวลาอ่านประมาณ 3 นาที
วิธีการป้องกันการเกิดโรคติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ

โรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ (Urinary tract infection หรือ UTI) หมายถึง โรคที่มีการอักเสบติดเชื้อของอวัยวะต่างๆ ในระบบทางเดินปัสสาวะ ได้แก่ ไต ท่อไต กระเพาะปัสสาวะ และท่อปัสสาวะ สาเหตุสำคัญของการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ คือ แบคทีเรีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งแบคทีเรีย E.coli ที่อาศัยอยู่ในลำไส้ของคนเรา โดยจะมีการเคลื่อนที่ของแบคทีเรียจากลำไส้ออกมาปนเปื้อนบริเวณส่วนนอกของรูก้น จากนั้นเข้าสู่บริเวณช่องเปิดของท่อปัสสาวะและเคลื่อนที่เข้าสู่ทางเดินปัสสาวะ ทำให้เกิดการติดเชื้อในบริเวณที่เคลื่อนที่ไปถึง

หากผู้ที่ติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจทำให้การติดเชื้อมีความรุนแรงขึ้น จนอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ สำหรับอาการแสดงของการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะที่พบบ่อย ได้แก่ ไข้ หนาวสั่น ปัสสาวะแสบขัด ปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะไม่สุด กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ น้ำปัสสาวะขุ่น ปัสสาวะมีเลือดปน ปวดท้องน้อย ปวดหลังบริเวณสีข้าง เป็นต้น

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจภูมิแพ้และภาวะแพ้วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 855 บาท ลดสูงสุด 3150 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

Ads h 3

วิธีการป้องกันการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะของแต่ละบุคคลจะแตกต่างกันไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ ดังนี้

  1. ผู้ที่มีการไหลของปัสสาวะผิดปกติ เช่น ผู้ที่กลั้นปัสสาวะมากกว่า 4 ชั่วโมง ผู้ที่มีนิ่วหรือเนื้องอกอุดตันในทางเดินปัสสาวะ มีการบีบตัวของท่อไตหรือกระเพาะปัสสาวะที่ผิดปกติ ผู้ป่วยที่นอนติดเตียงไม่สามารถลุกขึ้นมาปัสสาวะได้ ผู้ที่คาสายสวนปัสสาวะ จะมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ

    เนื่องจากโดยปกติร่างกายมีกลไกการไหลของปัสสาวะออกสู่ภายนอกตามแรงโน้มถ่วงของโลกในปริมาณที่เหมาะสมและสม่ำเสมอ การไหลออกของน้ำปัสสาวะจะช่วยขับเอาเชื้อแบคทีเรียที่ปนเปื้อนออกสู่นอกร่างกาย เมื่อกลไกการไหลของปัสสาวะผิดปกติ จึงส่งผลให้แบคทีเรียบางส่วนมีการสะสมและก่อให้เกิดการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะได้

    วิธีป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะสำหรับผู้ที่มีความผิดปกติในการไหลของปัสสาวะ ในเบื้องต้น คือ หลีกเลี่ยงการกลั้นปัสสาวะ สำหรับผู้ที่มีการอุดตันของระบบทางเดินปัสสาวะจากสาเหตุต่างๆ หรือ มีการบีบตัวของท่อไตและกระเพาะปัสสาวะที่ผิดปกติ ควรเข้ารับการรักษาเพื่อแก้ไขสาเหตุนั้นๆ และหมั่นสังเกตอาการแสดงเบื้องต้นของการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ เพื่อจะได้รีบพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยและรับการรักษาตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม กรณีผู้ป่วยที่นอนติดเตียงไม่สามารถลุกปัสสาวะเองได้ ผู้ดูแลอาจต้องช่วยพลิกตะแคงตัวเพื่อป้องกันการคั่งค้างของปัสสาวะลดการสะสมของเชื้อแบคทีเรียในระบบทางเดินปัสสาวะและควรใส่ใจในการทำความสะอาดในบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์อย่างถูกวิธีและไม่ปล่อยให้อวัยวะสืบพันธุ์เกิดการอับชื้นเป็นเวลานาน

  2. ลักษณะกายภาพของท่อปัสสาวะที่สั้น เช่น เพศหญิง มีท่อปัสสาวะที่สั้นกว่าเพศชาย จึงมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ แม้ว่าจะเป็นลักษณะกายภาพที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ อย่างไรก็ตาม การมีพฤติกรรมสุขภาพที่ดีจะช่วยลดโอกาสของการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะในเพศหญิงได้ เช่น ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 8-12 แก้ว ทำความสะอาดอวัยวะสืบพันธ์อย่างถูกวิธีด้วยน้ำสะอาดทุกครั้งหลังการขับถ่าย โดยล้างจากบริเวณรูเปิดของทางเดินปัสสาวะไปยังรูก้น และเช็ดทำความสะอาดโดยไม่ย้อนกลับไปมา ไม่ปล่อยให้เกิดการอับชื้นหรือหมักหมมในบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ที่ใช้ผ้าอนามัยขณะมีรอบเดือน หรือ ผู้ที่สวมใส่กางเกงอนามัยรองซับปัสสาวะ ควรมีการเปลี่ยนผ้าอนามัยหรือ กางเกงอนามัยทุก 4-6 ชั่วโมง

  3. ผู้ที่มีความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน ส่งผลให้มีการติดเชื้อในร่างกายรวมถึงการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะเพิ่มขึ้น เช่น ผู้ที่ได้รับยาเคมีบำบัด ผู้ป่วยมะเร็ง ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง หรือผู้สูงอายุ เมื่อได้รับเชื้อ กลไลการป้องกันของร่างกายที่ไม่แข็งแรงพอจะส่งผลให้เกิดการติดเชื้อได้ง่ายและมีโอกาสลุกลามรุนแรงได้มากกว่าคนทั่วไป ดังนั้น การป้องกันการติดเชื้อในบุคคลกลุ่มนี้ ควรประกอบกันทั้งการมีพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสม เช่น การไม่กลั้นปัสสาวะ การทำความสะอาดอวัยวะสืบพันธุ์อย่างถูกวีธีตามที่ได้กล่าวไปแล้ว การสังเกตอาการผิดปกติตั้งแต่แรกและรับการรักษาก่อนโรคจะลุกลาม เป็นต้น

  4. ผู้ที่มีการติดเชื้อของอวัยวะใกล้เคียงกับรูเปิดทางเดินปัสสาวะ ซึ่งการติดเชื้อในบริเวณอวัยวะใกล้เคียงดังกล่าวอาจลุกลามไปสู่ทางเดินปัสสาวะได้ เช่น การติดเชื้อหนองใน ดังนั้น ผู้ที่มีการติดเชื้อของอวัยวะใกล้เคียงกับรูเปิดทางเดินปัสสาวะควรเข้ารับการรักษาจากแพทย์เพื่อควบคุมการแพร่กระจายเชื้อดังกล่าว

  5. ผู้ที่ดื่มน้ำน้อย มีโอกาสเกิดการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะได้จากมีการผลิตน้ำปัสสาวะน้อย ปัสสาวะจึงคั่งค้าง เชื้อโรคในปัสสาวะจึงเจริญได้ดี ดังนั้น คนทั่วไปที่ไม่มีข้อควรระวังในการดื่มน้ำ จึงควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8-12 แก้ว

  6. ผู้มีประวัติการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะหลังการมีเพศสัมพันธ์ เนื่องจากการมีเพศสัมพันธ์ที่รุนแรงอาจส่งผลให้เกิดการบาดเจ็บของอวัยวะในอุ้งเชิงกราน ส่งผลให้เนื้อเยื่อมีความไวต่อการติดเชื้อ ดังนั้นการป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะหลังมีเพศสัมพันธ์ ป้องกันได้โดยให้ดื่มน้ำมากๆ ทันทีหลังมีเพศสัมพันธ์ เป็นต้น

3 แหล่งข้อมูล
กองบรรณาธิการ HD มุ่งมั่นตั้งใจให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง โดยทำงานร่วมกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงเลือกใช้ข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือจากสถาบันต่างๆ คุณสามารถอ่านหลักการทำงานของกองบรรณาธิการ HD ได้ที่นี่
มูลนิธิหมอชาวบ้าน, กระเพาะปัสสาวะอักเสบ (https://www.doctor.or.th/article/detail/2493). เข้าถึงเมื่อ 23 กรกฎาคม 2562.
เวชศาสตร์ผู้สูงอายุ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล, การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ. (https://www.si.mahidol.ac.th/project/geriatrics/knowledge_article/knowledge_healthy_10_006.html), เข้าถึงเมื่อ 23 กรกฎาคม 2562.
ผศ.นพ.ธนา ขอเจริญพร, โรคติดเชื้อทางเดนปัสสาวะ. (https://www.idthai.org/Contents/Views/?d=7TG0!8!4!!101!6JLy8VPv), เข้าถึงเมื่อ 23 กรกฎาคม 2562.

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HD พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ผู้เขียนและผู้รีวิวบทความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่นำเสนอแต่อย่างใด เว้นแต่จะระบุในเนื้อหา การแนะนำสินค้าและบริการแสดงขึ้นอัตโนมัติจากระบบของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าบทความนี้มีประโยชน์มากแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ตั้งกระทู้ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลส่วนตัวของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวิดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รอยโรค (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่ดูไฟล์ได้
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เข้าถึงได้

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม