วิธีบอกความแตกต่างระหว่าง "ความขัดแย้ง" และ "การรังแก"

การแยกแยะระหว่างการรังแกผู้อื่นกับความขัดแย้งกับคนรอบข้างและการตอบสนองตามสถานการณ์
เผยแพร่ครั้งแรก 1 ม.ค. 2017 อัปเดตล่าสุด 14 ส.ค. 2020 เวลาอ่านประมาณ 3 นาที
วิธีบอกความแตกต่างระหว่าง "ความขัดแย้ง" และ "การรังแก"

เราทุกคนต่างประสบความขัดแย้งเป็นระยะๆ มันเป็นเรื่องปกติของชีวิตอยู่แล้ว การเรียนรู้ที่จะรับมือกับมันที่ดีจะช่วยให้เด็กมีความสามารถในการเข้าสังคม ต่างกับการรังแกที่ไม่เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในชีวิต มันไม่ควรถือเป็น"พิธีกรรม"ทางสังคม และไม่ได้ช่วยให้เด็กเข้มแข็งขึ้นแต่อย่างใด การรังแกเป็นการใช้อำนาจในทางที่ผิด และจะทำให้ส่งผลต่างๆที่ สำคัญตามมา การรังแกล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ไม่ดีทั้งนั้น อันที่จริงแล้ว การรังแกและความขัดแย้งมีความแตกต่างที่ชัดเจนอยู่บ้าง สิ่งสำคัญจากการแยกความแตกต่างนี้คือรู้ว่าจะรับมือกับมันอย่างไร

ลักษณะของความขัดแย้งกับคนรอบข้าง

การชี้ว่านั่นเป็นความขัดแย้งหรือไม่ทำได้หลายวิธี อย่างแรกคือเมื่อมีความขัดแย้ง บุคคลทั้งสองที่มีส่วนร่วมจะมีอำนาจเท่ากันในความสัมพันธ์นี้ และแม้ว่าทั้งสองฝ่ายอาจรู้สึกสะเทือนอารมณ์หรือโกรธ แต่ไม่มีฝ่ายใดพยายามเข้าควบคุมหรือต้องการได้รับความสนใจ พวกเขาจะเคารพซึ่งกันและกันถึงแม้จะมีความเห็นที่ต่างกันก็ตาม

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจ DNA วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 5605 บาท ลดสูงสุด 3895 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

Ads h 53

นอกจากนี้ เวลาประสบกับความขัดแย้ง คนเรามักจะรู้สึกสำนึกผิดและแสดงความรับผิดชอบของการกระทำตนเอง พวกเราต้องการแก้ไขปัญหาเพื่อจะกลับมาดีกันอีกครั้ง พวกเราจะพยายามหาข้อตกลงกันเพื่อรักษามิตรภาพให้คงเดิม อย่างสุดท้ายคือความขัดแย้งเกิดขึ้นเป็นบางครั้ง และมักไม่รุนแรงหรือมีการทำร้ายจิตใจอีกฝ่ายเช่นกัน ในขณะที่ทั้งสองฝ่ายต่างไม่มีความสุขเมื่อเกิดความขัดแย้ง แต่ก็ไม่ทำให้คนเรารู้สึกแย่กับตัวเองได้

ลักษณะของการรังแกผู้อื่น

วิธีการที่ดีที่สุดที่จะชี้ว่านั่นเป็นการรังแกหรือไม่คือต้องรู้ก่อนว่ามันคือการกระทำโดยเจตนา โดยมีเป้าหมายคือการทำร้าย การดูถูกเหยียดหยาม หรือการข่มขู่ผู้อื่น และยังมีความไม่สมดุลของอำนาจระหว่างสองฝ่ายในสถานการณ์ดังกล่าว นักเลงย่อมแสดงความเหนือกว่าอีกฝ่ายด้วยการคุกคาม การก่อกวน การข่มขู่ หรือการฉีกหน้าพวกเขา

การรังแกเป็นการกระทำซ้ำๆและมีจุดมุ่งหมาย กล่าวคือเป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และแม้ว่าพวกเขาจะใช้วิธีการที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละสถานการณ์ แต่นักเลงเหล่านี้จะเล็งเป้าหมายไปที่คนเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีกโดยมีจุดมุ่งหมายที่จะทำร้ายพวกเขาไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง นอกจากนี้การรังแกยังถือเป็นภัยคุกคามร้ายแรงทางกายและอารมณ์อีกด้วย

โดยปกตินักเลงจะแทบไม่รู้สึกสำนึกผิดในขณะที่ผู้ที่โดนรังแกมักจะอารมณ์เสียอย่างเห็นได้ชัด พวกเขาเหล่านี้อาจมีความพึงพอใจกับการได้ทำร้ายผู้คนและไม่มีความตั้งใจที่จะแก้ไขอะไรก็ตาม พวกเขาไม่สนใจจะมีความสัมพันธ์อันใดกับผู้ที่โดนรังแก อย่างไรก็ตามการกระทำที่สร้างความเจ็บปวดทุกอย่างไม่ใช่การรังแก บางครั้งมันก็เป็นเพียงแค่พฤติกรรมที่โหดร้ายเท่านั้น ดังนั้นคุณต้องแน่ใจว่าตนเองรับรู้ว่าการรังแกประกอบขึ้นมาจากอะไร

ความแตกต่างระหว่างการกล่าวถึงความขัดแย้งและการรังแก

ความขัดแย้งเป็นส่วนสำคัญของการเจริญเติบโตต่างจากการรังแก ความขัดแย้งสอนให้เด็กรู้จักรับรู้จักให้ มันทำให้พวกเขาเรียนรู้ที่จะหาข้อตกลงและแก้ไขปัญหา แต่การรังแกทำได้ก็แต่ทำร้ายตัวเด็ก เมื่อเกิดความขัดแย้งขึ้น เด็กควรเรียนรู้วิธีรับมือกับความขัดแย้งนั้น ทักษะเหล่านี้จะส่งเสริมการฟังและการทำงานร่วมกันเป็นหมู่คณะ ทั้งสองฝ่ายมีข้อตกลงร่วมกัน แต่การรับมือกับความขัดแย้งไม่เหมาะสมที่จะใช้ในกรณีที่มีการรังแก ในความเป็นจริงแล้วมันอาจเป็นอันตรายอย่างมากสำหรับผู้ที่โดนรังแก

ในขณะที่การรังแกจะแตกต่างออกไป มันเป็นเรื่องของการที่นักเลงคนหนึ่งเลือกที่จะตั้งใจทำร้ายผู้อื่น ไม่มีอะไรที่จะแก้ไขสถานการณ์ได้ มากไปกว่านั้นคนเหล่านี้มักไม่เจรจากับผู้อื่น พวกเขาต้องการอำนาจและโทษผู้อื่นสำหรับการกระทำของตัวเอง แม้ผู้ใหญ่จะสามารถบังคับให้พวกเขาขอโทษได้ แต่บ่อยครั้งพวกเขาตอบโต้เมื่อไม่มีใครคอยจับตา

ดังนั้นการแยกแยะความแตกต่างระหว่างความขัดแย้งและการรังแกจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ พึงระลึกไว้ว่านักเลงเป็นผู้รับผิดชอบกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด เขาต้องรับผิดชอบในการเปลี่ยนแปลงตัวเองด้วย การบังคับผู้โดนรังแกให้มีส่วนร่วมกับการแก้ปัญหาความขัดแย้งหรือการไกล่เกลี่ยไม่ใช่ความคิดที่ดีเลย เราควรมีกระบวนการแทรกแทรงเพื่อรักษาความปลอดภัยของนักเรียนจากการโดนรังแกแทน

ในขณะเดียวกันนักเลงเหล่านี้ก็ควรถูกดัดนิสัย พวกเขาจำเป็นต้องเรียนรู้ผลของการกระทำของตัวเอง พวกเขายังต้องได้รับการสั่งสอนว่าสิ่งที่ตนทำนั้นเป็นสิ่งไม่ดีและจะไม่ถูกมองข้าม ในขณะเดียวกันผู้โดนรังแกก็ต้องเข้าใจว่าตนไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้เกิดการรังแกนี้และไม่ควรโทษพวกเขาสำหรับสิ่งที่เกิดขึ้น ให้ความร่วมมือกับทั้งสองฝ่ายเพื่อช่วยพวกเขาเอาชนะผลกระทบในแง่ลบจากการรังแกโดยมีเป้าหมายคือการสร้างความมั่นใจของพวกเขาให้กลับคืนมา


2 แหล่งข้อมูล
กองบรรณาธิการ HD มุ่งมั่นตั้งใจให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง โดยทำงานร่วมกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงเลือกใช้ข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือจากสถาบันต่างๆ คุณสามารถอ่านหลักการทำงานของกองบรรณาธิการ HD ได้ที่นี่
Sherri Gordon, How to Tell the Difference Between Conflict and Bullying (https://www.verywellfamily.com/conflict-and-bullying-difference-460495)

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HD พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ผู้เขียนและผู้รีวิวบทความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่นำเสนอแต่อย่างใด เว้นแต่จะระบุในเนื้อหา การแนะนำสินค้าและบริการแสดงขึ้นอัตโนมัติจากระบบของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าบทความนี้มีประโยชน์มากแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ตั้งกระทู้ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลส่วนตัวของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวิดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รอยโรค (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่ดูไฟล์ได้
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เข้าถึงได้

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
บทความต่อไป