กองบรรณาธิการ HD
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HD
พญ.วรรณวนัช เสถียรธรรมมณี
ตรวจสอบความถูกต้องโดย
พญ.วรรณวนัช เสถียรธรรมมณี

ไข้หวัดจากไวรัสและไข้หวัดจากแบคทีเรีย ต่างกันอย่างไร

การติดเชื้อแต่ละชนิดมีวิธีรับมือที่แตกต่างกัน อันดับแรกจึงจำเป็นต้องรู้ก่อนว่า "คุณติดเชื้ออะไร"
เผยแพร่ครั้งแรก 22 เม.ย. 2018 อัปเดตล่าสุด 17 พ.ย. 2020 ตรวจสอบความถูกต้อง 1 เม.ย. 2020 เวลาอ่านประมาณ 3 นาที
ไข้หวัดจากไวรัสและไข้หวัดจากแบคทีเรีย ต่างกันอย่างไร

เรื่องควรรู้

ขยาย

ปิด

  • ไข้หวัดสามารถเกิดได้จากเชื้อไวรัสและเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งมีอาการแสดงแตกต่างกัน
  • อาการไข้หวัดที่เกิดจากเชื้อไวรัส ได้แก่ คัดจมูก แน่นจมูก มีน้ำมูก ไอ จาม เจ็บคอ คอแดง ต่อมทอนซิลอักเสบแต่ไม่มีตุ่มหนองอักเสบ  
  • ความแตกต่างของอาการไข้หวัดที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียคือ มักจะมีอาการป่วยเรื้อรังนานกว่า 5-10 วัน มีไข้ตัวร้อนสูง เจ็บคอมาก และอาจมีการอักเสบของต่อมน้ำเหลืองบริเวณลำคอ ร่วมกับการอักเสบบริเวณต่อมทอนซิลด้วย
  • วิธีรักษาอาการไข้หวัดที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย คือ ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยอย่างถูกต้องและรับการรักษา ไม่ควรซื้อยารับประทานเอง เนื่องจากการซื้อยาปฏิชีวนะมารับประทานเอง ทำให้เพิ่มโอกาสในการเกิดเชื้อดื้อยาได้
  • วิธีป้องกันไข้หวัดที่ดีที่สุดคือ การรักษาสุขภาพให้แข็งแรง พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น และฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ (ดูแพ็กเกจฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ได้ที่นี่)

เมื่อเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนฤดูกาล สภาพอากาศก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก จากร้อนเป็นฝน จากฝนเป็นหนาว และจากหนาวเป็นร้อน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ผู้คนป่วยเป็นหวัด หรือไข้หวัดกันได้ง่ายๆ โดยเฉพาะเด็กเล็กและผู้สูงอายุ ตลอดจนผู้ที่สุขภาพไม่แข็งแรง

เมื่อมีอาการหวัด คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจผิดว่า ต้องรับประทานยาฆ่าเชื้อทุกครั้งไป แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เลย เนื่องจากการรักษาโรคหวัดขึ้นอยู่กับการติดเชื้อด้วยว่า "คุณติดเชื้อไวรัส หรือแบคทีเรีย" 

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 370 บาท ลดสูงสุด 1010 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

Ads h 27

ไข้หวัดจากไวรัส

ไข้หวัดที่เป็นกันโดยส่วนใหญ่ หรือไข้หวัดธรรมดา (Common cold) กว่า 80 เปอร์เซ็นเกิดจากเชื้อไวรัสซึ่งมีอยู่หลากหลายสายพันธุ์ เชื้อไวรัสเหล่านี้มีจำนวนมากถึงขนาดที่ว่า "ถ้าเราเป็นหวัดปีละ 3 ครั้ง ก็ยังเป็นหวัดจากเชื้อไวรัสได้ไม่ครบทุกชนิดที่มีบนโลก"

เชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดหวัดนั้นส่วนใหญ่จะมีชื่อสายพันธุ์ ได้แก่ เชื้อ Rhinoviruses ซึ่งจะก่อให้เกิดไข้หวัดธรรมดาได้ถึงร้อยละ 30-50 จากจำนวนคนที่ติดเชื้อหวัดทั้งหมดที่มีบนโลก 

ส่วนเชื้อ Coronaviruses จะก่อให้เกิดไข้หวัดอยู่ที่ร้อยละ 10-15 จากจำนวนของคนเป็นไข้หวัดทั้งหมด

อาการของคนเป็นไข้หวัดที่เกิดจากเชื้อไวรัส

ไข้หวัดจากเชื้อไวรัส หรือไข้หวัดธรรมดา (Common cold) จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการไข้ต่ำๆ หรืออาจไม่มีไข้เลยก็ได้ แต่ส่วนใหญ่จะมีอาการแสดงทางจมูกและทางเดินหายใจ ดังนี้

  • มีน้ำมูกใสๆ (บางครั้งช่วงเช้าอาจมีสีเหลืองข้น) 
  • มีอาการคัดจมูก แน่นจมูก 
  • ไอ จาม 
  • เจ็บคอ คอแดง 
  • ต่อมทอลซินบวมแต่ไม่มีตุ่มหนองอักเสบ ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการปวดศีรษะร่วมกับอาการอื่นข้างต้น  

ผู้ป่วยที่เป็นไข้หวัดจากไวรัสส่วนมากจะไม่มีอาการรุนแรงและจะมีอาการป่วยอยู่ราว 7-14 วัน จากนั้นจะหายเองได้เป็นปกติ แต่ในช่วง 3-5 วันแรก จะเป็นช่วงที่ผู้ป่วยมีอาการหนักที่สุด 

ดังนั้นในช่วงดังกล่าวจึงควรดูแลสุขภาพให้ดีเพื่อไม่ให้เกิดโรคแทรกซ้อนได้

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 370 บาท ลดสูงสุด 1010 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

Ads h 27

ความแตกต่างของไข้หวัดจากไวรัสและไข้หวัดจากแบคทีเรีย

ไข้หวัดที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียมีอาการเหมือนกับไข้หวัดที่เกิดจากเชื้อไวรัสทุกประการ เพียงแต่สามารถสังเกตความแตกต่างได้  ดังนี้

  • มักจะมีอาการป่วยเรื้อรังนานกว่า 5-10 วัน 
  • มีไข้ตัวร้อนสูง 
  • มีอาการเจ็บคอมาก 

ถ้าหากเป็นแบบหวัดเรื้อรังอาจมาจากการติดเชื้อแบคทีเรียบริเวณโพรงจมูกและไซนัส สังเกตได้ ดังนี้

  • มีน้ำมูกสีเขียวข้นปนสีเหลือง 
  • มีอาการปวดบริเวณจมูกและตึงบนใบหน้า 
  • มีอาการคัดแน่นจมูก 
  • ความสามารถในการรับกลิ่นแย่ลง 
  • ขณะเดียวกันก็อาจมีการอักเสบของต่อมน้ำเหลืองบริเวณลำคอร่วมกับการอักเสบบริเวณต่อมทอนซิลด้วย

ดังนั้นถ้าอยากทราบว่า ผู้ป่วย หรือตัวคุณเป็นไข้หวัดที่มีการติดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วยหรือไม่ สามารถตรวจเบื้องต้นได้ด้วยตนเอง ด้วยวิธีดังนี้

  • อ้าปากแล้วใช้ไฟฉายส่อง หรือมองผ่านกระจก เพื่อตรวจดูว่า ต่อมทอนซิลที่อยู่ข้างบริเวณข้างลำคอมีจุดขาว หรือจุดหนองหรือไม่ 

หากพบว่า มีลักษณะดังกล่าว แสดงว่า เป็นไข้หวัดจากเชื้อแบคทีเรีย นอกจากนี้ยังมีวิธีที่น่าสนใจอีก ดังนี้

  • ลองจับบริเวณใต้กรามทั้งสองข้างของใบหน้าว่า มีการบวมของต่อมน้ำเหลืองหรือไม่ โดยใช้วิธีกดลงไป หากมีอาการเจ็บ และ/หรือ สัมผัสได้ว่า มีอาการบวมก็แสดงว่า น่าจะติดเชื้อแบคทีเรียแล้ว

วิธีรักษาไข้หวัดจากเชื้อแบคทีเรีย

  • ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยอย่างถูกต้องอีกครั้งและรับการรักษา แพทย์อาจจัดยาแก้อักเสบรวมถึงยาประเภทอื่นๆ ที่จำเป็นตามความเหมาะสมของโรค 
  • ถ้าไม่สะดวกไปพบแพทย์ควรซื้อยาฆ่าเชื้อจากร้านที่มีเภสัชกรประจำ ไม่ควรซื้อยาเองตามใจชอบ หรือซื้อตามที่คนอื่นแนะนำมา และห้ามแบ่งยาปฏิชีวนะ หรือยาฆ่าเชื้อของตนเองให้แก่ผู้อื่น เนื่องจากยาปฏิชีวนะ หรือยาฆ่าเชื้อมีหลายชนิด เช่น เตตราซัยคลิน เพนนิซิลลิน โคทรัยม็อกซาโซล อะม็อกซิซิลลิน อิริทโทรมัยซิน  ซึ่งยาแต่ละชนิดก็ใช้กับเชื้อแบคทีเรียที่แตกต่างกัน 
  • รับประทานยาปฏิชีวนะให้ครบตามจำนวนที่แพทย์ หรือเภสัชกร จัดให้จนครบ เพื่อป้องกันภาวะดื้อยาแก้อักเสบในอนาคต เพราะหากเกิดอาการดื้อยาขึ้นมา คราวหน้าเมื่อป่วยและมีการอักเสบเกิดขึ้นคุณอาจจำเป็นต้องใช้จำนวนยาและประเภทของยามากยิ่งขึ้น แน่นอนว่า การใช้ยาในปริมาณมากขึ้นจะส่งผลเสียต่อการทำงานของตับและไต 

การดูแลและป้องกันตนเองจากไข้หวัด

วิธีการรักษาไข้หวัดที่ดีที่สุดนั้น นอกจากจะต้องรับประทานยาตามแพทย์ หรือเภสัชกร กำหนดให้แล้ว ผู้ป่วยยังควรดูแลตนเองดังต่อไปนี้

  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และตรงเวลา
  • ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ 
  • พักผ่อนให้เพียงพอ
  • หมั่นล้างมือบ่อยๆ เพื่อป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ 
  • ไม่ใช้สิ่งของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น
  • ใช้ช้อนกลางทุกครั้งในการรับประทานอาหาร
  • หลีกเลี่ยงการคลุกคลี หรือใกล้ชิดผู้ป่วย

ข้อปฏิบัติเหล่านี้ยังสามารถนำมาใช้ในการป้องกันตนเองจากโรคไข้หวัดได้ด้วย รวมทั้งควรฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่เป็นประจำทุกปี

ดูแพ็กเกจฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ เปรียบเทียบราคา โปรโมชั่นล่าสุดจากโรงพยาบาลและคลินิกชั้นนำได้ที่นี่ หรือไม่พลาดทุกการอัปเดตแพ็กเกจต่างๆ เมื่อกดเป็นเพื่อนทางไลน์ @hdcoth และกดดาวน์โหลดแอป iOS และ Android


6 แหล่งข้อมูล
กองบรรณาธิการ HD มุ่งมั่นตั้งใจให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง โดยทำงานร่วมกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงเลือกใช้ข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือจากสถาบันต่างๆ คุณสามารถอ่านหลักการทำงานของกองบรรณาธิการ HD ได้ที่นี่
Virus vs. Bacteria: What’s Causing My Kid’s Cold? (https://health.clevelandclinic.org/virus-vs-bacteria-whats-causing-my-kids-cold/), 28 March 2020.
Viral gastroenteritis (“stomach flu”) (https://www.niddk.nih.gov/health-information/digestive-diseases/viral-gastroenteritis), 28 March 2020.
Steckelberg JM., Bacterial vs. viral infections: how do they differ? (https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/infectious-diseases/expert-answers/infectious-disease/faq-20058098), 28 March 2020.

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HD พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ผู้เขียนและผู้รีวิวบทความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่นำเสนอแต่อย่างใด เว้นแต่จะระบุในเนื้อหา การแนะนำสินค้าและบริการแสดงขึ้นอัตโนมัติจากระบบของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าบทความนี้มีประโยชน์มากแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ตั้งกระทู้ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลส่วนตัวของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวิดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รอยโรค (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่ดูไฟล์ได้
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เข้าถึงได้

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
บทความต่อไป
โรคไข้สมองอักเสบ
โรคไข้สมองอักเสบ

โรคติดเชื้อที่สมองสุดอันตราย รักษาไม่ทันอาจเสียชีวิต บางรายแม้รักษาหายแต่ก็มีโอกาสพิการสูง

อ่านเพิ่ม
การเบื่ออาหาร กับโรคไข้หวัด
การเบื่ออาหาร กับโรคไข้หวัด

ผู้ป่วยโรคไข้หวัดมักเบื่ออาหาร รับประทานอาหารได้น้อย ทำให้ละเลยเรื่องสารอาหารที่ควรได้รับ ทั้งๆ ที่อาหารเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาโรค

อ่านเพิ่ม