ชวิน รวิทิวากุล
เขียนโดย
ชวิน รวิทิวากุล
นพ.พิสุทธิ์ พงษ์ชัยกุล
ตรวจสอบความถูกต้องโดย
นพ.พิสุทธิ์ พงษ์ชัยกุล

การเสพติดเซลฟี่ (Selfitis)

เซลฟี่บ่อยๆ ขยันโพสต์แบบรัวๆ เสี่ยงเป็นซึมเศร้าได้! รู้จักและระวังการเสพติดเซลฟี่ก่อนจะสายเกินไป
เผยแพร่ครั้งแรก 25 ก.ย. 2019 อัปเดตล่าสุด 5 ส.ค. 2020 ตรวจสอบความถูกต้อง 7 เม.ย. 2020 เวลาอ่านประมาณ 4 นาที
การเสพติดเซลฟี่ (Selfitis)

เรื่องควรรู้

ขยาย

ปิด

  • อาการของการเสพติดเซลฟี่คือ ผู้ถ่ายภาพเซลฟี่ตนเองบ่อยๆ พร้อมกับนิยมโพสต์ลงโซเชียลมีเดียบ่อยๆ ด้วยความคาดหวังในผลตอบรับมากจนเกิดผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจได้ หากผลตอบรับไม่เป็นไปตามที่คาด
  • ผู้ที่ไม่สามารถควบคุมตัวเองจากการถ่ายเซลฟี่ได้ มีพฤติกรรมถ่ายภาพเซลฟี่ตลอดเวลา และโพสต์ลงบนโซเชียลมีเดียตั้งแต่ 6 ครั้งขึ้นไป ถือเป็นผู้มีอาการ Selfitis ระดับเรื้อรัง
  • ผลกระทบจากการมีอาการ Selfitis เช่น ขาดความมั่นใจและความนับถือตัวเองในชีวิตจริง ขาดความเป็นผู้นำ มีปัญหาด้านการพัฒนาตนเอง สร้างนิสัยชอบจับผิดคนอื่นโดยไม่รู้ตัว อาจนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าได้
  • วิธีป้องกันอาการ Selfitis เช่น ฝึกตนเองให้ยอมรับความต่าง ให้ความสำคัญกับคนใกล้ตัวเป็นหลัก ฝึกควบคุมการใช้โซเชียลมีเดีย เข้าสังคมในชีวิตจริงให้บ่อยขึ้น ลองหางานอดิเรกอื่นๆ ทำดูบ้าง 
  • อาการเสพติดเซลฟี่ อาจนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าหรือโรคซึมเศร้าได้ ฉะนั้นควรหมั่นตรวจสอบตัวเองว่า มีอาการเช่นเดียวกับโรคซึมเศร้าหรือไม่ 
  • ดูแพ็กเกจปรึกษาจิตแพทย์ได้ที่นี่

ปัจจุบันการถ่ายภาพใบหน้าของตนเองแล้วโพสต์ลงโซเชียลมีเดียกำลังได้รับความนิยมทั่วโลก จนเกิดเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของใครหลายๆ คนไปแล้ว 

หากเซลฟี่เป็นครั้งคราวสำหรับเก็บไว้เป็นความทรงจำก็คงไม่ส่งผลเสียใดๆ แต่หากเซลฟี่บ่อยเกินไป และมีพฤติกรรมชอบโพสต์ลงโซเชียลมีเดียวันละหลายๆ ครั้ง นั่นอาจหมายถึงคุณอาจกำลังมีอาการเสพติดเซลฟี่ (Selfitis) ที่ถือว่า เป็นความผิดปกติทางจิตใจอย่างหนึ่งแล้วก็ได้ 

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจภูมิแพ้และภาวะแพ้วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 855 บาท ลดสูงสุด 3150 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

Ads h 3

อาการที่บ่งบอกว่า คุณอาจเป็น Selfitis แล้ว

อาการของการเสพติดเซลฟี่คือ ผู้ที่ถ่ายเซลฟี่มีความคาดหวังและความต้องการบางอย่างในการโพสต์ภาพผ่านโซเชียลมีเดีย ทำให้ต้องคอยดูยอดไลก์ หรือต้องอัปรูปใหม่เรื่อยๆ จนกว่าจะได้ยอด หรือได้คอมเม้นท์มากๆ ตามต้องการ 

สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจตามมาได้ หากว่าเป้าหมายนั้นไม่เป็นไปตามที่ต้องการ เช่น มีคนกดไลก์ไม่เยอะอย่างที่คิด ทำให้รู้สึกวิตกกังวล หงุดหงิด หรือไม่พอใจ 

อาการ Selfitis อาจแบ่งเป็น 3 ระดับได้ ดังนี้ 

  1. ระดับมากกว่าปกติเล็กน้อย (Borderline) คือ ผู้ที่เซลฟี่ภาพตนเองอย่างน้อยวันละ 3 ภาพ แต่ไม่ได้โพสต์ลงโซเชียลมีเดีย

  2. ระดับรุนแรง (Acute) คือ ผู้ที่เซลฟี่ภาพตนเองอย่างน้อยวันละ 3 ภาพ และโพสต์ภาพเหล่านั้นลงในโซเชียลมีเดียทุกภาพ

  3. ระดับเรื้อรัง (Chronic) คือ ผู้ที่ไม่สามารถควบคุมตัวเองจากการถ่ายเซลฟี่ได้ มีพฤติกรรมถ่ายภาพเซลฟี่ตลอดเวลา และโพสต์ลงบนโซเชียลมีเดียตั้งแต่ 6 ครั้งขึ้นไป 

ผลกระทบที่เกิดจาก Selfitis

อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่า หากเซลฟี่ภาพตัวเองโดยไม่คาดหวังจะไม่เป็นปัญหาใดๆ แต่ในกรณีที่คาดหวังผลตอบรับ ผู้โพสต์มักมีการแต่งเติมภาพด้วยแอปต่างๆ เพื่อสร้างความสวยงามก่อนเผยแพร่ภาพสู่โซเชียลมีเดีย 

จากนั้นก็คอยติดตามผลตอบรับต่างๆ อย่างใจจดใจจ่อ เช่น การแสดงความคิดเห็นในทางบวก ยอดกดไลก์  ถูกใจ ยอดแชร์ ซึ่งหากไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ อาจทำให้เกิดปัญหาด้านจิตใจดังนี้ 

  • ขาดความมั่นใจและความนับถือตัวเองในชีวิตจริง 

  • ขาดความเป็นผู้นำในครอบครัว เพื่อนฝูง และสังคมรอบตัว

  • มีปัญหาด้านการพัฒนาตนเอง หรืออาจพัฒนาตนเองได้ช้า

  • สร้างนิสัยชอบจับผิดคนอื่นโดยไม่รู้ตัว

  • อาจนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าในที่สุด

สาเหตุที่นำไปสู่อาการ Selfitis

มีการศึกษาที่ตีพิมพ์ลงในวารสาร International Journal of Mental Health and Addiciton ว่า 

selfitis เป็นลักษณะทางพฤติกรรมที่พยายามจะแสดงการเรียกเรียกร้องความสนใจ หรือ แสดงถึงการต้องการเป็นที่ยอมรับในสังคมผ่านช่องทางที่ตนเองสามารถควบคุมได้ และพยายามทำให้ตนเองดูดีผ่านการปรับแต่งรูปภาพตนเองก่อนเอลงโซเชียล 

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจภูมิแพ้และภาวะแพ้วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 855 บาท ลดสูงสุด 3150 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

Ads h 3

มีการเปรียบเทียบว่า ในอดีตก่อนที่จะมีค่านิยม selfie คนเรามีค่านิยมให้วาดภาพตนเอง (portrait) โดยให้ศิลปินนั้นปรับแต่งภาพตนเองให้เป็นอย่างที่ตนต้องการ 

นอกจากนี้ยังมีการพบว่า selfitis มีกลไกทางสมองคล้ายกับการติดสารเสพย์ติด

นักวิจัยได้แบ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดการเสพติดเซลฟี่ออกมาเป็น 6 ข้อดังต่อไปนี้

  1. สิ่งแวดล้อม (Environmental enhancement) เมื่อไปยังสถานที่แปลกใหม่ ก็จะถ่ายเซลฟี่เพื่อเพิ่มคุณค่าทางจิตใจให้คนเอง และโพสต์ลงโซเชียลมีเดียอย่างมีความคาดหวัง

  2. ถ่ายเซลฟี่เพื่อแข่งขันในสังคม (Social competition) หรือการถ่ายภาพเซลฟี่ลงโซเชียลมีเดีย เพื่อต้องการผลตอบรับเป็นยอดกดถูกใจ

  3. เรียกร้องความสนใจ (Attention seeking) คือ การถ่ายภาพเซลฟี่และโพสต์ลงโซเชียลมีเดียเพื่อต้องการเรียกร้องความสนใจจากผู้อื่น เช่น เซลฟี่ขณะที่ตนเองกำลังเศร้า หรือใช้คำบรรยายภาพเพื่อเรียกร้องความสนใจร่วมด้วย

  4. เซลฟี่เพื่อระบายอารมณ์ (Mood modification) ถ่ายเซลฟี่เพื่อให้ตนเองรู้สึกดีขึ้น หรือผ่อนคลายขึ้น

  5. เซลฟี่เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับตัวเอง (Self confidence) การถ่ายเซลฟี่เพื่อให้รู้สึกภูมิใจในตัวเองมากยิ่งขึ้นจากเสียงตอบรับ

  6. เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของสังคม (Subjective conformity) การเซลฟี่ลงโซเชียลมีเดียเพื่อให้ได้รับการยอมรับและเป็นส่วนหนึ่งของสังคม

ผู้ที่เสี่ยงจะมีอาการ Selfitis

สังเกตได้จากความรู้สึกและพฤติกรรมของตนเองดังนี้

  • เซลฟี่และโพสต์ลงโซเชียลมีเดียโดยหวังผลตอบรับ จนต้องเช็กโทรศัพท์ตลอดเวลา

  • ถ่ายเซลฟี่ภาพตัวเองบ่อยเพราะกลัวภาพลักษณ์ของตนเองจะดูไม่ดี 

  • ร้สึกเศร้า เสียใจ เมื่อผลตอบรับไม่ดีดังที่คิด อาจมีการถ่ายเซลฟี่ใหม่อีกครั้งเรื่อยๆ และเริ่มคาดหวังผลใหม่ 

เมื่อไรที่ควรไปพบแพทย์ 

อาการเสพติดเซลฟี่อาจนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าหรือโรคซึมเศร้าได้ ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อตัวผู้ป่วยเองเพราะมีโอกาสฆ่าตัวตายสูง ฉะนั้นควรหมั่นตรวจสอบตัวเองว่า มีอาการเช่นเดียวกับโรคซึมเศร้าหรือไม่ 

หากว่า มีอาการโรคซึมเศร้าควรไปพบแพทย์โดยทันที (ตรวจสอบอาการโรคซึมเศร้า คลิก)

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจภูมิแพ้และภาวะแพ้วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 855 บาท ลดสูงสุด 3150 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

Ads h 3

วิธีรักษาและป้องกันอาการ Selfitis 

เนื่องจากการเสพติดเซลฟี่เป็นอาการที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพจิต จึงมีทั้งวิธีการรักษารวมถึงป้องกันได้ด้วยตัวเองและพบแพทย์ดังต่อไปนี้   

  • ฝึกตนเองให้ยอมรับความต่าง หากไม่สามารถยอมรับความต่างได้อาจนำไปสู่ความคิดชอบเปรียบเทียบไปโดยปริยาย เมื่อเห็นภาพ กิจกรรม ฐานะการเงินของคนในโซเชียลมีเดียก็อาจเปรียบเทียบกับตนเองจนเกิดความน้อยเนื้อต่ำใจได้

  • ให้ความสำคัญกับคนใกล้ตัวเป็นหลัก ไม่เอาความสนใจไปไว้กับสังคมภายนอกมากจนเกินไป รวมทั้งหากมีบุตรหลาน หรือเยาวชน ควรเลี้ยงดูพวกเขาด้วยความรักความอบอุ่น เพื่อให้บุตรหลานเป็นคนใส่ใจกับผู้คนใกล้ตัวเป็นหลัก ที่สำคัญผู้ใหญ่ควรเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็กๆ ด้วย

  • ฝึกควบคุมการใช้โซเชียลมีเดียของตนเอง ให้ใช้อย่างมีสติ ไม่ให้ความสำคัญมากจนเกินไป และไม่ใช้มากจนเกินไป

  • เข้าสังคมในชีวิตจริงให้บ่อยขึ้น เพื่ออยู่กับความเป็นจริงเป็นหลัก และไม่ใส่ใจกับโซเชียลมีเดียมากจนเกินไป รวมทั้งสอนบุตรหลานถึงวิธีการเข้าสังคม การทักทาย การพูดคุย

  • หางานอดิเรกทำแทนการเล่นโซเชียลมีเดีย หากว่า เวลาว่างของคุณเป็นต้องหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเข้าโซเชียลมีเดีย ลองหางานอดิเรกในชีวิตจริง เพื่อไม่ให้เกิดการเปรียบเทียบกับสังคมในโซเชียลมีเดียตลอดเวลา อาจเป็นการอ่านหนังสือ ปลูกต้นไม้ เล่นดนตรี วาดภาพ หรือการออกกำลังกาย

  • พบจิตแพทย์ เพื่อขอคำปรึกษาหากไม่สามารถหยุดพฤติกรรมเซลฟี่ได้

ลองสังเกตว่า วันหนึ่งๆ คุณ หรือคนรอบข้างหยิบโทรศัพท์มาเซลฟี่กันกี่ครั้ง หรือเซลฟี่แล้วโพสต์ลงโซเชียลมีเดียกี่ครั้ง ถ้ามากกว่า 3 ครั้งขึ้นไป ควรเฝ้าระวังตนเองเพราะคุณอาจเริ่มเข้าข่าย Selfitis แล้วก็เป็นได้ 

หากกลั้นใจลดการเซลฟี่และการโพสต์ลงโซเชียลลงได้ ก็สามารถชะลอความรุนแรงของ Selfitis ได้ แต่หากทำไม่ได้อาจขอความร่วมมือจากคนใกล้ชิด หรือพบจิตแพทย์เพื่อรับแนวทางการแก้ปัญหาต่อไป

ดูแพ็กเกจปรึกษาจิตแพทย์ เปรียบเทียบราคา โปรโมชั่นล่าสุดจากโรงพยาบาลและคลินิกชั้นนำได้ที่นี่ หรือไม่พลาดทุกการอัปเดตแพ็กเกจต่างๆ เมื่อกดเป็นเพื่อนทางไลน์ @hdcoth และกดดาวน์โหลดแอป iOS และ Android


5 แหล่งข้อมูล
กองบรรณาธิการ HD มุ่งมั่นตั้งใจให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง โดยทำงานร่วมกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงเลือกใช้ข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือจากสถาบันต่างๆ คุณสามารถอ่านหลักการทำงานของกองบรรณาธิการ HD ได้ที่นี่
Ray, Arunava et al. The medical selfie. BMJ 2015 : 351 (Published 24 July 2015), 3 March 2020.
Colgan, Stevyn, Wellcome Collection: Self-obsessing in the age of selfies (https://wellcomecollection.org/articles/W_V-wRQAAHIwDlGE (last review: 13 December 2018)), 3 March 2020.
Balakrishnan, J., Griffiths, M.D., An Exploratory Study of “Selfitis” and the Development of the Selfitis Behavior Scale. Int J Ment Health Addiction 16: 722–736 (2018).

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HD พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ผู้เขียนและผู้รีวิวบทความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่นำเสนอแต่อย่างใด เว้นแต่จะระบุในเนื้อหา การแนะนำสินค้าและบริการแสดงขึ้นอัตโนมัติจากระบบของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าบทความนี้มีประโยชน์มากแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ตั้งกระทู้ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลส่วนตัวของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวิดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รอยโรค (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่ดูไฟล์ได้
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เข้าถึงได้

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
บทความต่อไป
อะไรคือภาวะผิดปกติทางอารมณ์จากการใช้สาร
อะไรคือภาวะผิดปกติทางอารมณ์จากการใช้สาร

เมื่อแอลกอฮอล์ สารเสพติดและยาทำให้คุณรู้สึกแย่กว่าเดิม

อ่านเพิ่ม