การกินเพื่อสุขภาพ

ติดเชื้อ HIV จากการรับเลือดได้จริงหรือ? มีโอกาสรับได้รับเชื้ออื่นๆ อีกหรือไม่?

เรามีโอกาสติดเชื้อ HIV จากการรับบริจาคเลือดได้หรือไม่ นอกจากเชื้อเอชไอวี ยังสามารถติดเชื้ออื่นๆ ได้อีกหรือเปล่า
เผยแพร่ครั้งแรก 12 พ.ค. 2019 อัปเดตล่าสุด 11 ก.พ. 2020 ตรวจสอบความถูกต้อง 20 ส.ค. 2019 เวลาอ่านประมาณ 2 นาที
ติดเชื้อ HIV จากการรับเลือดได้จริงหรือ? มีโอกาสรับได้รับเชื้ออื่นๆ อีกหรือไม่?

จากกรณีที่มีผู้ป่วยชายรายหนึ่งออกมาเปิดเผยว่า ป่วยเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว จึงเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 หรือราว 15 ปีก่อน แต่ภายหลังกลับตรวจพบว่าติดเชื้อ HIV จากการรับเลือดจากโรงพยาบาลดังกล่าว จึงเกิดข้อสงสัยว่า การรับเลือดจากโรงพยาบาลนั้นมีความปลอดภัยมากน้อยแค่ไหน เพราะอะไรจึงมีเชื้อหลุดรอดมาได้ และนอกจากเชื้อ HIV แล้ว ยังมีความเสี่ยงในการได้รับเชื้ออื่นๆ ได้อีกหรือไม่ เราจะไขข้อข้องใจให้ทราบกัน

ทั้งนี้หลังจากที่มีการนำเสนอข่าวดังกล่าว ในรายการไทยรัฐนิวส์โชว์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ได้ออกแถลงการณ์เพื่อชี้แจงรายละเอียดว่า บุคคลในภาพข่าวนั้นเป็นผู้ป่วยของโรงพยาบาล และโรงพยาบาลได้รับผู้ป่วยดังกล่าวเข้ารับการรักษาอาการโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวจริง

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 370 บาท ลดสูงสุด 1010 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

195

แต่อย่างไรก็ตามโรงพยาบาลก็ได้มีการชี้แจ้งเพิ่มเติมว่า โรงพยาบาลก็มีข้อปฏิบัติในการให้เลือด โดยรับเลือดจากศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ซึ่งเป็นสถาบันที่มีมาตรฐานในการคัดเลือกและตรวจสอบเลือดผู้บริจาคตามมาตรฐานระดับประเทศและระดับสากล

ทั้งนี้วิธีการตรวจเลือดผู้บริจาคทางห้องปฏิบัติการนั้นมี 2 รูปแบบ

  1. การตรวจทางห้องปฏิบัติการด้วยวิธีโซโรโลยี (Serology) หมายถึงการตรวจหาแอนติบอดี (ภูมิคุ้มกันที่ร่างกายคนสร้างขึ้น เพื่อต่อต้านเชื้อโรค) และแอนติเจน (โปรตีนจำเพาะของเชื้อ)
  2. ตรวจด้วยวิธี Nucleic acid amplification test (NAT) คือการตรวจหา DNA ของเชื้อไวรัสโดยตรง นับว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุดและแม่นยำที่สุดในปัจจุบัน

แม้ว่ากระบวนการตรวจจะแม่นยำเพียงใด ก็ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่า จะคัดกรองเชื้อต่างๆ ได้ 100% เพราะเมื่อผู้ป่วยได้รับเชื้อแล้วจะมีระยะที่ไม่สามารถตรวจพบโรคได้ เรียกว่า ระยะวินโดว์ หรือ Window Period

ทั้งนี้เชื้อ HIV มีข้อจำกัดคือจะตรวจเจอเชื้อได้เร็วที่สุดโดยเฉลี่ยประมาณ 11 วัน สำหรับวิธี NAT และ 22 วัน สำหรับวิธี serology เพราะต้องรอให้เชื้อแบ่งตัวหรือเพิ่มปริมาณในร่างกายก่อน ดังนั้นหากผู้บริจาคเลือดได้รับเชื้อและมาบริจาคเลือดก่อนครบ 11 วัน จะไม่สามารถตรวจพบเชื้อได้ จึงทำให้มีโอกาสที่ผู้ป่วยที่ได้รับเลือด ติดเชื้อ HIV ได้

ตรวจเลือดหลังช่วง Window Period ได้หรือไม่?

อย่างไรก็ตาม อาจมีข้อสงสัยว่า เมื่อเรารับเลือดมาแล้ว สามารถทิ้งระยะเวลาการตรวจคัดกรองให้ผ่านช่วง Window Period ไปก่อนได้หรือไม่

คำตอบคือไม่ได้ เนื่องจากเมื่อนำเลือดออกมาจากร่างกายแล้วต้องเก็บที่อุณหภูมิ 4°C ซึ่งไม่เหมาะแก่การแบ่งตัวของเชื้อไวรัส จึงทำให้ตรวจไม่พบ นอกจากนี้ สารพันธุกรรมของไวรัสสามารถอยู่ได้เพียง 168 ชั่วโมง (7 วัน) เมื่อเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 4°C และเพียง 72 ชั่วโมง (3 วัน) เมื่อเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 25°C

รับบริจาคเลือด มีโอกาสติดเชื้ออื่นๆ อีกหรือไม่?

เชื้อที่สามารถติดต่อทางการให้เลือดมีหลายชนิด ดังนี้

  • เชื้อไวรัส HIV
  • เชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซี
  • เชื้อไวรัส Cytomegalovirus (CMV)
  • เชื้อไวรัส Epstein-Barr (EBV)
  • เชื้อไวรัส Human herpesvirus 6 (HHV-6)
  • เชื้อมาลาเรีย
  • เชื้อซิฟิลิส
  • เชื้อแบคทีเรียอื่นๆ

ทั้งนี้ระยะเวลา Window Period ของเชื้อแต่ละชนิดก็จะแตกต่างกันไป เช่น ไวรัสตับอักเสบซี มีระยะ 82 วัน ไวรัสตับอักเสบบี มีระยะ 60 วัน เป็นต้น (ใช้วิธีการตรวจแบบ Serology)

จะเห็นได้ว่าแม้จะมีเทคโนโลยีในการตรวจคัดกรองเชื้อที่แม่นยำเพียงใด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ ความซื่อสัตย์ของผู้บริจาคเลือด ที่จะต้องให้ข้อมูลที่ถูกต้องตั้งแต่การซักประวัติ เพื่อมั่นใจจริงๆ ว่าตนเองไม่ได้มีเชื้อใดๆ ติดตัวมาก่อนเข้ารับการบริจาคเลือด เพราะอาจทำให้ผู้ที่ได้รับเลือดจากคุณ มีโอกาสเสี่ยงที่จะติดโรคไปตลอดชีวิตได้


6 แหล่งข้อมูล
กองบรรณาธิการ HD มุ่งมั่นตั้งใจให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง โดยทำงานร่วมกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงเลือกใช้ข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือจากสถาบันต่างๆ คุณสามารถอ่านหลักการทำงานของกองบรรณาธิการ HD ได้ที่นี่
ภัทรพร อิศรางกูร ณ อยุธยา, ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กรุงเทพฯ, ทำอย่างไรผู้รับเลือดจึงจะเสี่ยงต่อการติดเชื้อน้อยที่สุดสำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน (http://www.tsh.or.th/file_upload/files/v1%20n1%20007(1).pdf), January 1991
ทวีศักดิ์ ตีระวัฒนพงษ์, ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, บทความพิเศษ Nucleic Acid Amplification Technology in Blood Donor Screening (http://www.tsh.or.th/file_upload/files/vol15-3%2009%20Nucleic%20acid%20amplification%20technology.pdf), 2 April 2005
ไทยรัฐออนไลน์, รพ.ดัง เสียใจหนุ่มรักษาลูคีเมีย ติดเชื้อเอชไอวี ยันจะดูแลอย่างดีที่สุด (https://www.thairath.co.th/news/local/bangkok/1564460), 9 May 2019

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HD พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ผู้เขียนและผู้รีวิวบทความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่นำเสนอแต่อย่างใด เว้นแต่จะระบุในเนื้อหา การแนะนำสินค้าและบริการแสดงขึ้นอัตโนมัติจากระบบของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าบทความนี้มีประโยชน์มากแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ตั้งกระทู้ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลส่วนตัวของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวิดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รอยโรค (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่ดูไฟล์ได้
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เข้าถึงได้

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม