วริษา ศรีเปลี่ยนจันทร์
เขียนโดย
วริษา ศรีเปลี่ยนจันทร์
พญ.วรรณวนัช เสถียรธรรมมณี
ตรวจสอบความถูกต้องโดย
พญ.วรรณวนัช เสถียรธรรมมณี

ประจำเดือนมามาก เกิดจากอะไร?

ประจำเดือนมามากกว่าปกติมีสาเหตุมาจากอะไร รักษาได้ยังไงบ้าง
เผยแพร่ครั้งแรก 16 ก.ค. 2020 อัปเดตล่าสุด 17 พ.ย. 2020 ตรวจสอบความถูกต้อง 29 ก.ค. 2020 เวลาอ่านประมาณ 4 นาที
ประจำเดือนมามาก เกิดจากอะไร?

เรื่องควรรู้

ขยาย

ปิด

  • ประจำเดือนที่มามากกว่าปกติ เป็นหนึ่งในอาการผิดปกติเกี่ยวกับประจำเดือนที่ผู้หญิงต้องสังเกตร่วมกับความผิดปกติอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น เวียนศีรษะ อ่อนเพลียมาก ประจำเดือนมามาก เป็นเวลามากกว่า 7 เดือน เลือดประจำเดือนมีก้อนเลือดปนออกมา
  • สาเหตุที่ทำให้ประจำเดือนมามากมักเกี่ยวกับความผิดปกติของระบบสืบพันธุ์ และฮอร์โมน เช่น โรคมะเร็งปากมดลูก ภาวะอุ้งเชิงกรานอักเสบ ฮอร์โมนเอสโตรเจน หรือฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนทำงานผิดปกติ
  • การวินิจฉัยสาเหตุที่ประจำเดือนมามากกว่าปกติจะแม่นยำยิ่งขึ้น หากผู้ป่วยสามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับการมาของประจำเดือนกับแพทย์ได้ เช่น ประจำเดือนปกติมากี่วัน ครั้งสุดท้ายที่ประจำเดือนมา
  • การรักษาอาการประจำเดือนมามากกว่าปกติสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การรับประทานยาคุมกำเนิด การผ่าตัด การขูดมดลูก หรืออาจเป็นเพียงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตให้เหมาะสมมากขึ้น ก็ทำให้ประจำเดือนมาปกติได้อีกครั้ง
  • เปรียบเทียบราคาและแพ็กเกจตรวจโรคมะเร็งสำหรับผู้หญิง

ประจำเดือน (Menstruation) เป็นเลือดซึ่งเกิดจากเยื่อบุโพรงมดลูกที่หนาตัวขึ้นเพื่อรอรับการฝังตัวของไข่ที่ปฏิสนธิกับเชื้ออสุจิแล้ว แต่หากไข่ตกรอบนั้นไม่ได้มีการปฏิสนธิเกิดขึ้น เยื่อบุโพรงมดลูกก็จะหลุดลอกออกมาเป็นเลือดประจำเดือน

ประจำเดือนปกติของผู้หญิงทุกคนจะเกิดขึ้นทุกๆ ประมาณ 28-35 วัน และมีระยะเวลาประมาณ 3-5 วัน แต่ไม่ควรเกิน 7 วัน และประจำเดือนไม่ใช่เลือดเสียอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่เป็นเยื่อบุโพรงมดลูกที่หลุดลอกออกมาเมื่อไม่มีการปฏิสนธิเกิดขึ้นเท่านั้น

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจมะเร็งทั่วไปวันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 2271 บาท ลดสูงสุด 6450 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

Ads h 4

ผู้หญิงแต่ละคนจะมีลักษณะ ปริมาณ สี และระยะเวลาที่ประจำเดือนมาแตกต่างกันไป ซึ่งประจำเดือนก็เป็นอีกสัญญาณที่สามารถบ่งบอกความผิดปกติของร่างกายได้

ความหมายของประจำเดือนที่มากกว่าปกติ

ประจำเดือนที่มามากกว่าปกติ (Menorrhagia) เป็นหนึ่งในอาการผิดปกติของประจำเดือนที่ผู้หญิงทุกคนต้องสังเกตทุกๆ รอบเดือน โดยสามารถสังเกตได้จากปริมาณเลือดที่ออกมา

หากต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยทุกๆ 1-2 ชั่วโมงโดยที่ผ้าอนามัยชุ่มเลือดทั้งแผ่น หรือต้องใช้ผ้าอนามัย มากกว่า 6-7 แผ่นต่อวัน หรือเปลี่ยนผ้าอนามัยให้มีขนาดใหญ่ขึ้นแล้ว แต่ปริมาณเลือดก็ยังมีมากอยู่ ถือว่า ประจำเดือนอยู่ในปริมาณมากผิดปกติ 

ควรไปพบแพทย์เพื่อขอรับการวินิจฉัยว่า ร่างกายมีความผิดปกติหรือไม่

นอกจากประจำเดือนที่มามากกว่าปกติ คุณยังสามารถสังเกตความผิดปกติอื่นๆ ของประจำเดือนได้อีก เช่น

  • ประจำเดือนมามากกว่า 7 วัน
  • ตลอดระยะเวลาที่ประจำเดือนมา ปริมาณเลือดประจำเดือนยังคงมามาก และไม่ลดลงเลย
  • ต้องตื่นขึ้นมากลางดึกเพื่อเปลี่ยนผ้าอนามัยบ่อยๆ
  • เลือดประจำเดือนที่ออกมามีก้อนเลือด หรือลิ่มเลือดปนออกมาด้วย
  • ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอตามรอบ
  • มีอาการเวียนศีรษะ และอ่อนเพลียตลอดระยะเวลาที่ประจำเดือนมา

สาเหตุที่ทำให้ประจำเดือนมามาก

มีปัจจัยมากมายที่ทำให้ประจำเดือนมามากผิดปกติได้ เช่น

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจมะเร็งสำหรับผู้หญิงวันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 563 บาท ลดสูงสุด 10145 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

Ads h 6
  1. ความผิดปกติของฮอร์โมน ฮอร์โมนซึ่งเกี่ยวข้องกับการมาของประจำเดือน ได้แก่ ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (Progesterone) และฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen)

    หากฮอร์โมนทั้ง 2 ตัวนี้ทำงานผิดปกติ หรือมีการหลั่งฮอร์โมนตัวใดตัวหนึ่งมากเกินไป ก็สามารถนำไปสู่ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัวผิดปกติ ซึ่งทำให้ประจำเดือนมีปริมาณมากกว่าปกติได้

    นอกจากนี้ภาวะขาดฮอร์โมนไทรอยด์ (hypothyroidism) ซึ่งเป็นฮอร์โมนอีกตัวที่ควบคุมการทำงานเกือบทุกระบบของร่างกายก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ประจำเดือนมามากกว่าปกติได้เช่นกัน

  2. โรคเลือดออกง่าย ตัวอย่างเช่น “โรควอนวิลลิแบรนด์ (von Willebrand’s disease)” ซึ่งเป็นโรคทางพันธุกรรมที่พบได้บ่อยก็เป็นต้นเหตุที่ทำให้ผู้หญิงบางคนมีเลือดประจำเดือนมามากกว่าปกติได้

  3. โรคเกี่ยวกับมดลูก ไม่ว่าจะเป็นโรคมะเร็งปากมดลูก โรคมะเร็งรังไข่ เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ หรือภาวะอุ้งเชิงกรานอักเสบ ก็นำไปสู่อาการประจำเดือนมามากกว่าปกติได้ทั้งหมด

    นอกจากนี้โรคเหล่านี้ยังอาจทำให้เกิดอาการเจ็บท้องน้อยระหว่างมีประจำเดือน รวมถึงมีอาการปวดหลัง อ่อนเพลียมาก คลำพบก้อนเนื้อ ซึ่งควรรีบไปพบแพทย์เพื่อขอรับการวินิจฉัย และรีบรักษาก่อนที่อาการจะลุกลาม

  4. ระยะเริ่มต้นของวัยหมดประจำเดือน (Perimenopause) ฮอร์โมนของผู้หญิงที่เข้าใกล้วัยทอง หรือวัยใกล้หมดระดูจะมีความแปรปรวน ซึ่งส่งผลให้มีประจำเดือนมามากได้ก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงวัยหมดประจำเดือน

  5. การตั้งครรภ์ ประจำเดือนที่มาหลังคลอดบุตรอาจมีปริมาณมากซึ่งมีสาเหตุมาจากแผลคลอดภายในมดลูกหลังจากคลอดบุตร น้ำคาวปลา น้ำคร่ำ น้ำเลือดจากการคลอดบุตรที่ปนออกมาพร้อมกับประจำเดือนด้วย โดยน้ำคาวปลา คือ ของเหลวที่ยังตกค้างอยู่ข้างในมดลูก

    นอกจากนี้ภาวะแท้งบุตร การตั้งครรภ์นอกมดลูกก็สามารถทำให้ประจำเดือนมามากกว่าปกติได้ โดยระยะเวลาที่ประจำเดือนมามากจากสาเหตุนี้อาจยาวนานมากถึง 1 เดือนเต็ม

  6. การใช้ยาบางชนิด เช่น ยาคุมกำเนิด ยาต้านเกล็ดเลือด สามารถส่งผลข้างเคียงต่อปริมาณของประจำเดือนให้มามากกว่าปกติได้ แต่อาจเกิดขึ้นแค่ในช่วงวันแรกๆ ที่ประจำเดือนมาเท่านั้น 

การวินิจฉัยอาการประจำเดือนมามาก

การวินิจฉัยหากประจำเดือนมามากกว่าปกติ ในเบื้องต้นแพทย์จะสอบถามประวัติสุขภาพผู้ป่วย ระยะเวลาของการมีประจำเดือนโดยปกติ รวมถึงอาการอื่นๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างผู้ป่วยมีประจำเดือน เช่น อาการปวดท้องน้อย อาการอ่อนเพลีย

หลังจากนั้นแพทย์อาจส่งตัวผู้ป่วยไปตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม เพื่อให้เห็นลักษณะของมดลูกว่า มีความผิดปกติใดๆ หรือไม่ เช่น

  • การตรวจอัลตราซาวด์ (Ultrasound) หรืออาจทำร่วมกับการฉีดน้ำเกลือในโพรงมดลูกด้วย (Saline Infusion Sonohysterography: SIS)
  • การเก็บชิ้นเนื้อโพรงมดลูกเพื่อส่งตรวจ (Endometrial biopsy)
  • การฉีดสีดูท่อนำไข่ (Hysterosalpingogram)

การวินิจฉัยอาการประจำมามากกว่าปกติจะแม่นยำมากขึ้น หากผู้ป่วยมาพบแพทย์พร้อมกับข้อมูลเกี่ยวกับการมาของประจำเดือน เช่น

  • ประจำเดือนปกติมากี่วัน?
  • ประจำเดือนมาครั้งสุดท้ายเมื่อไร?
  • ปริมาณประจำเดือนมามากกว่าปกติได้กี่วันแล้ว?
  • อาการประจำเดือนมามากส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันมากแค่ไหน? เช่น ทำให้เคลื่อนไหวร่างกายลำบาก ปวดท้องน้อยตลอดเวลา อ่อนเพลียมาก

การรักษาอาการประจำเดือนมามาก

วิธีรักษาอาการประจำเดือนมามากจะขึ้นอยู่กับความผิดปกติที่เป็นปัจจัยทำให้ประจำเดือนมามาก เช่น

  1. การรับประทานยาคุมกำเนิด เพื่อให้การหลั่งของฮอร์โมนสมดุลมากขึ้น
  2. การผ่าตัด หากปัจจัยทำให้ประจำเดือนมามากเกิดจากก้อนเนื้อ หรือติ่งเนื้อ
  3. การขูดมดลูก (Dilation and curettage) เป็นวิธีรักษาที่แพทย์จะใช้ก็ต่อเมื่อการรักษาด้วยวิธีอื่นแล้วอาการของผู้ป่วยยังไม่ดีขึ้น การขูดมดลูกจะทำเพื่อกำจัดเอาผนังมดลูกส่วนนอกที่มีเนื้อเยื่อส่วนที่ผิดปกติออกไป
  4. การตัดมดลูกออก (Hysterectomy) เป็นวิธีรักษาในกรณีที่ผู้ป่วยมีโรคร้ายแรงที่จำเป็นต้องกำจัดมดลูกออกเพื่อหยุดอาการลุกลามของโรค แต่ผลกระทบที่ตามมาของการรักษาแบบนี้คือ ผู้ป่วยจะไม่มีประจำเดือนอีกต่อไป และไม่สามารถตั้งครรภ์ได้อีก

นอกจากการรักษาที่กล่าวมาข้างต้น การดูแลตนเองอย่างเหมาะสมก็สามารถช่วยให้ประจำเดือนมาในปริมาณปกติได้ด้วย ได้แก่

  • ลดความเครียด ความวิตกกังวล
  • พักผ่อนให้เพียงพอ
  • งดสูบบุหรี่
  • งดบริโภคแอลกอฮอล์
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และรักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม
  • หมั่นไปตรวจสุขภาพ หรือหากตนเองมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคเกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์ซึ่งมักส่งผลต่อการมาของประจำเดือน ก็ควรเข้ารับการตรวจภายในด้วย โดยผู้หญิงสามารถตรวจภายในได้ตั้งแต่อายุ 21 ปี

ปริมาณของประจำเดือนอาจไม่ได้เกิดจากสาเหตุร้ายแรงเสมอไป บางครั้งการใช้ชีวิตประจำวันที่มีปัจจัยทำให้สภาพร่างกายอ่อนแอลง หรือฮอร์โมนเกิดความแปรปรวนก็สามารถทำให้ประจำเดือนมามากกว่าปกติได้

หากประจำเดือนมามากกว่าปกติ อย่าเพิ่งตกใจ และให้รอสังเกตอาการว่า ปริมาณประจำเดือนมามากผิดปกติเป็นระยะเวลานานเท่าไร มีอาการข้างเคียงเกิดขึ้นร่วมด้วยหรือไม่ แต่หากรู้สึกไม่มั่นใจ ให้ไปพบแพทย์เพื่อขอรับการวินิจฉัย

เปรียบเทียบราคาและแพ็กเกจตรวจโรคมะเร็งสำหรับผู้หญิง จากคลินิกและโรงพยาบาลใกล้คุณ และไม่พลาดทุกอัปเดตเรื่องสุขภาพและโปรโมชั่นเมื่อกดดาวน์โหลดแอป iOS และ Android


5 แหล่งข้อมูล
กองบรรณาธิการ HD มุ่งมั่นตั้งใจให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง โดยทำงานร่วมกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงเลือกใช้ข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือจากสถาบันต่างๆ คุณสามารถอ่านหลักการทำงานของกองบรรณาธิการ HD ได้ที่นี่
Mayo Clinic Staff, Menorrhagia (heavy menstrual bleeding) (https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/menorrhagia/diagnosis-treatment/drc-20352834), 26 July 2020.
Johns Hopkins medicine, Menorrhagia (https://www.hopkinsmedicine.org/health/conditions-and-diseases/menorrhagia), 26 July 2020.
Centers for Disease Control and Prevention, Heavy Menstrual Bleeding (https://www.cdc.gov/ncbddd/blooddisorders/women/menorrhagia.html), 14 July 2020.

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HD พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ผู้เขียนและผู้รีวิวบทความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่นำเสนอแต่อย่างใด เว้นแต่จะระบุในเนื้อหา การแนะนำสินค้าและบริการแสดงขึ้นอัตโนมัติจากระบบของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าบทความนี้มีประโยชน์มากแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ตั้งกระทู้ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลส่วนตัวของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวิดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รอยโรค (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่ดูไฟล์ได้
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เข้าถึงได้

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
บทความต่อไป
การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธี Pap Smear
การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธี Pap Smear

มะเร็งปากมดลูกพบเป็นอันดับ 2 ของมะเร็งในผู้หญิงไทย แต่เป็นมะเร็งที่มีวิธีสามารถป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพถึง 80%

อ่านเพิ่ม