ส้นเท้าแตก สาเหตุ อาการ การรักษา การป้องกัน และวิธีดูแลตนเองอย่างถูกต้อง

ส้นเท้าแตก อาการแบบไหนถึงเรียกว่า ระยะอันตราย รักษาด้วยตัวเองอย่างไร จำเป็นต้องไปพบแพทย์หรือเปล่า
เผยแพร่ครั้งแรก 27 มิ.ย. 2018 อัปเดตล่าสุด 4 ส.ค. 2020 ตรวจสอบความถูกต้อง 23 ก.ค. 2019 เวลาอ่านประมาณ 3 นาที
ส้นเท้าแตก สาเหตุ อาการ การรักษา การป้องกัน และวิธีดูแลตนเองอย่างถูกต้อง

เรื่องควรรู้

ขยาย

ปิด

  • ส้นเท้าแตก เป็นอาการที่พบได้จากความเสื่อมของผิวหนังบริเวณส้นเท้า สามารถพบได้กับคนทุกวัย เพราะเท้าเป็นอวัยวะที่ทุกคนต้องใช้งานอยู่ตลอดเวลา จึงเกิดความเสื่อมได้ตามระยะเวลา
  • สาเหตุที่ทำให้ส้นเท้าแตกเกิดได้หลายสาเหตุ เช่น น้ำหนักตัวมากเกินไป ชอบเดินเท้าเปล่า อาบน้ำอุ่น หรือน้ำร้อนบ่อยเกินไป กรรมพันธุ์ การดื่มน้ำไม่เพียงพอ โรคเบาหวาน อากาศเย็น และแห้ง
  • วิธีดูแลส้นเท้าแตกทำได้ไม่ยาก เพียงดื่มน้ำให้เพียงพอ ทาครีมบริเวณผิวส้นเท้า ใช้สบู่บำรุงผิวให้ชุ่มชื้น ผิวหนังส้นเท้าก็จะกลับมาสุขภาพดีขึ้น
  • อาการส้นเท้าแตกสามารถลุกลามได้หากไม่รีบทำการรักษา และอาจต้องใช้การผ่าตัดเพื่อเอาเนื้อตายออก จึงจะทำให้อาการดีขึ้นได้
  • อาการส้นเท้าแตกจะทำให้คุณเสียความมั่นใจในรูปลักษณ์ และทำให้ดูเป็นคนไม่รักษาความสะอาด หากคุณไม่มีเวลาดูแลผิวตนเอง คุณอาจเข้ารับการทำทรีตเมนต์เท้า หรือทำสปาผิวหนังเพื่อบำรุงผิวเท้า (ดูแพ็กเกจนวด ทำสปาเท้าได้ที่นี่)

"เท้า" เป็นอวัยวะที่มีบทบาทความสำคัญไม่น้อย เพราะแทบทุกการเคลื่อนไหวของร่างกายไม่ว่าจะยืน เดิน วิ่ง ล้วนต้องมีเท้าเป็นองค์ประกอบด้วยทั้งสิ้น อย่างไรก็ดี เท้าก็เหมือนเครื่องจักรที่ยิ่งใช้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีความเสื่อมตามมามากขึ้นเท่านั้น 

ซึ่งหนึ่งในปัญหาเกี่ยวกับความเสื่อมของเท้า ก็คือ  "ส้นเท้าแตก" ซึ่งหากมองเผินๆ อาจดูไม่สำคัญ แต่หากปล่อยทิ้งไว้นานๆ จะทำให้ฝ่าเท้าหนาขึ้น และแตกเป็นร่องลึก หรือมีเลือดออกจนทำให้รู้สึกเจ็บได้ ร้ายไปกว่านั้นส้นเท้าแตกยังอาจนำไปสูการติดเชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อราได้ 

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ตรวจภูมิแพ้และภาวะแพ้วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 855 บาท ลดสูงสุด 3150 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

Ads h 3

ความหมายส้นเท้าแตก

ส้นเท้าแตก (Cracked heels) หมายถึง ผิวหนังบริเวณส้นเท้าที่มีความแห้ง หยาบกระด้าง ลักษณะเป็นแผ่นแข็ง อาการส้นเท้าแตกที่พบบ่อย ได้แก่ ส้นเท้าบวมแดง มีรอยแตกตื้นๆ กระจายในส่วนที่รับน้ำหนัก 

หากส้นเท้าของคุณแตกแล้วปล่อยทิ้งไว้นานๆ ไม่ได้รักษา ร่องผิวบริเวณที่แตกก็อาจจะลึกมากขึ้น และมีเลือดไหลซึมออกมาได้ อาการดังกล่าวมักสร้างความเจ็บปวด แสบ จนเดินไม่ไหว อีกทั้งอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น สูญเสียความรู้สึกบริเวณส้นเท้า ติดเชื้อในเนื้อเยื่อข้างเคียง มีหนอง

สาเหตุของส้นเท้าแตก

  • ดื่มน้ำไม่เพียงพอต่อปริมาณที่ร่างกายควรได้รับในแต่ละวัน

  • อาบน้ำด้วยน้ำอุ่นเป็นประจำ หรือแช่น้ำร้อนเป็นเวลานาน 

  • ใช้สบู่ หรือผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่ทำให้ผิวแห้งจัด 

  • อยู่ในบริเวณที่มีอากาศเย็นเป็นประจำ โดยไม่ทาครีมบำรุงเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว

  • น้ำหนักตัวที่มากเกินไป จะทำให้ส้นเท้ารับภาระแบกน้ำหนักมากตามไปด้วย

  • ชอบเดินเท้าเปล่าโดยไม่ใส่รองเท้า 

  • การสวมรองเท้าไม่พอดีกับขนาดเท้า

  • การสวมรองเท้าแบบเปิดผิวเท้า หรือพื้นรองเท้าแข็งเกินไป 

  • เกิดจากการเจ็บป่วยบางโรค เช่น โรคเบาหวาน โรคข้ออักเสบเรื้อรัง

  • เกิดจากการแพ้สารบางชนิด เช่น สารเคมี ปูนซีเมนต์

  • เกิดจากกรรมพันธุ์

  • สัมพันธ์กับอายุที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ผิวหนังขาดความชุ่นชื้น

การดูแลตนเองเพื่อรักษาส้นเท้าแตก

  • ใช้สบู่บำรุงผิว เลือกใช้สบู่ที่มีสรรพคุณช่วยบำรุงและอ่อนโยนต่อผิว ไม่ทำให้ผิวแห้งตึง หรือก่อให้เกิดอาการระคายเคือง

  • ทายาและครีมบำรุงสำหรับส้นเท้า ครีม หรือยาที่มีส่วนประกอบของ “ไดเมทิโคน (Dimethicone)” สามารถช่วยกักเก็บน้ำและเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว ช่วยลดการเกิดหนังที่หนาหรือด้าน ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของส้นเท้าแตก

    จากนั้นทาครีมบำรุงผิวประเภทมอยซเจอร์ไรเซอร์เข้มข้น หรือปิโตรเลียมเจลลี่ที่เท้าเป็นประจำ จะช่วยป้องกันไม่ให้ผิวแห้งแตกได้ แล้วสวมถุงเท้าทับก่อนนอนอีกชั้นหนึ่ง

  • เลือกใช้สบู่และครีมอาบน้ำที่ถนอมผิว

  • แช่เท้าในน้ำอุ่น 10-15 นาที แล้วใช้สครับ หินขัดเท้า หรือที่ขูดส้นเท้า สำหรับขัดถูเท้าตอนอาบน้ำ เพื่อให้เซลล์ผิวหนังเก่าหลุดลอกออก

  • ดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว และฟื้นฟูผิวบริเวณที่แห้งแตกให้กลับมาสภาพปกติ

การรักษาส้นเท้าแตก

หากรักษาส้นเท้าแตกในระยะแรกด้วยตัวเองแล้ว อาการยังไม่ทุเลาลงควรไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาที่ถูกต้อง และปลอดภัย รวมทั้งอาจต้องตรวจหาการติดเชื้อร่วมด้วย

วิธีการรักษาที่พบบ่อยได้แก่ 

  • การผ่าตัดเนื้อตายออก แพทย์จะตัดผิวหนังแตกส่วนที่แข็งและหนาออก (ขั้นตอนนี้ไม่ควรทำเองที่บ้าน เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย)

  • การปิดบาดแผล แพทย์จะใช้ผ้าพันเพื่อปิดบาดแผลที่ส้นเท้าแตก เป็นการช่วยลดแรงกระเทือน หรือการฉีกขาดของผิวหนังจากการเคลื่อนไหวร่างกาย

  • การจ่ายยา แพทย์จะสั่งจ่ายยาเพื่อระงับอาการปวด และอักเสบ หรืออาจจะมียาทาที่มีส่วนผสมของกรดซาลิไซลิก (Salicylic Acid) หรือยูเรีย (Urea) ซึ่งมีสรรพคุณทำให้ส้นเท้านุ่มลง และเรียบขึ้น

  • การเสริมพื้นรองเท้า แพทย์จะแนะนำในการใช้แผ่นยางเสริมพื้นรองเท้า เพื่อช่วยบรรเทาอาการ ลดความรุนแรง และลดแรงกดของน้ำหนักที่ส้นเท้า 

การป้องกันส้นเท้าแตก

  • การอาบน้ำ ควรอาบน้ำที่มีอุณหภูมิปกติ ไม่อาบน้ำอุ่น หรือแช่น้ำร้อนนานเกินไป และควรใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ไม่ทำให้ผิวแห้งตึง พร้อมกับทาครีมบำรุงผิวที่เท้า และหลีกเลี่ยงการอยู่ในบริเวณที่มีอากาศหนาวเย็น

  • รองเท้า พยายามหลีกเลี่ยงการสวมรองเท้าแตะเป็นประจำ หรือรองเท้าที่มีลักษณะเปิดเท้า โดยเลือกรองเท้าที่มีขนาดพอดี ไม่คับ หรือหลวมเกินไป พื้นรองเท้ามีความนุ่มและคุณภาพดี เมื่ออยู่ในบ้านอาจจะเลือกสวมรองเท้าขนนุ่มๆ จะช่วยลดแรงกระแทกได้พอสมควร

  • ก่อนสวมรองเท้าควรสวมถุงเท้านุ่มๆ ด้วยทุกครั้ง เพื่อลดแรงกระแทกที่มีต่อฝ่าเท้า และส้นเท้า

  • หากมีปัญหาผิวหนังแห้ง ขาดความชุ่มชื้น ควรทาครีมบำรุงเท้าก่อนนอนพร้อมกับสวมถุงเท้าทับด้วย

  • หลีกเลี่ยงการเดิน ยืน วิ่งด้วยเท้าเปล่าเป็นเวลานานๆ โดยเฉพาะเมื่ออยู่บนพื้นผิวแข็ง และมีความร้อน

  • เช็คสุขภาพเท้า ควรสังเกต หรือตรวจอาการบวม และรอยแตกของส้นเท้า จากนั้นบำรุงรักษาผิวหนังบริเวณเท้าอย่างถูกวิธี หรืออาจจะไปพบแพทย์เพื่อขอคำแนะนำ และวิธีปฏิบัติที่ถูกต้อง

อาการส้นเท้าแตกเป็นปัญหาที่ส่งผลต่อจิตใจไม่น้อยจนอาจสูญเสียความมั่นใจได้ เพราะคนภายนอกที่เห็นอาจคิดว่า คุณไม่ดูแลตนเองได้ 

นอกจากนี้หากดูแล หรือรักษาส้นเท้าแตกไม่ถูกวิธี นอกจากจะเป็นอาการเรื้อรังแล้ว รอยแตกอาจเพิ่มมากขึ้น ลึกขึ้น ยังอาจนำไปสู่ความเจ็บปวด หรือการติดเชื้อจนเป็นปัญหาใหญ่ตามมาในภายหลังได้นั่นเอง

ดูแพ็กเกจนวด ทำสปาเท้า เปรียบเทียบราคา โปรโมชั่นล่าสุดจากโรงพยาบาลและคลินิกชั้นนำได้ที่นี่ หรือไม่พลาดทุกการอัปเดตแพ็กเกจต่างๆ เมื่อกดเป็นเพื่อนทางไลน์ @hdcoth และกดดาวน์โหลดแอป iOS และ Android


2 แหล่งข้อมูล
กองบรรณาธิการ HD มุ่งมั่นตั้งใจให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง โดยทำงานร่วมกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงเลือกใช้ข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือจากสถาบันต่างๆ คุณสามารถอ่านหลักการทำงานของกองบรรณาธิการ HD ได้ที่นี่
Simple screening tests for peripheral neuropathy in the diabetes clinic. Perkins BA, Olaleye D, Zinman B, Bril V Diabetes Care. 2001;24(2):250.
Emollients and moisturisers for eczema. Vvan Zuuren EJ, Fedorowicz Z, Christensen R, Lavrijsen A, Arents BWM Cochrane Database Syst Rev. 2017;2:CD012119. Epub 2017 Feb 6.

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HD พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ผู้เขียนและผู้รีวิวบทความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่นำเสนอแต่อย่างใด เว้นแต่จะระบุในเนื้อหา การแนะนำสินค้าและบริการแสดงขึ้นอัตโนมัติจากระบบของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าบทความนี้มีประโยชน์มากแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ตั้งกระทู้ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลส่วนตัวของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวิดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รอยโรค (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่ดูไฟล์ได้
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เข้าถึงได้

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม