BDMS WELLNESS CLINIC
Sponsor Name
BDMS WELLNESS CLINIC

ตอบ 9 คำถามยอดฮิต เตรียมตัวก่อนทำ IVF และ ICSI อย่างไร ให้ “ติด” ง่าย?

ตอบคำถามลึก ชัด ตรงประเด็น เกี่ยวกับวิธีเตรียมตัวก่อนทำ IVF และ ICSI กินอะไร เสริมวิตามินยังไง ควรนอนอย่างไร ควรหลีกเลี่ยงอะไรบ้าง
เผยแพร่ครั้งแรก 16 ส.ค. 2021 อัปเดตล่าสุด 16 ส.ค. 2021 เวลาอ่านประมาณ 8 นาที
ตอบ 9 คำถามยอดฮิต เตรียมตัวก่อนทำ IVF และ ICSI อย่างไร ให้ “ติด” ง่าย?

เรื่องควรรู้

ขยาย

ปิด

  • ระยะเวลาที่ดีที่สุดในการเตรียมร่างกายให้พร้อมก่อนทำ IVF และ ICSI คือ 3 เดือน เนื่องจากเป็นระยะเวลาที่ดีที่สุดที่ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย สามารถผลิตไข่และสเปิร์มชุดใหม่ที่สมบูรณ์แข็งแรงมากกว่าเดิม และร่างกายได้มีเวลาปรับสมดุล รวมถึงขับของเสียต่างๆ ให้หมดไป
  • ผู้ที่กำลังเตรียมตัวทำ IVF และ ICSI ควรเลี่ยงอาหารที่ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานหรือภาวะอ้วน ควรนอนหลับอย่างน้อย 8 ชั่วโมงต่อวัน ออกกำลังกายไม่หนักและไม่เบาจนเกินไป เพื่อให้ฮอร์โมนเอ็นโดรฟินซึ่งเป็นฮอร์โมนความสุขหลั่งได้มากขึ้น
  • ต้องไม่คิดว่า “ตนเองเป็นคนป่วย” เพราะคุณไม่ได้ป่วย ไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล และไม่จำเป็นต้องเครียด ควรใช้ชีวิตอย่างไม่กดดัน ผ่อนคลาย และไม่จดจ่ออยู่กับผลลัพธ์ของการทำ IVF และ ICSI มากเกินไป
  • ฝ่ายหญิงจึงจำเป็นต้องระมัดระวังในการรับประทานยาบางชนิด เพื่อไม่ให้ฤทธิ์ยาไปส่งผลกระทบต่อคุณภาพของไข่ที่จะเข้าสู่กระบวนการเก็บไข่

การทำ IVF และ ICSI แต่ละครั้งความคาดหวังก็สูงไม่แพ้กัน เพราะถ้า “ไม่ติด” ขึ้นมา ก็มักทำให้คู่รักหลายๆ คู่ผิดหวัง เสียใจ และหมดกำลังใจได้ ซึ่งคุณสามารถเพิ่มโอกาสประสบความสำเร็จได้ด้วย “การเตรียมตัวที่ดี”

วันนี้คุณหมอพูลศักดิ์ ไวความดี ผู้อำนวยการคลินิกรักษาผู้มีบุตรยากและส่งเสริมสุขภาพสตรีของ BDMS Wellness Clinic ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ จะมาแชร์วิธีในการเตรียมตัวก่อนทำ IVF และ ICSI ที่มีงานวิจัยสนับสนุนว่า สามารถจะเพิ่มอัตราสำเร็จได้จริง

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ทำเลสิกวันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 0 บาท ลดสูงสุด 25650 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

คุณหมอพูลศักดิ์ ไวความดี ผู้อำนวยการคลินิกรักษาผู้มีบุตรยากและส่งเสริมสุขภาพสตรีของ BDMS Wellness Clinic ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์

คุณหมอยืนยันจากประสบการณ์ตรงในหลายๆเคสที่คุณหมอเคยดูแลว่า หากมีการเตรียมความพร้อมที่ดีอย่างน้อย 3 เดือน ถึงแม้ว่าคุณผู้หญิงจะอายุมากกว่า 40 แล้วก็ยังไม่สาย มีโอกาสตั้งครรภ์ได้ และหวังว่าข้อมูลนี้จะทำให้ว่าที่คุณพ่อคุณแม่ในอนาคตมีหวังขึ้นมาบ้าง

ระยะเวลาในการเตรียมตัวทำ IVF และ ICSI

ระยะเวลาที่ดีที่สุดในการเตรียมร่างกายให้พร้อมก่อนทำ IVF และ ICSI คือ 3 เดือน เนื่องจากเป็นระยะเวลาที่ดีที่สุดที่ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย สามารถผลิตไข่และสเปิร์มชุดใหม่ที่สมบูรณ์แข็งแรงมากกว่าเดิม และร่างกายได้มีเวลาปรับสมดุล รวมถึงขับของเสียต่างๆ ให้หมดไปในช่วงเวลานี้

9 วิธีเตรียมตัวก่อนทำ IVF และ ICSI ให้ “ติด” ง่ายขึ้นกว่าเดิม

1. การรับประทานอาหาร ควรกินอะไรและไม่ควรกินอะไร?

ผู้ที่กำลังเตรียมตัวทำ IVF และ ICSI ควรเลี่ยงอาหารที่ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานหรือภาวะอ้วน ขณะเดียวกันก็ต้องรับประทานอาหารให้ร่างกายได้รับสารอาหารครบถ้วนทั้งคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน

  • คาร์โบไฮเดรต (Carbohydrate) ช่วยให้การเผาผลาญอินซูลินสมดุลและเพียงพอ ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานและภาวะอ้วนในภายหลัง โดยผู้ที่เตรียมตัวทำ IVF หรือทำ ICSI ควรรับประทานอาหารที่เป็นคาร์โบไฮเดรตกลุ่ม Low Glycemic Index หรือที่เรียกทั่วไปว่า “Low GI” เป็นอาหารกลุ่มที่ช่วยชะลอการดูดซึมของน้ำตาลในเลือดได้ แต่อิ่มท้อง เช่น ข้าวกล้อง ธัญพืช ถั่ว องุ่น แอปเปิ้ล

    นอกจากนี้คาร์โบไฮเดรตอีกกลุ่มที่มีประโยชน์สำหรับผู้ที่กำลังเตรียมตัวทำ IVF หรือทำ ICSI ก็คือ คาร์โบไฮเดรตที่มีใยอาหารสูง (High Fiber) เพราะสามารถช่วยให้ระบบดูดซึมและย่อยอาหารให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ พบได้ในอาหารประเภทผักผลไม้เป็นส่วนมาก เช่น ส้ม องุ่น ผักคะน้า พืชตระกูลเบอร์รี ข้าวโอ๊ต

  • โปรตีน (Protein) ผู้ที่มีภาวะขาดโปรตีน มีมวลกล้ามเนื้อต่ำ ก็มักจะมีคุณภาพไข่และสเปิร์มน้อยไปด้วย การรับประทานโปรตีนจึงจำเป็นมากในผู้ที่กำลังรักษาภาวะมีบุตรยาก

  • ไขมัน (Fat) ควรรับประทานอาหารที่มีไขมันไม่อิ่มตัว (Unsaturated Fat) เพื่อป้องกันการเกิดไขมันสะสมเพิ่มในร่างกาย เช่น อโวคาโด (Avocado) น้ำมันคาโนลา (Canola oil) และปลาแซลมอน (Salmon)

สำหรับสารอาหารอีก 2 ตัวที่ผู้หญิงทุกคนต้องไม่พลาดเด็ดขาดในระหว่างเตรียมตัวทำ IVF และ ICSI ก็คือ

  • ธาตุเหล็ก (Iron) พบได้ในอาหารที่มีสีแดง เช่น พริก ไข่แดง เนื้อสัตว์สีแดงทุกชนิดและเนื้อตับ เป็นแร่ธาตุที่ผู้หญิงทุกคนควรรับประทานให้เพียงพอ เนื่องจากมากกว่าครึ่งของผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์มักขาดสารอาหารประเภทธาตุเหล็กซึ่งจะมีผลต่อเลือดที่ไปหล่อเลี้ยงรังไข่ ทำให้ไข่ตกไม่สม่ำเสมอ และเสี่ยงต่อการเกิดโรคโลหิตจาง
  • กรดโฟลิก (Folic Acid) พบได้ในผักผลไม้หลายชนิด เช่น ผักโขม มะเขือเทศ ลูกเดือย แคนตาลูป รวมถึงเนื้อตับ ในกลุ่มผู้หญิงที่ขาดกรดโฟลิก จะมีความเสี่ยงต่อการแท้งบุตรได้ หรือทารกที่คลอดออกมามีภาวะเจริญเติบโตไม่สมบูรณ์ พัฒนาการช้า และน้ำหนักตัวน้อย

สำหรับอาหารที่ควรหลีกเลี่ยงในระหว่างเตรียมตัวทำ IVF หรือทำ ICSI จะคล้ายกับอาหารที่คุณควรเลี่ยงในชีวิตประจำวันทั่วไปเพื่อป้องกันการเกิดโรคร้ายต่างๆ เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน อันได้แก่

  • อาหารทอด
  • อาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง
  • อาหารรสหวาน

2. การพักผ่อน ควรนอนกี่ชั่วโมง?

ทั้งผู้หญิงและผู้ชายควรนอนหลับอย่างน้อย 8 ชั่วโมงต่อวัน

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ทำเลสิกวันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 0 บาท ลดสูงสุด 25650 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

เพราะการนอนหลับไม่เพียงพอสามารถส่งผลกระทบต่อต่อมใต้สมอง รวมถึงระบบการเผาผลาญของร่างกายที่อาจผิดปกติได้ ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานหรือภาวะอ้วนซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะมีบุตรยาก

นอกจากนี้การพักผ่อนน้อยยังทำให้เกิดความเครียดหรืออารมณ์แปรปรวนได้ และทำให้ฮอร์โมนเอ็นโดรฟิน (Endorphin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนความสุขหลั่งน้อยเกินไป ลดประสิทธิภาพการทำงานของระบบสืบพันธุ์

3. ควรออกกำลังกายอย่างไร? ขี่จักรยานได้หรือไม่?

เคล็ดลับการออกกำลังกายในช่วงเตรียมตัวทำ IVF และ ICSI ไม่มีอะไรซับซ้อน เพียงคุณออกกำลังกายอย่างมีความสุข ไม่หนักและไม่เบาจนเกินไป เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว

การออกกำลังกายในช่วงเตรียมตัวทำ IVF และ ICSI

เพราะการออกกำลังกายมีส่วนช่วยให้ฮอร์โมนเอ็นโดรฟินซึ่งเป็นฮอร์โมนความสุขหลั่งได้มากขึ้น และช่วยกระตุ้นการเผาผลาญของน้ำตาลในหลอดเลือด นอกจากนี้ยังช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงยังบริเวณลูกอัณฑะและอุ้งเชิงกรานอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม คุณผู้ชายที่ชื่นชอบการปั่นจักรยาน อาจจะต้องงดเว้นการออกกำลังกายประเภทนี้ไปก่อน เพราะการปั่นจักรยานจะไปเพิ่มการกดทับและกระตุ้นอุณหภูมิความร้อนบริเวณลูกอัณฑะ ทำให้ผลิตเชื้อสเปิร์มได้น้อยลง และส่งผลต่อการเก็บเชื้อเพื่อเตรียมทำ IVF และ ICSI ได้

4. การดูแลสภาพจิตใจ

สภาวะจิตใจที่ดีที่สุดและเพิ่มโอกาสการตั้งครรภ์ คือ สภาวะจิตใจที่แจ่มใส ไม่เครียด

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ทำเลสิกวันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 0 บาท ลดสูงสุด 25650 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

ในช่วงเตรียมตัวทำ IVF และ ICSI คู่รักทั้ง 2 ฝ่ายจะต้องช่วยกันประคับประคองดูแลกันและกัน เพื่อให้บรรยากาศในระหว่างเตรียมพร้อมจะมีเจ้าตัวน้อยเต็มไปด้วยความสุขและความรัก

อีกประเด็นที่สำคัญซึ่งทางคุณหมอพูลศักดิ์ได้เน้นย้ำมาก็คือ ทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชายต้องไม่คิดว่า “ตนเองเป็นคนป่วย” เพราะคุณไม่ได้ป่วย ไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล และไม่จำเป็นต้องเครียด ทางที่ดีควรใช้ชีวิตอย่างไม่กดดัน ผ่อนคลาย และไม่จดจ่ออยู่กับผลลัพธ์ของการทำ IVF และ ICSI มากเกินไป

5. การกินยาประจำตัว ควรปรับอย่างไร?

กลุ่มยาที่จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงมากที่สุดในระหว่างเตรียมตัวทำ IVF และ ICSI ก็คือ กลุ่มยาที่ส่งผลกระทบต่อกระบวนการเก็บไข่

โดยกระบวนการเก็บไข่ คือ ขั้นตอนการนำไข่ที่ผ่านการฉีดฮอร์โมนกระตุ้นจนมีขนาดและคุณภาพดีเพียงพอแล้วย้ายออกมาจากรังไข่เพื่อไปเก็บรักษาโดยการแช่แข็งไข่ (Egg Freezing) ไว้ในห้องปฏิบัติการ เพื่อเตรียมนำไปผสมกับเชื้อสเปิร์มของฝ่ายชายให้กลายเป็นตัวอ่อนต่อไป

ดังนั้นเพื่อให้ไข่ที่เตรียมย้ายไปแช่แข็งมีคุณภาพสมบูรณ์มากเพียงพอ ฝ่ายหญิงจึงจำเป็นต้องระมัดระวังในการรับประทานยาบางชนิด เพื่อไม่ให้ฤทธิ์ยาไปส่งผลกระทบต่อคุณภาพของไข่ที่จะเข้าสู่กระบวนการเก็บไข่ โดยตัวอย่างกลุ่มยาที่ควรหลีกเลี่ยงให้มากที่สุด จะได้แก่

  • ยาละลายลิ่มเลือด
  • ยาแก้ปวด
  • ยาแก้อักเสบที่ห้ามใช้ในสตรีมีครรภ์

ยารักษาสิวที่มีวิตามินเอสูง (Isotretinoin) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “โรแอคคิวเทน (Roaccutane)” ก็เป็นอีกกลุ่มยาที่ต้องหลีกเลี่ยงอย่างเด็ดขาด เพราะเป็นกลุ่มยาที่ส่งผลกระทบต่อการสร้างอวัยวะของตัวอ่อนหลังจากปฏิสนธิ และเสี่ยงทำให้เด็กทารกพิการแต่กำเนิด

ผู้ที่รับประทานยาโรแอคคิวเทน หรือยารักษาสิวชนิดอื่นๆ ที่มีวิตามินเอสูง จำเป็นต้องแจ้งรายชื่อยาทั้งหมดให้แพทย์ทราบอย่างละเอียด เพื่อให้แพทย์แนะนำการหยุดรับประทานยาชั่วคราว หรือแนะนำให้ไปรับประทานยาตัวอื่นที่ปลอดภัย ไม่ส่งผลกระทบต่อการทำ IVF และ ICSI แทน

นอกจากนี้ผู้ชายที่กำลังรักษาภาวะมีบุตรยากยังควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาปลูกผมในระหว่างที่รอเก็บเชื้อสเปิร์มด้วย เพราะตัวยามีผลในการยับยั้งการสร้างเชื้อสเปิร์ม ทำให้ยากต่อการเก็บสเปิร์มในภายหลังได้

ทางที่ดีเมื่อเข้ารับการปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการมีบุตร คุณควรแจ้งโรคประจำตัวพร้อมยาที่รับประทานประจำ กับแพทย์อย่างครบถ้วน เพื่อแพทย์จะได้แนะนำเกี่ยวกับการใช้ยาอย่างเหมาะสมต่อไป

เชื้อไวรัส COVID-19 อีกตัวการที่อาจทำให้มีลูกยาก

นอกจากรายการยาที่ต้องระมัดระวังแล้ว เชื้อไวรัส COVID-19 ที่กำลังระบาดอยู่ตอนนี้ก็มีแนวโน้มจะส่งผลทำให้เกิดภาวะมีบุตรยากในเพศชายได้เช่นเดียวกัน

โดยเมื่อไรที่ผู้ชายติดเชื้อไวรัส COVID-19 มีแนวโน้มที่เชื้อไวรัสอาจไปรบกวนการทำงานของระบบสืบพันธุ์ ทำให้การหลั่งของฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน (Testosterone) ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศชายต่ำลง ส่งผลให้เกิดปัญหาอวัยวะเพศชายไม่แข็งตัว หรือเกิดภาวะอัณฑะอักเสบได้ ทำให้เชื้อสเปิร์มที่ผลิตออกมาผิดปกติ

ในระหว่างที่ยังไม่มียารักษาอย่างชัดเจนสำหรับสถานการณ์โรคระบาดในตอนนี้ ทั้งคุณผู้ชายและคุณผู้หญิงจึงจำเป็นต้องระมัดระวังและรักษาสุขภาพให้ดี ไม่ควรออกเดินทางไปไหนหากไม่จำเป็น เพื่อลดโอกาสในการติดเชื้อไวรัสชนิดนี้

6. การเดินทางส่งผลกระทบหรือไม่?

การเดินทางทั่วไป เช่น การนั่งรถส่วนตัวหรือรถโดยสารสาธารณะไม่ได้มีผลกระทบใดๆ ต่อระบบสืบพันธุ์ นอกเสียจากการเดินทางข้ามโซนเวลาหรือการเดินทางที่ส่งผลกระทบต่อเวลาพักผ่อน และการรับประทานอาหารปกติของคุณ

เพราะการเปลี่ยนแปลงของเวลา ทำให้ตารางเวลาในการนอนพักผ่อน และการรับประทานอาหารไม่เหมือนเดิม หรือผิดเวลา จะทำให้ระบบการทำงานของร่างกายปรับตัวไม่ทัน และส่งผลต่อการทำงานของรังไข่และการผลิตสเปิร์มได้

ทางที่ดีหากคุณมีแผนการเดินทางไปต่างประเทศในระยะเวลา 3 เดือนนี้ คุณอาจต้องปรับเปลี่ยนแผนการใหม่ชั่วคราว และงดเว้นการเดินทางระยะไกลไปก่อน

7. การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ ควรหลีกเลี่ยงอย่างไรบ้าง?

หากคุณดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่เกิน 2 แก้ว (Standard Drink) ต่อวัน ก็ยังถือว่า ไม่เป็นข้อห้ามในการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แต่อย่างใด เพราะปริมาณดังกล่าวยังไม่เป็นผลเสียต่อระบบสืบพันธุ์

แต่ทางที่ดีเพื่อสุขภาพที่ดีพร้อมที่สุดในการมีบุตร คุณอาจวางแผนหยุดการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นการชั่วคราวก่อน อย่างน้อย 3 เดือน

สำหรับการสูบบุหรี่ถือเป็นสิ่งที่ส่งผลเสียต่อร่างกายอย่างชัดเจน และจำเป็นต้องหลีกเลี่ยงอย่างเด็ดขาดทั้งผู้ชายและผู้หญิง โดยผลกระทบหลักๆ ของบุหรี่ต่อระบบสืบพันธุ์ ได้แก่

  • ทำให้เชื้อสเปิร์มเสียหรือไม่สมบูรณ์ รวมถึงเกิดความผิดปกติของดีเอ็นเอในเชื้อสเปิร์ม
  • คุณภาพไข่ในผู้หญิงแย่ลง
  • โอกาสที่สเปิร์มจะเจาะไข่เพื่อผสมเป็นตัวอ่อนสำเร็จมีน้อยลง เนื่องจากบุหรี่ทำให้เปลือกไข่หนาตัวมากขึ้น
  • ทำให้ผู้หญิงเข้าสู่วัยทองเร็วขึ้น

8. แต่งตัวอย่างไรไม่ให้กระทบต่อสุขภาพ?

การแต่งตัวในระหว่างเตรียมตัวทำ IVF และ ICSI ไม่ได้มีข้อห้ามใดๆ

อย่างไรก็ตามการสวมใส่กางเกงออกกำลังกายที่รัดลูกอัณฑะมากเกินไปก็ควรงดเว้นไว้ก่อน เพื่อให้การไหลเวียนของเลือดบริเวณลูกอัณฑะคล่องสะดวกมากขึ้น ทำให้การผลิตเชื้อสเปิร์มมีปริมาณเพียงพอต่อการผสมกับไข่ได้

9. ควรรับประทานวิตามินหรืออาหารเสริมอะไรบ้าง?

เราสามารถจำแนกกลุ่มวิตามินสำหรับบำรุงร่างกายระหว่างเตรียมตัวทำ IVF หรือทำ ICSI ได้ 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่

  • กลุ่มอาหารเสริมที่ช่วยบำรุงเลือด เช่น แร่ธาตุแมกนีเซียม วิตามินบี 3 และโคเอนไซม์ คิวเทน (CoQ10) พบในเนื้อสัตว์ต่างๆ อาหารทะเล ผักโขม หรือสตรอว์เบอร์รี
  • กลุ่มอาหารเสริมที่ช่วยเพิ่มสารอาหารให้กับสเปิร์มและไข่ เช่น วิตามินอี (Vitamin E) แร่ธาตุสังกะสี (Zinc) ซึ่งยังมีส่วนช่วยเพิ่มภูมิต้านทานของร่างกาย สังเคราะห์ดีเอ็นเอในเชื้อสเปิร์ม และฟื้นฟูความแข็งแรงให้สเปิร์มกับไข่ด้วย นอกจากนี้ยังมีวิตามินดี (Vitamin D) แร่ธาตุซีลีเนียม (Selenium) ทองแดง (Copper) ธาตุเหล็ก และกรดโฟลิกด้วย
  • กลุ่มอาหารเสริมที่ช่วยขับสารพิษออกจากร่างกาย (Antioxidant) เช่น วิตามินอี และโคเอนไซม์ คิวเทน
เตรียมตัวทำ IVF หรือทำ ICSI ควรรับประทานวิตามินหรืออาหารเสริมอะไร

หากคุณและคู่ของคุณต้องการทราบว่า ร่างกายตนเองพร้อมที่จะบุตรหรือไม่ ควรปรึกษาแพทย์และตรวจร่างกายก่อนทำ IVF และ ICSI

อ่าน: ควรตรวจอะไรบ้างก่อนทำ IVF และ ICSI?

โดยทีมแพทย์ของ BDMS Wellness Clinic จะร่วมกันออกแบบการดูแลสุขภาพให้คุณในแบบเฉพาะบุคคล เช่น การเสริมวิตามินหรือปรับฮอร์โมน เพื่อให้แน่ใจว่า การทำงานของทุกระบบในร่างกายคุณมีความพร้อมและเอื้อต่อการมีบุตรมากที่สุด

ใครควรดูแลตนเองเป็นพิเศษ เพื่อให้ทำ IVF และ ICSI ติดง่ายขึ้น?

กลุ่มผู้ที่จำเป็นต้องดูแลตนเองเป็นพิเศษ เพื่อเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ ก็คือ

  • กลุ่มผู้ที่อายุใกล้เลยวัยเจริญพันธุ์ หรืออธิบายง่ายๆ ก็คือ เป็นกลุ่มคนที่ช่วงเวลาในการตั้งครรภ์ลดเหลือน้อยลงแล้ว ทำให้ต้องมีการดูแลและบำรุงร่างกายเป็นพิเศษ โดยช่วงอายุที่ควรเริ่มปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพเพื่อเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์โดยเฉพาะ คือ อายุประมาณ 38-42 ปีขึ้นไป
  • กลุ่มผู้ที่มีโรคประจำตัว และอาการของโรคยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างต่อเนื่อง เช่น โรคเบาหวาน โรคเกี่ยวกับต่อมไทรอยด์ โรคความดันโลหิต โรคหัวใจ เป็นต้น

อย่าลังเลที่จะเข้ารับการปรึกษาแพทย์ เพื่อการเตรียมตัวมีบุตรอย่างถูกวิธี และเพิ่มโอกาสในการมีบุตร พร้อมเติมเต็มครอบครัวให้มีความสุขและสุขภาพแข็งแรงอย่างยั่งยืน


บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HD พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ผู้เขียนและผู้รีวิวบทความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่นำเสนอแต่อย่างใด เว้นแต่จะระบุในเนื้อหา การแนะนำสินค้าและบริการแสดงขึ้นอัตโนมัติจากระบบของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าบทความนี้มีประโยชน์มากแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ตั้งกระทู้ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลส่วนตัวของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวิดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รอยโรค (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่ดูไฟล์ได้
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เข้าถึงได้

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
บทความต่อไป
รายการตรวจก่อนเตรียมทำ IVF และ ICSI มีอะไรบ้าง? ตรวจเพื่ออะไร? มาดูพร้อมๆ กัน
รายการตรวจก่อนเตรียมทำ IVF และ ICSI มีอะไรบ้าง? ตรวจเพื่ออะไร? มาดูพร้อมๆ กัน

เจาะลึกรายการตรวจสำคัญระหว่างเตรียมตัวทำ IVF และ ICSI มีอะไรบ้าง จำเป็นอย่างไร ไขคำตอบได้ที่นี่

อ่านเพิ่ม