ผักแว่น (Water Clover)

สรรพคุณ วิธีการกิน และคุณประโยชน์ของผักแว่น ไขข้อสงสัย ผักแว่นแก้ว ผักแว่นน้ำ ผักแว่นบกแตกต่างกันอย่างไร?
เผยแพร่ครั้งแรก 10 มิ.ย. 2019 อัปเดตล่าสุด 5 ส.ค. 2020 ตรวจสอบความถูกต้อง 21 มิ.ย. 2019 เวลาอ่านประมาณ 3 นาที
ผักแว่น (Water Clover)

ผักแว่น พบได้ทั่วไปในแถบภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปจนถึงประเทศญี่ปุ่น จัดเป็นพืชในตระกูลของเฟิร์นชนิดหนึ่ง มักพบบริเวณริมน้ำหรือในพื้นดินที่มีน้ำขังแต่ไม่ลึกมากนัก มีกลิ่นหอมอ่อนๆ คล้ายรำ รสจืด มีคุณค่าทางอาหารมากมาย จึงมักนิยมนำมาประกอบอาหาร

ชื่อวิทยาศาสตร์ Marsilea crenata Presl

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
สั่งยา ปรึกษาข้อมูลเบื้องต้น จากร้านยาใกล้บ้านคุณได้ง่ายๆ

เริ่มจากแชทกับเภสัชกรที่มีใบอนุญาตผ่านแอปของเรา ฟรี! บริการทุกวันตั้งแต่ 9 โมงเช้า ถึง 3 ทุ่ม

Internalads square %281%29

ชื่อวงศ์            MARSILEACEAE

ชื่ออังกฤษ         Water clover, Clover fern

ชื่อท้องถิ่น         ผักแว่นน้ำ ผักลิ้นปี่ หนูเต๊าะ

หมายเหตุ ผักแว่นที่กล่าวถึงในบทความนี้ คือชนิดเดียวกับผักแว่นน้ำ แต่เป็นพรรณไม้คนละชนิดกันกับบัวบก ซึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Centella asiatica (L.) Urb. และเป็นพรรณไม้คนละชนิดกับผักแว่นแก้ว ซึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Hydrocotyle umbellata L. โดยบัวบกและผักแว่นแก้วจัดอยู่ในวงศ์ UMBELLIFEREAE (APIACEAE)

ลักษณะทางพฤกษาศาสตร์ของผักแว่น

ผักแว่นเป็นไม้ล้มลุกขนาดเล็กอายุ 3-5 ปี ลำต้นทอดเลี้อยชูยอดขึ้นบน ใบเป็นใบประกอบมีรูปร่างคล้ายกังหันหรือใบพัด 4 ใบ มีขนาดกว้างประมาณ 0.6-1.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 0.8-1.9 เซนติเมตร ผิวและขอบใบเรียบหรือหยักเล็กน้อย โคนใบสอบ เมื่อยังอ่อนใบจะเป็นสีเขียว และจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเมื่อแก่ขึ้น มีก้านใบยาวประมาณ 4.5-15 เซนติเมตร มีสปอร์สีขาวรูปทรงรีคล้ายเมล็ดถั่วเขียวอยู่เป็นจำนวนมากภายในบริเวณโคนก้านใบ เมื่อยังอ่อนอยู่สปอร์นี้จะมีสีขาว แต่เมื่อแก่ก็จะกลายเป็นสีน้ำตาลเข้มเกือบดำ ดอกช่อออกเป็นกระจุกที่ซอกใบ ยาวถึง 20 เซนติเมตร ดอกย่อย 1-5 ดอก อาจมีได้ถึง 8 ดอก กลีบเลี้ยงรูปใบหอก กว้าง 0.5-2 มิลลิเมตร ยาว 2-6 มิลลิเมตร กลีบดอกรูปช้อนกึ่งขอบขนานถึงรูปใบหอก สีเหลือง ยาว 3.5-10 มิลลิเมตร ผลเป็นฝักรูปทรงกระบอกยาว กว้าง 2-4 มิลลิเมตร ยาว 9-20 มิลลิเมตร มีขนละเอียดแตกตามยาวของฝัก เมล็ดมีช่องละ 5-11 เมล็ด

ผักแว่น ผักแว่นแก้ว บัวบก แตกต่างกันอย่างไร?

ใบของผักแว่น เป็นใบประกอบมีรูปร่างคล้ายกังหันหรือใบพัด มีอยู่ 4 ใบ ขอบใบไม่มีหยัก ส่วนใบของบัวบก หรือผักแว่นบก เป็นใบเดี่ยว มีรูปร่างคล้ายไตคือเว้าตรงกลาง ขอบใบหยัก ผิวด้านบนเรียบและเป็นมัน ส่วนใบของผักแว่นแก้ว เป็นใบเดี่ยว มีลักษณะกลม ไม่มีเว้าตรงกลาง ขอบเป็นหยักลึกกว่าใบบัวบก แต่ผิวเรียบและเป็นมันเช่นเดียวกับใบบัวบก

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
สั่งยา ปรึกษาข้อมูลเบื้องต้น จากร้านยาใกล้บ้านคุณได้ง่ายๆ

เริ่มจากแชทกับเภสัชกรที่มีใบอนุญาตผ่านแอปของเรา ฟรี! บริการทุกวันตั้งแต่ 9 โมงเช้า ถึง 3 ทุ่ม

Internalads square %281%29

คุณค่าทางโภชนาการของผักแว่น ต่อ 100 กรัม 

ให้พลังงาน 18 แคลอรี

ที่มา: กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข

สรรพคุณของผักแว่น

ต้นและใบของผักแว่น มีสรรพคุณทางยามากมาย โดยมีวิธีทำดังนี้

  • ตามศาสตร์แพทย์แผนไทย ผักแว่น เป็นยาบำรุงหัวใจ แก้อ่อนเพลีย เมื่อยล้า นิยมนำทั้งต้นมาตากแห้งแล้วบดเป็นผง ผสมในน้ำยาหอมแล้วละลายในน้ำร้อน ค่อยๆ จิบหลังมีอาการวิงเวียน หรือคลื่นไส้อาเจียน
  • ผักแว่นทั้งต้น มีสรรพคุณขับปัสสาวะ แก้ท้องเสีย และอาการเริ่มปวดบิดในท้อง โดยนำทั้งต้น ต้มในน้ำเดือด ดื่มก่อนอาหารวันละ 3 ครั้ง ติดต่อกัน 3 วัน
  • ผักแว่นมีรสจืดเย็น ช่วยบรรเทาความร้อนในร่างกาย ระงับอาการร้อนใน แก้ร้อนใน แก้อาการกระหายน้ำ ช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะ ช่วยดับพิษร้อน ถอนพิษไข้ โดยนำทั้งต้น ต้มในน้ำเดือด ดื่มก่อนอาหารวันละ 3 ครั้ง ติดต่อกัน 3-5 วัน
  • แพทย์พื้นบ้านล้านนา ใช้ผักแว่นทั้งต้นผสมกับใบธูปฤาษีทุบพอแตก ใช้แช่น้ำที่มีหอยขมเป็นๆ อยู่ประมาณ 2-3 นาที นำมาดื่มเป็นยาแก้ไข้ และอาการผิดสำแดงได้
  • ใช้ใบสดประมาณ 1 กำมือ นำมาล้างให้สะอาดแล้วตำให้ละเอียด คั้นเอาแต่น้ำนำมาใช้ทาบริเวณแผล ช่วยรักษาแผลเปื่อย แผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก ช่วยในการสมานแผล และลดการอักเสบ

การนำผักแว่นปรุงอาหาร

ใบอ่อน ยอดอ่อน และเถาอ่อนของผักแว่นใช้รับประทานเป็นผักแนมได้ และสามารถใช้เป็นเครื่องเคียงกับอาหารชนิดต่างๆ หรือนำไปใช้ประกอบอาหาร เช่น ทำแกงจืด แกงอ่อม ไข่เจียว เป็นต้น ในภาคใต้นิยมนำยอดอ่อนมาแกงร่วมกับหอมแดง กะปิ กระเทียม

ข้อห้ามและข้อควรระวังในการรับประทานผักแว่น

ตามตำนานหรือพิธีกรรมทางศาสนาของชาวเหนือมีความเชื่อว่า หญิงตั้งครรภ์ไม่ควรรับประทานผักแว่น เนื่องจากผักแว่นมีลักษะของลำต้นเป็นเถาเครือ โดยเชื่อว่าเมื่อรับประทานเข้าไปแล้วอาจทำให้ไปพันคอของเด็กทารกในท้องได้ ทำให้คลอดยาก หรือมีอาการปวดท้องก่อนคลอดนาน อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ตามความเชื่อดังกล่าว


4 แหล่งข้อมูล
กองบรรณาธิการ HD มุ่งมั่นตั้งใจให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง โดยทำงานร่วมกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงเลือกใช้ข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือจากสถาบันต่างๆ คุณสามารถอ่านหลักการทำงานของกองบรรณาธิการ HD ได้ที่นี่
วุฒิ วุฒิธรรมเวช, สารานุกรมสมุนไพร: รวมหลักเภสัชกรรมไทย, 2540.
สถาบันการแพทย์แผนไทย กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข, ผักพื้นบ้าน, 2540.
Smitinand T, Larsen K. Flora of Thailand.1970

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HD พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ผู้เขียนและผู้รีวิวบทความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่นำเสนอแต่อย่างใด เว้นแต่จะระบุในเนื้อหา การแนะนำสินค้าและบริการแสดงขึ้นอัตโนมัติจากระบบของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าบทความนี้มีประโยชน์มากแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

ตั้งกระทู้ถามหมอ

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลส่วนตัวของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวิดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รอยโรค (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่ดูไฟล์ได้
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เข้าถึงได้

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม
บทความต่อไป