กองบรรณาธิการ HonestDocs
เขียนโดย
กองบรรณาธิการ HonestDocs

ภาวะช็อก (Shock)

เผยแพร่ครั้งแรก 22 มิ.ย. 2019 อัปเดตล่าสุด 9 ก.ย. 2020 เวลาอ่านประมาณ 4 นาที

เรื่องควรรู้

ขยาย

ปิด

  • ภาวะช็อกอาจหมายถึงภาวะช็อกทางจิตวิทยา หรือทางกายภาพก็ได้
  • ภาวะช็อกทางจิตวิทยา เกิดจากการเผชิญกับเหตุการณ์รุนแรง หรือสะเทือนขวัญ มีชื่อเรียกว่า "ภาวะเครียดเฉียบพลัน (Acute Stress Disorder)"
  • ภาวะช็อกทางกายภาพ เกิดจากการไหลเวียนของระบบโลหิตในร่างกายที่ไม่เพียงพอจะช่วยในการทำงานของอวัยวะและเนื้อเยื่อต่างๆ ได้อย่างที่ควรจะเป็น
  • หากคาดว่า คนใกล้ชิดมีภาวะช็อก ให้รีบติดต่อโรงพยาบาล หรือโทรสายด่วน 1669 เพื่อเรียกรถฉุกเฉิน ในระหว่างนั้นหากผู้ป่วยไม่หายใจ หรือไม่มีการเต้นของหัวใจ ให้ทำ CPR ทันที
  • อาการช็อก อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ซึ่งส่วนมากมักเกิดจากปัญหาสุขภาพต่างๆ หรืออาการแพ้รุนแรงจากโรคภูมิแพ้ เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดอาการช็อก ควรตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี
  • เปรียบเทียบราคาและแพ็กเกจตรวจสุขภาพ

ภาวะช็อก อาจหมายถึงภาวะช็อกทางจิตวิทยา หรือทางกายภาพก็ได้ 

ภาวะช็อกทางจิตวิทยานั้นมักเกิดจากการเผชิญกับเหตุการณ์รุนแรง หรือสะเทือนขวัญ มีชื่อเรียกว่า "ภาวะเครียดเฉียบพลัน (Acute Stress Disorder)" ซึ่งภาวะช็อกประเภทนี้เป็นผลจากการตอบสนองทางอารมณ์ หรือทางร่างกายที่รุนแรงมาก

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
ปรึกษาสุขภาพจิต วันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 855 บาท ลดสูงสุด 345 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

Ads h 46

ภาวะช็อกทางกายภาพ เกิดจากการไหลเวียนของระบบโลหิตในร่างกายที่ไม่เพียงพอจะช่วยในการทำงานของอวัยวะและเนื้อเยื่อต่างๆ ได้อย่างที่ควรจะเป็น 

ภาวะช็อกทางร่างกายสามารถเกิดได้จากการบาดเจ็บ หรือภาวะอื่นๆ ที่ส่งผลต่อการไหลเวียนโลหิตก็ได้ ทำให้อวัยวะต่างๆ ล้มเหลว หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ที่เป็นอันตรายถึงชีวิต

ภาวะช็อกมีกี่ประเภท?

ภาวะช็อกมีอยู่หลายชนิด โดยแยกเป็น 4 ประเภทหลักตามสาเหตุที่ส่งผลต่อการไหลเวียนโลหิต และทุกชนิดสามารถเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ทั้งนั้น โดยมีรายละเอียดดังนี้

1. ภาวะช็อกจากการอุดกั้นนอกหัวใจ (Obstructive Shock) 

เกิดจากการที่เลือดไม่มีตำแหน่งที่จะไหลไปได้ เกิดขึ้นได้เมื่อมีอากาศหรือของเหลวสะสมในโพรงปอด เช่น

  • ภาวะปอดรั่ว (Pneumothorax)
  • ภาวะเลือดออกในเยื่อหุ้มปอด (Hemothorax)
  • ภาวะบีบรัดหัวใจ (Cardiac Tamponade)

2. ภาวะช็อกจากโรคหัวใจ (Cardiogenic Shock) 

เกิดจากความเสียหายที่หัวใจ ส่งผลให้ปริมาณเลือดที่ไหลเวียนไปเลี้ยงร่างกายลดลง มักเกิดจากความเสียหายที่กล้ามเนื้อหัวใจ หัวใจเต้นไม่สม่ำเสมอ และหัวใจเต้นช้าเกิน

3. ภาวะช็อกจากปริมาณเลือดลดลง (Distributive Shock) 

เกิดจากหลอดเลือดเปิดออกและเริ่มอ่อนตัวลง ทำให้ความดันของเลือดลดน้อยลงจนไม่สามารถไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ได้เพียงพอ ภาวะช็อกประเภทนี้มักทำให้เกิดอาการหน้าแดง ความดันโลหิตต่ำ และหมดสติ 

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
โปรแกรมตรวจสุขภาพวันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 427 บาท ลดสูงสุด 13385 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

Ads h 2

ทั้งนี้ภาวะช็อกจากปริมาณเลือดลดลงยังสามารถแยกได้อีกหลายประเภท ดังนี้

  • ภาวะช็อกจากปฏิกิริยาภูมิแพ้เฉียบพลัน (Anaphylactic shock) เป็นภาวะแทรกซ้อนจากปฏิกิริยาแพ้รุนแรง (Anaphylaxis) เกิดจากการที่ร่างกายเข้าใจผิดคิดว่าสิ่งที่ไม่เป็นอันตรายเป็นของผิดแปลก จนทำให้เกิดปฏิกิริยาภูมิต้านทานชนิดรุนแรงขึ้นมา มักมีสาเหตุมาจากการรับประทานอาหารที่แพ้ การถูกพิษของแมลง และการรับประทานยาที่แพ้
  • ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด (Septic shock) เป็นภาวะช็อกที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียในเลือด จึงทำให้เกิดความเสียหายร้ายแรงขึ้นที่เนื้อเยื่อ หรืออวัยวะในร่างกาย
  • ภาวะช็อกทางระบบประสาท (Neurogenic shock) เกิดจากความเสียหายที่ระบบประสาทส่วนกลางที่มักมีสาเหตุมาจากการบาดเจ็บที่ไขสันหลัง ภาวะนี้จะทำให้หลอดเลือดหดตัวลงและทำให้ผิวหนังอุ่น หรือแดงขึ้น หัวใจเต้นช้าลง และความดันโลหิตลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว

4. ภาวะช็อกจากการสูญเสียน้ำและเกลือแร่ (Hypovolemic Shock) 

เกิดขึ้นเมื่อหลอดเลือดไม่มีเลือดเพียงพอต่อการขนส่งออกซิเจนไปเลี้ยงร่างกาย ภาวะนี้อาจเกิดจากการสูญเสียเลือดปริมาณมาก เช่น การประสบอุบัติเหตุ หรืออาจเกิดจากภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรงก็ได้

สัญญาณและอาการของภาวะช็อก

หากผู้ป่วยเข้าสู่ภาวะช็อก อาจสังเกตอาการต่อไปนี้ได้ตั้งแต่หนึ่งอาการขึ้นไป

สาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะช็อก

ทุกสิ่งที่ส่งผลต่อการไหลเวียนโลหิตทั่วร่างกาย สามารถทำให้เกิดภาวะช็อกขึ้นได้ เช่น

  • ปฏิกิริยาแพ้รุนแรง
  • การสูญเสียเลือดปริมาณมาก
  • ภาวะหัวใจล้มเหลว
  • การติดเชื้อในเลือด
  • ภาวะขาดน้ำ
  • การได้รับสารพิษ
  • การถูกไฟคลอก

การวินิจฉัยภาวะช็อก

ในขั้นตอนการวินิจฉัยภาวะช็อก สิ่งสำคัญอันดับแรกที่แพทย์ต้องปฏิบัติคือการรักษาชีวิตผู้ป่วย เพื่อให้มีการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงร่างกายให้เร็ว และมากที่สุดเท่าที่ทำได้ 

อาจทำได้ด้วยการให้ของเหลว ยา เลือด และการดูแลประคับประคองอื่นๆ ไปพร้อมๆ กับการตรวจหาสาเหตุของภาวะช็อกที่เกิดขึ้น ด้วยวิธีดังต่อไปนี้

แพ็กเกจที่คุณอาจสนใจ
โปรแกรมตรวจสุขภาพวันนี้ ที่คลินิกหรือรพ. ใกล้บ้านคุณ เริ่มต้นที่ 427 บาท ลดสูงสุด 13385 บาท

จองผ่าน HD ประหยัดกว่า / จ่ายทีหลังได้ / ผ่อน 0% ได้ / พร้อมแอดมินคอยตอบทุกคำถาม!

Ads h 2

1. การตรวจเลือด 

แพทย์อาจใช้วิธีการตรวจเลือดเพื่อตรวจสอบว่ามีการสูญเสียเลือดปริมาณมาก มีการติดเชื้อในเลือด และมีการใช้ยาเกินขนาดหรือไม่

2. การทดสอบถ่ายภาพ 

แพทย์อาจพิจารณาให้มีการถ่ายภาพร่างกายเพื่อตรวจสอบอาการบาดเจ็บหรือความเสียหายที่เนื้อเยื่อและอวัยวะภายใน เช่น ภาวะกระดูกร้าว อวัยวะฉีกขาด หรือกล้ามเนื้อฉีกขาด เป็นต้น 

โดยอาจมีการถ่ายภาพด้วยวิธีดังต่อไปนี้

  • การอัลตราซาวด์ (Ultrasound)
  • การเอกซเรย์ (X-ray)
  • การสแกนคอมพิวเตอร์ (CT Scan)
  • การสแกนคลื่นสะท้อนแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI Scan)

การรักษาภาวะช็อก

หากคาดว่า คนใกล้ชิดมีภาวะช็อก ให้รีบติดต่อโรงพยาบาล หรือโทรสายด่วน 1669 เพื่อเรียกรถฉุกเฉิน และทำตามขั้นตอนต่อไปนี้ทันที

  • หากผู้ป่วยหมดสติ ให้ตรวจสอบการหายใจและดูว่าหัวใจยังเต้นอยู่หรือไม่ หากผู้ป่วยยังหายใจอยู่ ให้จัดร่างกายผู้ป่วยให้นอนหงาน ยกขาให้สูงขึ้น เพื่อให้เลือดไหลไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญ และหาผ้ามาห่มให้ผู้ป่วยไว้ ซึ่งในระหว่างนี้ต้องคอยตรวจสอบการหายใจของผู้ป่วยอยู่เสมอ จนกว่าความช่วยเหลือจะมาถึง
  • หากผู้ป่วยไม่หายใจ หรือไม่มีการเต้นของหัวใจ ให้ทำ CPR ทันที

อ่านเพิ่มเติม: วิธีทำ CPR

หากสงสัยว่าผู้ป่วยมีการบาดเจ็บที่ศีรษะ คอ หรือหลัง พยายามอย่าเคลื่อนไหวร่างกายผู้ป่วย แต่ถ้าผู้ป่วยมีบาดแผลที่มองเห็นได้ หรือคาดว่า ผู้ป่วยมีภาวะช็อกที่เกิดจากอาการภูมิแพ้ ให้สอบถามผู้ป่วยว่ามียาอิพิเนฟริน (Epinephrine Auto-injector) ติดตัวหรือไม่

ถ้ามีให้รีบฉีดให้ผู้ป่วยทันที แล้วอยู่เป็นเพื่อนผู้ป่วยจนกว่าความช่วยเหลือจะมาถึง

เมื่อผู้ป่วยไปถึงโรงพยาบาล แผนการรักษาภาวะช็อกของแพทย์จะขึ้นอยู่กับสาเหตุ ซึ่งภาวะช็อกแต่ละประเภทจะมีวิธีรักษาแตกต่างกันออกไป เช่น

  • ใช้ยาอิพิเนฟริน กับยาอื่นๆ ในการรักษาภาวะช็อกจากภูมิแพ้รุนแรง
  • ถ่ายเลือดเพื่อชดเชยเลือดที่เสียไป ในกรณีที่ผู้ป่วยมีภาวะช็อกจากการสูญเสียน้ำและเกลือแร่
  • ผ่าตัดหัวใจ หรือใช้ยาบางชนิดเพื่อรักษาภาวะช็อกจากโรคหัวใจ
  • ใช้ยาปฏิชีวนะรักษาภาวะช็อกจากเหตุเลือดเป็นพิษ

การป้องกันภาวะช็อก

ภาวะช็อกบางประเภทและบางกรณีสามารถป้องกันได้ เช่น

  • หากได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นภูมิแพ้รุนแรง ให้พยายามหลีกเลี่ยงสิ่งเร้าที่ทำให้เกิดอาการแพ้ และพกยาฉีด Epinephrine ไว้กับตัวตลอด เมื่อมีสัญญาณของอาการแพ้ให้รีบใช้ยาฉีดทันที
  • ลดความเสี่ยงต่อการสูญเสียเลือดจากการบาดเจ็บ โดยสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันก่อนเล่นกีฬา หรือก่อนใช้งานเครื่องมืออันตรายต่างๆ
  • ลดโอกาสการเกิดความเสียหายที่หัวใจด้วยการรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่หรือดมควันบุหรี่มือสอง

อาการช็อก อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ซึ่งส่วนมากมักเกิดจากปัญหาสุขภาพต่างๆ หรืออาการแพ้รุนแรงจากโรคภูมิแพ้ เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดอาการช็อก ควรตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี

เปรียบเทียบราคาและแพ็กเกจตรวจสุขภาพ จากคลินิกและโรงพยาบาลใกล้คุณ และไม่พลาดทุกการอัปเดตเรื่องสุขภาพและโปรโมชั่นเมื่อกดดาวน์โหลดแอป iOS และ Android


10 แหล่งข้อมูล
กองบรรณาธิการ HD มุ่งมั่นตั้งใจให้ผู้อ่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง โดยทำงานร่วมกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงเลือกใช้ข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือจากสถาบันต่างๆ คุณสามารถอ่านหลักการทำงานของกองบรรณาธิการ HD ได้ที่นี่
Standl T, Annecke T, Cascorbi I, Heller AR, Sabashnikov A, Teske W. The Nomenclature, Definition and Distinction of Types of Shock. Deutsches Arzteblatt international 2018;115(45):757-68. National Center for Biotechnology Information. (Available via: https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC6323133/)
Shock. National Center for Biotechnology Information. (Available via: https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK531492/)

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HD พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

ผู้เขียนและผู้รีวิวบทความไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่นำเสนอแต่อย่างใด เว้นแต่จะระบุในเนื้อหา การแนะนำสินค้าและบริการแสดงขึ้นอัตโนมัติจากระบบของเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน

ขอบคุณที่อ่านค่ะ คุณคิดว่าบทความนี้มีประโยชน์มากแค่ไหนคะ
(1 ดาว - น้อย / 5 ดาว - มาก)

หากคุณยังมีคำถาม ส่งคำถามให้คุณหมอตอบได้ที่นี่

เราจะไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลส่วนตัวของคุณ


แนบไฟล์ (รูปหรือวิดีโอ)
เช่น ประวัติการรักษา รอยโรค (ถ้ามี) *
เช่น ประวัติการรักษา รูปของอาการ (ถ้ามี) ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่ดูไฟล์ได้
* ไม่ต้องห่วง! เราเก็บไฟล์ของคุณเป็นความลับ มีแค่คุณกับคุณหมอเท่านั้นที่เข้าถึงได้

คำตอบที่คุณจะได้เป็นเพียงความเห็นจากแพทย์ ไม่สามารถแทนการวินิจฉัยโรค โปรดพบแพทย์ที่สถานพยาบาลเพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหตุฉุกเฉิน โทร. 1669

รับทราบและถามคำถาม